สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

ภาษีสารเคมี การล่มสลายของวาทกรรมการพัฒนา!

ภาษีสารเคมี การล่มสลายของวาทกรรมการพัฒนา!

โดย ภาณุเบศร์ มหาเรือนขวัญ 14 พฤษภาคม 2550 18:34 น.

      หลายทศวรรษแล้ว ที่ไม่เพียงกระดูกสันหลังของชาติจะสูญเสียทักษะความชำนาญในการใช้ชีวิตแบบ "พึ่งพาตัวเอง" ของเกษตรกรรมแบบพอเพียงให้แก่ภาคเกษตรกรรมอุตสาหกรรมที่เน้นย้ำการ "พึ่งพิงผู้อื่น" หากตัวเกษตรกรจำนวนมากจำต้องพลัดพรากจากบ้านเรือนอบอุ่นมาพักรักษาตัวในโรงพยาบาลมากขึ้นทั้งในห้วงอดีตจวบจนอนาคตอันเนื่องมาจากภาวะเจ็บป่วยที่ทบเท่าทวีขึ้นเรื่อยๆ จากการสัมผัสสารพิษที่รัฐในเสื้อคลุมบรรษัทปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงส่งเสริม
      ทั้งนี้เป็นเพราะความเคยคุ้นชาชินของสังคมไทยที่ถูกกระตุ้นให้ใช้สารเคมีเป็นไปอย่างกว้างขวางแพร่หลายภายใต้ความชอบธรรมของวาทกรรมการพัฒนา ส่งผลให้การตั้งคำถามเกี่ยวเนื่องกับการนำเข้าสารเคมีที่ทวีมูลค่าสูงขึ้นทุกๆ ปี หรือการเรียกร้องให้รัฐผลักดันนโยบายจัดเก็บภาษีสารเคมี กลายเป็นความไม่สมเหตุสมผลของการพัฒนา กระทั่งตลกไร้สาระ
      ทั้งๆ ที่ถ้าไม่อัตวิสัยจนเกินไป จะพบว่าต้นทุนของการไร้นโยบายเก็บภาษีสารเคมี มิได้จำกัดวงอยู่แค่การสูญเสียเม็ดเงินมหาศาลของประเทศชาติจากการนำเข้าสารเคมีที่สูงเกินความจำเป็นโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ทว่าสุขภาวะดีๆ ของทรัพยากรมนุษย์และธรรมชาติยังสูญสลายอย่างต่อเนื่องจากการสุ่มเสี่ยงโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งและไตวาย เฉกเช่นเดียวกับผืนดินแผ่นน้ำที่จะขาดหายความหลากหลายทางชีวภาพจากผลกระทบของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตอาหาร โดยเฉพาะบริเวณต้นน้ำ อันจะกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหาร (food safety) ระยะยาวต่อไป
      สภาวะเช่นนี้นับวันจะเลวร้ายรุนแรงขึ้น อันเนื่องมาจากอิทธิพลของการโหมโฆษณาชวนเชื่อชี้ชวนให้ชาวไร่ชาวนาคิดว่าตัวเองจะ "ไม่รอด-ไม่รวย" ถ้าไม่ฟุ่มเฟือยใช้ยาฆ่าแมลงฆ่าเพลี้ยกระโดด หอยเชอร์รี่ หรือใส่ปุ๋ยเคมีเพื่อผลิดอกออกผลนอกฤดูกาล
      ผนวกรวมกับเกษตรกรจำนวนมากยังติดกับดักวัฏจักรอุบาทว์จากการให้ข้อมูลด้านเดียวของนายทุนและธนาคารผู้ให้ทุนที่ "ตกเขียว" ผ่านภาพลักษณ์การส่งเสริมการใช้สารเคมีเพื่อชีวิตที่ดีมีกิน และที่สำคัญไม่จน ของพี่น้องเกษตรกร
      กระทั่งเกษตรกรครึ่งค่อนประเทศหลงเชื่อกู้หนี้ยืมสินนำมาซื้อปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเพื่อหวังจะคว้าอนาคตที่สดใสกว่า ทว่าท้ายสุดความสุขของครอบครัวที่เคยมีหรือพอมีอยู่บ้างก็กลับล้มละลายอย่างถึงแก่นจากดอกเบี้ยที่ทบต้นเร็วถี่ขึ้นทุกวัน
      ขณะเดียวกัน สังคมกลับพุ่งเป้าไปยังตัวเกษตรกรว่าทำไมถึงไม่ลด ละ เลิก ใช้สารเคมีโดยไม่จำเป็นเพื่อผลิตพืชผักปลอดสารพิษตอบสนองผู้บริโภคอย่างพวกเขาในราคาถูก โดยไม่เคยพิเคราะห์บริบทรายรอบสำคัญอย่างภาครัฐ ที่แม้จะไม่ถึงกับกล่าวได้ว่าสนับสนุนให้เกษตรกรใช้สารเคมีตลอดเวลา แต่การไม่คลอดนโยบายเก็บภาษีสารเคมีก็เท่ากับเอื้อบรรษัทเกตษรกรรมอุตสาหกรรมต่างๆ นำเข้าสารเคมีอย่างมหาศาลเพื่อแลกกับเงินในกระเป๋าที่เกือบจะขาดวิ่นของเกษตรกรยากไร้
      ภาวะย้อนแย้งเช่นนี้เองทำให้ท้ายสุดเกษตรกรไร้ที่พึ่งที่เหมาะสมหากคิดจะทำเกษตรปลอดสารเคมี (แม้ปราชญ์ชาวบ้านหลายคนจะพิสูจน์แล้วว่าทำได้ แม้ไร้รัฐช่วยก็ตาม) เพราะรัฐไม่มีความชัดเจนว่าเข้าใจอรรรถประโยชน์ของเกษตรกรรมแบบไม่พึ่งพิงสารเคมีจริงๆ เนื่องด้วยท่าทีในปัจจุบันของรัฐยังคงอำนวยความสะดวกแก่ธุรกิจเกษตรในการนำเข้าสารเคมีต่างๆ อย่างอิสระ มากกว่าจะจำกัดการนำเข้าสารเคมีเพื่อคืนคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกร รวมถึงคนไทยทั้งประเทศ
      ปัจจุบันรัฐจึงเลี่ยงในสิ่งที่ควรจัดเก็บ
      เนื่องด้วยการไม่รวมต้นทุนทางสังคมจากการใช้สารเคมี ส่งผลให้ต้นทุนของการใช้สารเคมีต่ำเกินกว่าที่ควรจะเป็น และไม่ใช่ต้นทุนที่แท้จริงในการใช้ทรัพยากรเพื่อการผลิตทางการเกษตร ทำให้ต้นทุนการผลิตผลผลิตการเกษตรที่ใช้สารเคมีต่ำกว่าที่ควรจะเป็นจริง กอปรกับผลผลิตจากการใช้สารเคมียังทำให้ผลิตผลผลิตได้จำนวนมาก จึงช่วงชิงการแข่งขันได้มากกว่าเพราะราคาต่อหน่วยผลผลิตจะต่ำกว่าผลผลิตจากการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี
      เหนืออื่นใด ผู้ที่ก่อให้เกิดต้นทุนไม่ต้องแบกรับภาระ แต่ทางตรงข้ามกลับฉกฉวยผลประโยชน์มหาศาลบนการทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติในทุกมิติได้อย่างกว้างขวาง โดยรัฐขยิบตาส่งสัญญาณให้ความชอบธรรม
      การผลักภาระต้นทุนด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเช่นนี้เองที่ไม่เพียงจะทำลายคนรุ่นปัจจุบัน หากยังฝากฝังมรดกเจ็บปวดไว้ให้ลูกหลานในอนาคตด้วย
      ฉะนั้น การผลักดันมาตรการลด ละ เลิก ใช้สารเคมีทางการเกษตรจึงควรดำเนินการอย่างพร้อมเพรียงกันในทุกภาคส่วนของสังคม โดยรัฐไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าภาพหนึ่งเดียว แต่กระนั้นรัฐจะต้องแสดงเจตจำนงแน่วแน่ในการลด ละ เลิกใช้สารเคมี ด้วยการกำหนดนโยบายเก็บภาษีสารเคมี
      เนื่องด้วยการเก็บภาษีสารเคมีทางการเกษตรจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทรงประสิทธิภาพในการลด ละ เลิก ใช้สารเคมีได้ เพราะจะทำให้ราคาสารเคมีที่ใช้ในการเกษตรสูงขึ้นตามต้นทุนการใช้ (private cost) ที่สูงขึ้น ส่งผลให้บรรษัทจัดจำหน่ายสารเคมีต้องรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นไปโดยปริยาย ขณะเดียวกันกับตัวเกษตรกรเองก็ไม่อาจใช้ฟุ่มเฟือยดังก่อน หากแต่จะระมัดระวังในการใช้ให้คุ้มค่าเม็ดเงินที่ต้องจ่ายมากขึ้น แม้ว่าจุดคุ้มทุนจะไม่มีจริงเมื่อคำนวณมิติสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเข้าไป
      มาตรการภาษีสารเคมีจึงสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของนโยบายสาธารณะที่มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของสาธารณชนได้เป็นอย่างดี เพราะจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบแผนการผลิตและการบริโภคให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมได้ แม้จะไม่สามารถจำกัดให้บรรษัทเกษตรกรรมอุตสาหกรรมลดการนำเข้าสารเคมีได้ทั้งหมด และผลักดันให้เกษตรกรลด ละ เลิก ใช้สารเคมี หรือคลี่คลายปัญหาอาหารไม่ปลอดภัย ปนเปื้อนสารพิษได้ทั้งหมดก็ตาม ทว่าอย่างน้อยที่สุด กลไกด้านภาษีและราคาของผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นจริงจะช่วยคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับตัวเกษตรกรและคนไทยทั่วไปได้
      โดยกลไกด้านภาษีที่จะกระตุกสังคมให้หันมาใช้สารเคมีอย่างคุ้มค่ามากสุดนั้น ควร ประกอบด้วย 1) จัดเก็บเป็นภาษีสรรพสามิตเช่นเดียวกับภาษีบุหรี่และเหล้า ด้วยสารเคมีเป็นสารพิษที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จึงต้องจัดเก็บโดยรวมต้นทุนทางสังคมที่ไม่ได้รวมอยู่ในต้นทุนการผลิตเข้าไปด้วย เพื่อสะท้อนต้นทุนแท้จริงของการใช้ รวมทั้งยังอาจเก็บเป็นค่าธรรมเนียมธุรกิจที่เสี่ยงอันตรายต่อสังคม 2) ฐานภาษีจะคำนวณจากผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholder) ที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจสูงเป็นหลัก กล่าวคือเป็นผู้จำหน่ายหรือผู้ผลิต โดยจะคิดคำนวณฐานภาษีจากผู้ผลิตและจำหน่ายเป็น 2 ประเภท คือ เรียกเก็บเป็นภาษีสรรพสามิตตามปริมาณของสารเคมีที่ผลิตหรือจำหน่าย และเรียกเก็บเป็นค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่อสังคมซึ่งจะสูงกว่าค่าธรรมเนียมของธุรกิจทั่วไป
      3) โครงสร้างภาษีสรพสามิต โดยกำหนดตามช่วงภาษีของแต่ละระดับความเป็นพิษเพื่อให้สอดคล้องกับระดับผลกระทบที่อาจมีผลต่อความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และสิ่งแวดล้อม จึงควรจัดเก็บตามมูลค่าและระดับความเป็นพิษ ในอัตราคิดเป็นสัดส่วนที่คงที่ของยอดผลิตหรือจำหน่าย 4) วิธีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต อาจจัดเก็บในรูปของอากรแสตมป์เช่นเดียวกับอากรแสตมป์บุหรี่และเหล้า จัดเก็บโดยกรรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง และโดยอาศัยพระราชกฤษฎีกา
      และ 5) การบริหารรายได้ภาษี โดยรายได้จากภาษีและค่าธรรมเนียมนี้ควรนำไปจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อสนับสนุนการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี หรือเพื่อการปรับเปลี่ยนเกษตรให้เป็นเกษตรธรรมชาติหรือเกษตรยั่งยืน
      ฉะนั้นคงไม่เกินเลยนักหากกล่าวว่า ยิ่งมาตรฐานการจัดเก็บภาษีสารเคมีมีประสิทธิภาพมากเท่าใด ชีวิตคนไทยก็จะยิ่งไกลห่างการปนเปื้อนสารพิษได้มากขึ้นเท่านั้น อีกทั้งยังสั่นคลอนอำนาจของวาทกรรมการพัฒนาที่ชูธงเม็ดเงินกำไรโดยไม่ใยดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้ไม่น้อย
      ด้วยการจัดเก็บภาษีสารเคมีจะสลายความชอบธรรมของวาทกรรมการพัฒนาด้วยแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ให้เราพึ่งพึงตนเองมากกว่าพึ่งพาสารเคมี
      คอลัมน์เวทีนโยบายสาธารณะ       แผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว