สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

รายงานฉบับสมบูรณ์

photo  , 280x210 pixel , 42,673 bytes.

ยุทธศาสตร์การเกษตร ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตเกษตรกรหลายด้าน เช่นไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ หนี้สินมากมาย ครอบครัวเป็นทุกข์ คุณภาพของดินและระบบนิเวศเสื่อมโทรม สุขภาพของผู้ผลิตและผู้บริโภคป่วยไข้ด้วยพิษภัยจากสารเคมีที่ปนเปื้อนอยู่ในกระบวนการผลิต นับวันปัญหาสุขภาพและปัญหาสิ่งแวดล้อมจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น แม้ในอดีตที่ผ่านมามีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาส่งเสริมเกษตรกร  รวมทั้งให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆแต่ก็ไม่สามารถทำให้เกษตรกรเข้าใจและตระหนักถึงปัญหาด้านการเกษตร  แต่เมื่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพได้เปิดโอกาสให้กลุ่มเกษตรกรที่มีความสนใจและพร้อมที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเอง  เกิดการพัฒนาเป็นโครงการนำร่องการพัฒนาเกษตรวิถีธรรมเพื่อสุขภาวะคนสงขลา  เป็นโครงการริเริ่มเพื่อให้เกษตรกรตระหนักถึงภัยร้ายในระบบการผลิตที่เน้นการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี  โดยให้เกษตรกรหันมาใช้ศีลธรรมในการประกอบอาชีพด้านการเกษตร  เพื่อให้เกษตรกรมีจิตสำนึกตระหนักรู้ถึงมหันตภัยจากสารเคมี ให้เกษตรเกิดการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จนเกิดภูมิปัญญา  เกิดเป็นเครือข่ายที่ต้องการขับเคลื่อนเรื่องเกษตรที่เอื้อต่อสุขภาพของตนเอง  ผู้บริโภคและชุมชน  แม้การดำเนินโครงการที่ผ่านมาจะประสบปัญหาบ้างในการขยายเครือข่าย  แต่ก็เป็นโอกาสอันดีให้เกษตรกรได้มีการคิดเอง  ทำเอง  เกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้ซึ่งสามารถนำไปปรับปรุงการทำงานต่อไปในอนาคต

กิตติกรรมประกาศ

โครงการนำร่องการพัฒนาเกษตรวิถีธรรมเพื่อสุขภาวะคนสงขลา  ขอขอบพระคุณกลุ่มเกษตรกรแต่ละเครือข่าย  เช่น  พื้นที่ตำบลเกาะแต้ว  พื้นที่ตำบลทุ่งหวัง  พื้นที่ตำบลท่าข้าม  ที่ให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมกิจกรรมโครงการ  เกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้ในระหว่างพื้นที่
ขอขอบพระคุณอาจารย์ภานุ  พิทักษ์เผ่า  ที่ได้นำความรู้ในเรื่องการเกษตรรวมทั้งแนวคิดในการพึ่งตนเองถ่ายทอดให้แก่กลุ่มเกษตรกร  ทำให้เครือข่ายเกษตรกรได้มีกำลังใจในการต่อสู้กับอาชีพการเกษตรต่อไป
ขอขอบพระคุณองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม  หน่วยงานภาครัฐ  ที่ได้ให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมกิจกรรมของโครงการ
ขอขอบพระคุณกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ  ที่ได้เปิดโอกาสให้เกษตรได้มีโครงการ

ดี ๆ  ในพื้นที่  ทำให้เกษตรกรได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่จะจัดการกับปัญหาระบบเกษตรที่ไม่มีหน่วยงานใดสามารถแก้ปัญหาได้  นอกจากตัวของเกษตรกรเอง


บทสรุปย่อการดำเนินงาน โครงการนำร่องการพัฒนาเครือข่ายเกษตรวิถีธรรมเพื่อสุขภาวะคนสงขลา

โครงการนำร่องการพัฒนาเครือข่ายเกษตรวิถีธรรมเพื่อสุขภาวะคนสงขลา&nbsp; โดยมีนายประเดิม อนันต์&nbsp; เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ&nbsp; ได้เริ่มต้นดำเนินกิจกรรมระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2547 ถึง 30 กันยายน 2548 และได้ทำการขอขยายเวลา จนถึง 31ธันวาคม 2548 เนื่องจากเงื่อนไขของสภาพพื้นที่ สภาพแวดล้อม สภาพอากาศ ที่เอื้อและไม่เอื้อต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย ส่งผลถึงการดำเนินงานที่ได้วางไว้ตามแผน ต้องมีการปรับเปลี่ยนทั้งทางด้านเวลาและกิจกรรม<br />
โดยโครงการได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ รวมทั้งสิ้น 216,450&nbsp; บาท<br />
การดำเนินงานของโครงการได้ดำเนินงาน แบ่งเป็น 8 กิจกรรม&nbsp; คือ

1. จัดเวทีสัมมนาภาพรวมและหาแนวทางความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของโครงการ       เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันระหว่างพื้นที่  วันที่ 9 ธันวาคม 2547  ณ วัดทุ่งหวังใน  อ.เมือง จ.สงขลา

เวทีได้เชิญ อ.อดุลย์  สุวรรณโณ เป็นประธานในเปิดพิธีเพื่อกล่าวจุดประกาย ให้เกษตรกรพยายามทำความเข้าใจและหาโอกาสที่จะเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้อื่น ค้นหาข้อมูลข่าวสารใหม่ๆทางด้านเกษตรไร้สารพิษเพื่อการปรับใช้ในการทำงานต่อไป
ผู้รับผิดชอบโครงการได้นำเสนอรายละเอียดการดำเนินกิจกรรมให้กับเกษตรกรผู้เข้าร่วม เพื่อการหารือแลกเปลี่ยนร่วมกันถึงการจัดกิจกรรมในพื้นที่ร่วมกับภาคีอื่นๆ  และได้นำเสนอเนื้อหาเกษตรเพื่อสุขภาพสำหรับโครงการนำร่องการพัฒนาเครือข่ายเกตรวิถีธรรมเพื่อสุขภาวะคนสงขลา ในรูปแบบของหนังตะลุง โดยนายหนังเทือง และคณะ
เสียงสื่อสารขับขานบทหนังตะลุง ทำให้ผู้เข้าร่วม โดนใจ และสามารถ เข้าถึงความรู้สึกทางวรรณศิลป์ถิ่นใต้เป็นอย่างดี  เนื้อหาโดยรวมกล่าวถึง ความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต วิถีการผลิตทางการเกษตร ที่ปัจจุบันสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม ผลผลิตไม่มีความปลอดภัยมีสารตกค้างต่างๆ มากมาย และกล่าวถึงทิศทางการปรับตัวหรือปรับเปลี่ยน วิถีการผลิตที่เอื้อต่อสุขภาพ ทั้งคนปลูกคนกิน ให้กลับมาดูภูมิปัญญาท้องถิ่นในอดีต เกี่ยวกับการกิน การอยู่ การทำการเกษตร  และได้ให้ข้อคิดสำหรับการร่วมกันจัดกิจกรรมโครงการ จำเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัยความสามัคคี พร้อมเพรียงและต้องเสียสละ

นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมซึ่งมาจากหลายภาคส่วนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็น      สรุปได้ดังนี้ 1. เวทีได้สร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรว่าวิถีการผลิตที่เอื้อต่อสุขภาพ หรือการทำการเกษตรที่ลด ละ เลิกการใช้สารเคมี นั้นจะเป็นหนทางแห่งความสุขให้กับเกษตรกร เนื่องจาก สามารถสร้างสุขทางด้านจิตใจที่ไม่ต้องไปเบียดเบียนผู้อื่น รวมถึงการไม่สร้างความเสื่อมโทรมให้กับสภาพแวดล้อม
2.  ผู้ร่วมสัมมนาได้ทราบถึงวิถีการผลิตการเกษตรแนวชีวภาพ และด้วยสภาพสังคมของเกษตรในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ดังนั้นเกษตรกรควรมีการพัฒนาตนเอง พัฒนาอาชีพ และสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อนำไปปรับใช้ โดยเกษตรกรต้องกล้าคิด กล้าเปลี่ยนแปลง หรือปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เพื่อเข้าสู่วิถีชีวิตที่เอื้อต่อสุขภาพ 3. กลุ่มภาคีร่วมได้พูดถึงบทบาทขององค์กรกับการแสวงหาความร่วมมือกันสร้างสุขภาพตามกรอบแนวความคิดขององค์กรและบุคลากร โดยตัวแทนผู้บริหารส่วนท้องถิ่น ได้กล่าวสรุปถึงบทบาทของชาวบ้าน ผู้นำชุมชนกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ที่มีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เช่น บทบาทของสมาชิก อบต. กับการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของชาวบ้านในชุมชน ซึ่งวันนี้ชาวบ้านมีโอกาส มีอำนาจมากขึ้น  องค์กรส่วนท้องถิ่นจึงน่าจะเป็นองค์กรหนึ่งที่จะเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนได้เป็นอย่างดี หากประชาชนรู้จักใช้อำนาจที่มีอยู่    โดยอาศัยความเป็นกลุ่ม หรือสถานะความเป็นกลุ่มสมาชิกรวมตัวกัน เพื่อขอรับการสนับสนุนการจัดกิจกรรมส่งเสริมอาชีพด้านต่าง ๆ 4. ผู้เข้าร่วม พูดคุยแลกเปลี่ยนถึงกิจกรรมในพื้นที่ของตนเอง และนำเสนอในเวที ซึ่งพบว่า ลักษณะกิจกรรมด้านการเกษตรเพื่อสุขภาพนั้น  เป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละชุมชน ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการสนับสนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานภาครัฐ แต่ยังมีภารกิจชุมชน อีกจำนวนหลาย ๆ ประการ ที่กลุ่มคนส่วนนี้ได้เข้าไปมีส่วนร่วม อาทิ ด้านการศึกษา ด้านศาสนา วัฒนธรรม ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการเมือง  เป็นต้น

2. ลงพื้นที่เก็บข้อมูลพื้นฐาน และประเมินสภาพแวดล้อม ปัญหา ความต้องการของชุมชน
      ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนมิถุนายน 2548 ได้ใช้แบบสัมภาษณ์กับเอกสารเก็บบันทึกข้อมูลรายได้รายจ่ายในครัวเรือน เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลเพื่อให้เห็นภาพรวมระดับครัวเรือนที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร
สิ่งที่พบจากข้อมูล พื้นที่ทุ่งหวัง เกาะแต้ว กลุ่มเป้าหมายที่ร่วมโครงการมีโคเลี้ยงทุกครัวเรือน สามารถเอื้อต่อการทำเกษตรแบบไร้สาร และยังได้มูลสัตว์มาทำปุ๋ยหมัก ได้ใช้วัสดุในท้องถิ่น ส่วนพื้นที่ท่าข้าม มี 2 ครัวเรือนที่เลี้ยงโค

จากแบบสัมภาษณ์และเอกสารบันทึกรายจ่ายครัวเรือน พบว่าสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง
รายจ่ายหลักของเกษตรกรทั้ง 3 พื้นที่ ประสบปัญหาหนี้สินจากการส่งลูกไปเรียนหนังสือในตัวเมือง ทำให้มีรายจ่ายสูง เป็นแรงกดดันเรื่องรายได้ หลังจากนั้นผู้ประสานงานได้ลงพื้นที่ทั้ง 3 แห่ง เพื่อประสานงานหาโครงการหนุนเสริมให้สอดคล้องกับกิจกรรมของโครงการ เช่น การกระตุ้นแนวคิดในการทำเกษตรกรที่ผสมผสานใช้วัตถุดิบในพื้นที่ให้เป็นประโยชน์มากที่สุดเพื่อการพึ่งตนเอง และมีการใช้วิถีชีวิตที่เอื้อกับสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายของทรัพยากร การทำแปลงเรียนรู้  ช่วงที่ลงไปเป็นช่วงหน้าแล้ง เกษตรกรประสบปัญหาเรื่องขาดแหล่งน้ำ ได้ประสาน อบต.เพื่อสนับสนุนงบประมาณ
ผู้ประสานงานได้นำประสบการณ์จากทุ่งหวังไปขยายผลทำแปลงเรียนรู้ที่ตำบลท่าข้ามและตำบลเกาะแต้ว โดยคำนึงถึงศักยภาพและความพร้อมของพื้นที่  ในส่วนของตำบลเกาะแต้วได้พื้นที่จากโรงเรียนเกาะแต้วพิทยาสรรค์ทำเป็นแปลงเรียนรู้ ในพื้นที่ตำบลท่าข้าม อาศัยพื้นที่ของเกษตรกรในตำบล
2.1 การทำงานเสริมร่วมกับภาคีอื่น ๆ ในพื้นที่  เช่น อบต.ในพื้นที่ ในพื้นที่ตำบลเกาะแต้ว ได้ประสานงบการทำเกษตรกับองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะแต้วมาทำแปลงเรียนรู้ และแก้ปัญหาการขาดปัจจัยการผลิต เช่น ระบบน้ำ
พื้นที่ตำบลทุ่งหวัง ได้ระบบน้ำ
พื้นที่ตำบลท่าข้าม ได้ทั้งระบบน้ำและปัจจัยการผลิต 2.2 ความคืบหน้าการดำเนินงาน พื้นที่ตำบลท่าข้ามเมื่อร่วมทำแปลงสาธิตได้ทำการผลิตและได้ผลผลิตรอบที่ 2 ในขณะพื้นที่ตำบลเกาะแต้ว ปัจจัยการผลิตมีพร้อมแต่ขาดคนทำแปลงสาธิต เนื่องจากเกษตรมีภาระงานที่เข้ามามากจนไม่อาจบริหารเวลาได้เหมาะสม และพื้นที่ตำบลทุ่งหวังได้ทำแปลงสาธิตผลิตผลอย่างต่อเนื่อง
การเรียนรู้ในแปลงการเรียนรู้ พื้นที่ตำบลทุ่งหวัง ได้เชื่อมโยงกับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนมาช่วยเหลือเรื่องปุ๋ย และนำเกษตรกรจากพื้นที่อื่น ๆ มาเรียนรู้กระบวนการผลิต พื้นที่ตำบลท่าข้าม ได้ทำการเพาะปลูกและจำหน่ายผลผลิต ยังมีปัญหาเรื่องแนวทางการช่วยเหลือขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้ามที่หาความต้องการของประชาชน  ดังนั้นจึงเป็นภารกิจที่เกษตรกรจะต้องผลักดันและนำเสนอความต้องการให้สอดคล้องกับการหนุนเสริมขององค์การบริหารส่วนตำบล ลักษณะการเรียนรู้ของพื้นที่ตำบลท่าข้าม อาจมีรูปแบบเฉพาะที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้น หากขยายผลไปพื้นที่อื่นๆ จำเป็นต้องเรียนรู้ใหม่ หาแนวทางที่เหมาะสมกับพื้นที่ต่อไป

3. เวทีเสวนาธรรมนำเกษตรเพื่อสุขภาพ พร้อมสังเคราะห์ ประเมินองค์ความรู้ การผลิต การเกษตร      เพื่อสุขภาพภายในพื้นที่เป้าหมาย  วันที่ 26 มิถุนายน 2548 1. การวางแผนการกระจายสินค้าออกจำหน่ายโดยให้สมาชิก ทั้ง 3 กลุ่มร่วมกันสำรวจตลาดและให้สมาชิกกลุ่มทำหน้าที่ทางการตลาด ตามตลาดรองรับที่สำรวจไว้ 2. การแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการตลาด เพื่อให้ทราบถึงปัญหาการซื้อขาย และวิธีแก้ปัญหาการซื้อขาย  การรู้จักรูปแบบตลาด และปัจจัยการผลิต เพื่อการจัดรูปแบบกระบวนการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด 3. แลกเปลี่ยนเทคนิคการทำเกษตรที่ปลอดภัย ระหว่างพื้นที่ 3 พื้นที่ ซึ่งแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน ทำให้ปัญหาและผลผลิตที่ออกมามามีความแตกต่างกัน จึงได้มีการแลกเปลี่ยนร่วมกันเพื่อให้ได้วิธีการลดปัญหา โดยได้ข้อสรุปคือการใช้รูปแบบเกษตรอินทรีย์ และได้ทำความเข้าใจร่วมกันถึงข้อดีและเทคนิคการทำการเกษตรที่ปลอดภัยหรือเกษตรอินทรีย์ เช่น การทำน้ำหมักชีวภาพ  การใช้สารชีวภาพในการกำจัดโรคและแมลง
4. สมาชิกได้วิเคราะห์สภาพต้นไม้ในแต่ละส่วน เพื่อให้สมาชิกทราบถึงศักยภาพของธรรมชาติ

4.เวทีเสวนธรรมนำเกษตรเพื่อสุขภาพ พร้อมการจัดการขยะในครัวเรือนและชุมชนเพื่อการเกษตรและสิ่งแวดล้อม      วันที่  29  กันยายน  2548  ณ บ้านยางงาม  ต. ทุ่งหวัง  อ. เมือง จ. สงขลา เวทีได้เชิญวิทยากรคือ อาจารย์ภาณุ พิทักษ์เผ่า ประธานเครือข่ายสันติอโศกซึ่งทำกิจกรรมเกษตรไร้สารพิษและผู้จัดการร้านครัวเพื่อนสุขภาพ ได้บรรยาย ให้ผู้เข้าร่วมรู้จักขยะและความสำคัญของการแยกขยะโดยเฉพาะขยะในครัวเรือนซึ่งเกิดขึ้นทุกวัน และได้ให้ความรู้การนำขยะจำพวกเศษผัก ผลไม้ มาใช้ทำประโยชน์ต่างๆ เช่นสามารถนำมาทำน้ำหมักชีวภาพ เพื่อใช้ทำปุ๋ย สบู่ และเครื่องสำอางบางอย่างได้ และได้บรรยายถึงสูตร และวิธีทำนำหมักชีวภาพ การทำปุ๋ยหมัก การทำสบู่ การทำน้ำหมักมะเฟืองเพื่อใช้ทาหน้าและสูตรต่างๆให้กับผู้เข้าร่วม เป็นการจุดประกายว่าถ้าทุกคนไม่ช่วยกัน ขยะก็จะมีท่วมเป็นภูเขา  ดังนั้นทุกครัวเรือควรมีถังไว้ในครัวเป็นที่เก็บเศษอาหาร หมักไว้ ใช้รดน้ำต้นไม้ และสามารถทำให้ขยะช่วยลดค่าใช้จ่ายและกลายเป็นเงินได้


5.เวทีเสวนาธรรมนำเกษตรเพื่อสุขภาพพร้อมสาธิตการทำน้ำยาล้างจานและสบู่  วันที่  29  กันยายน  2548  ณ บ้านยางงาม  ต. ทุ่งหวัง  อ. เมือง จ. สงขลา วิทยากรโดย อาจารย์ภาณุ  พิทักษ์เผ่า ได้บรรยายถึง ความสำคัญของการพึ่งตนเองและได้ยกพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นการสนองพระราชดำรัสของในหลวง ที่ว่า  "การเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญที่การพออยู่กิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอเพียง สามารถอุ้มชูตัวเองได้" และนำเสนอตัวอย่างการประหยัดซึ่งถือเป็นการพึ่งตนเองอย่างหนึ่ง เช่น การใช้ของต่างๆอย่างคุ้มค่า การลดรายจ่ายโดยการทำของใช้เอง เช่น น้ำยาล้างจาน สบู่  พร้อมกันนี้ได้สาธิตและร่วมกันทำน้ำยาล้างจาน และสบู่ สูตรต่างๆ

6.เวทีเสวนาธรรมนำเกษตรเพื่อสุขภาพ พร้อมกิจกรรมการปลูกผักสวนครัวและสมุนไพรเพื่อการเกษตรในครัวเรือน  วันที่  29  กันยายน  2548  ณ บ้านยางงาม  ต. ทุ่งหวัง  อ. เมือง จ. สงขลา วิทยากรโดย อาจารย์ภาณุ  พิทักษ์เผ่า ได้บรรยายถึง พิษภัยของสารเคมีที่ปนมากับอาหารที่เราซื้อหามารับประทานว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไม่รู้ตัว  และนำเสนอสถิติการเสียชีวิตและการเกิดโรคต่างๆ พร้อมทั้งสาเหตุการเกิดโรคจากสารพิษที่ปนเปื้อนมากับอาหาร เพื่อให้ทุกคนได้ระวังและเห็นความสำคัญของการปลูกพืชผักปลอดสารพิษไว้รับประทานเองที่จะทำให้สามารถลดความเสี่ยงในการบริโภคพืชผัก อาหารที่ปนเปื้อนสารพิษ  พร้อมทั้งได้ยกตัวอย่างพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านชนิดต่างๆ และสรรพคุณการป้องกันโรคและคุณค่าของพืชผักแต่ละชนิดที่หาได้ไม่ยากและสามารถปลูกได้ง่ายในท้องถิ่น พร้อมกันนี้ทางโครงการฯได้จัดหาต้นกล้าพืชสมุนไพรแจกให้สมาชิกนำไปปลูกคนละ 3 ต้น

7.เวทีเสวนาธรรมนำเกษตรเพื่อสุขภาพ พร้อมกิจกรรมสร้างเสริมการพัฒนาศักยภาพการผลิต          วันที่  29  กันยายน  2548  ณ บ้านยางงาม  ต. ทุ่งหวัง  อ. เมือง จ. สงขลา
วิทยากรโดย อาจารย์ภาณุ  พิทักษ์เผ่า และนายประเดิม อนันต์ ผู้รับผิดชอบโครงการ ได้บรรยายและสาธิตการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ปุ๋ยหมักพืชสด และน้ำหมักชีวภาพเพื่อใช้ในการเกษตรให้กับสมาชิกผู้เข้าร่วมโดยเน้นการนำวัสดุที่มีในท้องถิ่น  เช่น มูลสัตว์ แกลบ รำ ฟางข้าว หญ้า ฯลฯ


8.เวทีสัมมนาสรุปโครงการ  วันที่  10 ธันวาคม  2548  ณ โรงแรมวีแอล อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เวทีสัมมนาสรุปบทเรียนโครงการ เป็นเวทีที่ใช้ในการถอดบทเรียน ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการได้มีโอกาสทบทวนการทำงานที่ผ่านมา ตั้งแต่ความเป็นมาของโครงการ บทบาทของแต่ละฝ่าย และค้นหาความรู้ที่แท้จริงที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่ผ่านมา  โดยวิทยากรกระบวนการใช้การถอดบทเรียนโดยวิธี AAR.  ทำให้เห็นจุดเด่นและจุดด้อยของการดำเนินงาน เพื่อการปรับใช้ในการทำงานในโอกาสต่อไป

จุดเด่นจากการดำเนินโครงการ  คือ1. เกิดการเรียนรู้จากปัญหาและอุปสรรค ทำให้เกิดการปรับความคิดหรือโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น ทั้งในเรื่องของความรู้เรื่องการผลิตและด้านการตลาด  การทำงานร่วมกัน  การสร้างความรับผิดชอบในภารกิจอันจะนำไปสู่ความสำเร็จที่วางไว้ 2.  ความเข้มแข็งของหน่วยสนับสนุน และการส่งเสริมของหน่วยงานในพื้นที่  พันธมิตร ในการร่วมขับเคลื่อนหรือผลักดันให้เกิดการทำเกษตรเพื่อสุขภาพ 3. เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายมีจิตสำนึกและเห็นความสำคัญของการทำเกษตรเพื่อสุขภาพ เห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เช่น การทำปุ๋ยหมักไปใช้ในแปลงเกษตร  เกิดการตื่นตัวในการนำวัสดุเหลือใช้มาทำให้เกิดประโยชน์มากขึ้น 4. ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค  และทางหน่วยงานราชการ 5. สามารถขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆได้ระดับหนึ่ง

จุดด้อย 1. ผู้เข้าร่วมโครงการมาจากหลายภาคส่วน แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการและกำหนดวัตถุประสงค์ร่วมกัน ทำให้ผลที่เกิดขึ้นไม่สอดคล้องกัน  และข้อเสนอแนะหลายข้อไม่ได้มีการนำมาปรับใช้ในการบริหารโครงการ
2. จุดเริ่มต้นและจุดหมายปลายไม่สอดคล้อง เนื้อหาทางธรรมะยังไม่ได้นำไปใช้ในการทำกิจกรรมมากนัก เพราะยังขาดการมีส่วนร่วม 3. ผู้เข้าร่วมยังไม่สามารถเป็นต้นแบบให้ผู้อื่นได้ เนื่องจากยังมีข้อจำกัดเรื่องของความรู้ และการขาดความต่อเนื่องในการเรียนรู้แลกเปลี่ยน ข้อเสนอแนะจากผู้รู้และผู้เกี่ยวข้อง 4. มีข้อจำกัดในเรื่องของการผลิต การตลาด ที่เกษตรกรต้องประสบกับปัญหาผลผลิตได้น้อยเมื่อเทียบกับเกษตรทั่วไป ทำให้เกษตรกรมีรายได้น้อยไปด้วย  ในขณะเดียวกันก็ผลิตได้ไม่ทันกับความต้องการของตลาด


ข้อเสนอแนะจากเวที 1. ควรจะมีการทบทวนเป้าหมาย และการสรุปบทเรียน เพื่อนำมาปรับใช้ในการทำงานอย่างต่อเนื่อง  และผู้เกี่ยวข้องแต่ละฝ่ายจะต้องรู้บทบาทของตัวเองให้ชัด 2. การขับเคลื่อนในอนาคต ต้องหาพันธมิตรมากขึ้น หาเครือข่ายมากขึ้น และต้องยืนหยัดกระบวนการคิดของตนเองให้มั่นคง 3. การจัดกิจกรรม เชิญแกนนำเกษตรกรในพื้นที่และพื้นที่อื่นๆมาขยายผล 4. ต้องหาพันธมิตรมาช่วยในเรื่องปัญหาการผลิต ปัญหาขาดปริมาณ ขาดความหลากหลายและต่อเนื่อง


ลักษณะโครงการโดยรวม

ชื่อโครงการ : โครงการนำร่องการพัฒนาเครือข่ายเกษตรวิถีธรรมเพื่อสุขภาวะคนสงขลา ผู้รับผิดชอบโครงการ : นายประเดิม  อนันต์ ที่ปรึกษาโครงการ 1. นายภาณุ พิทักษ์เผ่า  (ผู้จัดการร้านครัวเพื่อนสุขภาพ) 2. พระมหาถาวร สคารโว    (เจ้าคณะตำบลทุ่งหวัง) 3. นายสินธพ อินทรัตน์  (นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม) 4. นายไพโรจน์ มากทอง    (เกษตรอำเภอเมืองสงขลา)

คณะทำงาน (ประสานงานพื้นที่) 1. นางสุจิตน์ คงประดิษฐ์ ม.9 ต.ทุ่งหวัง 2. นางน้อย เรืองเพชร ม.9 ต.ทุ่งหวัง 3. นางวันเนาว์ ปิยะมโณ ม.9 ต.ทุ่งหวัง 4. นายฉัตรชัย เพชรฤทธิ์ ม.1 ต.เกาะแต้ว 5. นายมนิต หนูเพ็ชร ม.1 ต.เกาะแต้ว 6. นายสว่าง ศิริยอด ม.1 ต.เกาะแต้ว 7. นายบุญเจือ มาลากุล ม.1 ต.ท่าข้าม 8. นายพร กุลทัสวรรณโร ม.3 ต.ท่าข้าม 9. นายอรุณ ทองวิไล ม.4 ต.ท่าข้าม 10.  นางสาวจตุพร อนันต์ ม.9 ต.ทุ่งหวัง เลขาคณะทำงาน

ความเป็นมา/หลักการและเหตุผล ยุทธศาสตร์การเกษตร  ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ  ที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อ วิถีชีวิตเกษตรกรหลายด้าน  เช่นไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้  หนี้สินมากมาย  ครอบครัวเป็นทุกข์  คุณภาพของดินและระบบนิเวศเสื่อมโทรม  สุขภาพของผู้ผลิตและผู้บริโภคป่วยไข้ด้วยพิษภัยจากสารเคมีที่ปนเปื้อนอยู่ในกระบวนการผลิต  นับวันปัญหาสุขภาพและวิกฤตสิ่งแวดล้อมจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ท่ามกลางสถานการณ์เกษตรปัจจุบัน  เกษตรกรมีจิตสำนึกตระหนักรู้ถึงมหันตภัยจากสารพิษ  ได้รวมกลุ่มกันแสวงหาทางรอดด้วยชีววิธี  แลกเปลี่ยนเรียนรู้  จนเกิดภูมิปัญญา  พัฒนาองค์ความรู้ไปสู่การขับเคลื่อน  ยุทธศาสตร์การเกษตรเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม  โดยอาศัยข้อมูลและการสนับสนุนจากองค์กรต่าง ๆ ทำให้เกิดเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ที่พยายามประกอบการเกษตรที่เอื้อต่อสุขภาพ อีกทั้งเพื่อลดภาระต้นทุนการผลิต และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อยู่หลาย ๆ กลุ่มในพื้นที่จังหวัดสงขลา จากความพยายามข้างต้นของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรพบว่ายังมีปัญหาและอุปสรรคอยู่หลายประการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน หรือการประกอบอาชีพการเกษตรด้านต่าง ๆ คือ
1) ปัญหาด้านการผลิต พบว่าปัจจุบันเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายทางด้านสภาวะ แวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ภาวะฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน สภาวะน้ำท่วม การระบาดของโรคและแมลง ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินและน้ำ การขาดความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของชีววิธี เกษตรกรมักมุ่งเน้นความสะดวกในการจัดหาปัจจัยการผลิต การพึ่งพาด้วยการจัดซื้อจากภายนอก ขาดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ เทคนิค และภูมิปัญญาการผลิตที่เอื้อต่อสุขภาพ การไม่เข้าใจในแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวันและการประกอบการเกษตร
2)ปัญหาด้านการตลาด เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้บริโภคนั้นมีความตื่นตัวเป็นอย่างมากกับความต้องการบริโภคอาหารที่ปลอดภัย เพราะเชื่อว่า การบริโภคอาหารเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบโดยตรงสุขภาพส่วนบุคคล แต่ในความต้องการดังกล่าวผู้บริโภคมักมีความต้องการพื้นฐาน 3 ประการ คือ ต้องการความหลากหลาย ต้องการความต่อเนื่อง และต้องการความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตรว่ามีความปลอดภัย จากความต้องการดังกล่าวพบว่าเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรต้องเผชิญอยู่กับปัญหาเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังได้รับผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาวะราคาสินค้าเกษตรซึ่งขาดเสถียรภาพ การขาดช่องทางการจำหน่ายที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ขาดการสื่อสารข้อมูลระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค ในประเด็นต่าง ๆ อาทิ ความต้องการของผู้บริโภคที่ผู้ผลิตไม่ทราบ ความซับซ้อนและความเสี่ยงทางการผลิต ซึ่งผู้บริโภคไม่ทราบ เป็นต้น
3) ปัญหาด้านการบริหารจัดการ มักเป็นคำพูดเชิงเหตุผลว่า การที่เกษตรกรมักประสบกับปัญหาอื่น ๆ เนื่องจากเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรมักขาดการนำเอาทักษะความรู้ แนวคิดด้านการบริหารจัดการมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน และการประกอบการเกษตร อาทิ การขาดการวางแผนการผลิต การไม่ให้ความสำคัญกับการจดบันทึกข้อมูลด้านการเงินการบัญชี ภาวะการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อีกทั้งการขาดการสร้างพันธมิตรในรูปแบบเครือข่าย เพื่อสร้างพลังและความเข้มแข็งให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงจากสภาวะแวดล้อมภายนอกด้านต่าง ๆ ตลอดจนการปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

จากปัญหาดังกล่าว พบว่า การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเกษตรที่เอื้อต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การสร้างสุขภาวะของคนสงขลานั้น จำเป็นต้องนำเอากระบวนการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ เข้าไปแก้ปัญหา ดังนั้นโครงการนำร่องการพัฒนาเครือข่ายเกษตรวิถีธรรมเพื่อสุขภาวะคนสงขลาเป็นกลไกหนึ่งที่จะเข้าไปส่งเสริมการสร้างกระบวนการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทักษะ เทคนิคประสบการณ์ในด้านการผลิตให้กับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และการรวมเอาองค์ความรู้ซึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนการข้างต้น ขยายผลให้กับกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดสงขลา ให้มีความตระหนักถึงมหันภัยจากสารพิษและมีสำนึกร่วมกันในการส่งเสริมการสร้างสุขภาวะชุมชน และยกระดับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรให้เป็นเครือข่าย เพื่อพัฒนาไปสู่ความเป็นองค์กรที่สามารถพึ่งตนเองได้ ตลอดจนการการประสานงานร่วมภาคีกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อบูรณาการการพัฒนาให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

วัตถุประสงค์ของโครงการ 1) เพื่อนำร่องการปรับกระบวนทัศน์เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายด้วยหลักธรรมย้ำฐานคิดเศรษฐกิจพึ่งตนเอง สร้างทางเลือกในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจพื้นฐานในระดับครัวเรือน
2) เพื่อนำร่องการพัฒนาเครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการเกษตรทางเลือก สร้างเสริมความเชื่อมั่นต่อแนวทางการเกษตรเพื่อสุขภาพ การฝึกทักษะในด้านการบริหารจัดการ เพื่อแก้ปัญหาด้านการผลิตและการตลาด 3) เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในพื้นที่เป้าหมายโครงการ เพื่อหาแนวทางการกำหนดยุทธศาสตร์เกษตรเพื่อสุขภาพระดับท้องถิ่น

เป้าหมายของโครงการ 1) เกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย 3 พื้นที่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจพื้นฐานในระดับครัวเรือนได้ด้วยกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจพึ่งตนเอง 2) เกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย 3 พื้นที่มีความเชื่อมั่นต่อแนวทางการเกษตรเพื่อสุขภาพ สามารถนำเอาองค์ความรู้ ชีววิธี มาประยุกต์ใช้กับระบบการผลิตให้เกิดผลิตภาพ
3) เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการเกษตรเพื่อสุขภาพระหว่างชุมชนอย่างต่อเนื่องโดยมีเครือข่ายเกษตรเพื่อสุขภาพนำร่อง 3  พื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และผู้บริโภคโดยทั่วไปในจังหวัดสงขลา 4) เกิดภาคีความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยงพันธกิจด้านการเกษตรเพื่อสุขภาพในหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในจังหวัดสงขลา 5) เพื่อผลักดันให้เกิดยุทธศาสตรระดับท้องถิ่นด้านการเกษตรเพื่อสุขภาพ ในจังหวัดสงขลา


6) เพื่อให้เกิดโครงสร้างองค์กรเครือข่ายเกษตรเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างเครือข่ายผู้ผลิตกับเครือข่ายผู้บริโภคในจังหวัดสงขลา 7) เพื่อให้เกิดสุขภาวะที่ดีกับเกษตรกรและผู้บริโภคในจังหวัดสงขลา

กลุ่มเป้าหมาย ยุทธศาสตร์เพื่อสุขภาพ เน้นทิศทางการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สุขภาพผู้ผลิตและผู้บริโภค การพัฒนาเครือข่ายเกษตรเพื่อสุขภาพ เป็นการสร้างเสริมสุขภาพกายและใจของผู้คน อย่างยั่งยืน โดยมีพื้นที่ปฏิบัติการจำนวน 3 พื้นที่นำร่อง กลุ่มที่ เครือข่าย ผลผลิตทางการเกษตร จำนวน (ครัวเรือน) 1 เกษตรเพื่อสุขภาพ บ้านยางงาม
ต.ทุ่งหวัง ผักปลอดสารพิษ"แปลงรวมกระชับมิตร" 19 2 เกษตรเพื่อสุขภาพ  ต.ท่าข้าม ผักปลอดสารพิษ และตลาดวิถีไท 17 3 เกษตรเพื่อสุขภาพ  ต.เกาะแต้ว ผักปลอดสารพิษ และผักพื้นบ้าน 14

วิธีดำเนินการ 1) จัดเวทีสัมมนาภาพรวมและหาแนวทางความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของ โครงการ เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันในการดำเนินโครงการ  จำนวน 1 วัน ผู้เข้าร่วมกิจกรรม  รวม 80 คน ดังรายละเอียด 1. เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย  3 พื้นที่ รวม 50  คน
2. ภาคีร่วม รวม 19 คน • องค์การบริหารส่วนตำบล องค์กรละ 1 คน / 1 พื้นที่ รวม 3 คน • ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน องค์กรละ 1 คน / 1 พื้นที่ รวม 3 คน • ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล องค์กรละ 1 คน / 1 พื้นที่ รวม 3 คน • หน่วยงานทางด้านสาธารณสุขในพื้นที่ สถานีอนามัยองค์กรละ 1 คน / 1 พื้นที่ รวม 3 คน • ผู้แทนสถานศึกษาในพื้นที่ องค์กรละ 1 คน / 1 พื้นที่ รวม 3 คน • สำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัดสงขลา 1 คน
• ศูนย์บริหารศัตรูพืชโดยวิธีชีวภาพจังหวัดสงขลา  1 คน
• สำนักงานเกษตรอำเภอ 2 คน 3. คณะทำงานกลาง  5 คน 4. วิทยากร และภาคีที่สนใจ 6 คน 2) ลงพื้นที่ รวบรวมข้อมูลพื้นฐาน ประเมินสภาพแวดล้อมของพื้นที่ ปัญหาอุปสรรค ความต้องการ ประมวลผลข้อมูล สรุปจัดทำรายงาน  เพื่อประโยชน์ในการเปรียบเทียบก่อนและหลังดำเนินโครงการ จำนวน 20 วัน 3) เวทีเสวนาธรรมนำเกษตรเพื่อสุขภาพ พร้อมสังเคราะห์และประเมินองค์ความรู้การผลิตการเกษตรเพื่อสุขภาพ  ภายในพื้นที่เป้าหมายแต่ละพื้นที่
เกษตรเพื่อสุขภาพ บ้านยางงาม  ต.ทุ่งหวัง จำนวน 1 วัน ผู้เข้าร่วมโครงการ รวม 24 คน ดังรายละเอียด 1) เกษตรกรในพื้นที่ 19 ครอบครัว จำนวน 19 คน 2) พระ 1 รูป 3) วิทยากร  1  คน 4) ผู้จัดการโครงการและทีมงาน 3 คน เกษตรเพื่อสุขภาพ  ต. ท่าข้าม จำนวน 1 วัน ผู้เข้าร่วมโครงการ รวม 22 คน ดังรายละเอียด 1. เกษตรกรในพื้นที่ 17 ครอบครัว จำนวน 17 คน 2. พระ 1 รูป 3. วิทยากร  1  คน 4. ผู้จัดการโครงการและทีมงาน 3 คน เกษตรเพื่อสุขภาพ  ต. เกาะแต้ว จำนวน 1 วัน ผู้เข้าร่วมโครงการ รวม 19 คน ดังรายละเอียด 1. เกษตรกรในพื้นที่ 14 ครอบครัว จำนวน 14 คน 2. พระ 1 รูป 3. วิทยากร  1  คน 4. ผู้จัดการโครงการและทีมงาน 3 คน

4) เวทีเสวนาธรรมนำเกษตรเพื่อสุขภาพ พร้อมสังเคราะห์และประเมินองค์ความรู้การผลิตการเกษตรเพื่อสุขภาพ ระหว่างพื้นที่ จำนวน 1 วัน ผู้เข้าร่วมกิจกรรม  รวม 80 คน ดังรายละเอียด 1) เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย  3 พื้นที่ รวม 50  คน
2) ภาคีร่วม รวม 19 คน • องค์การบริหารส่วนตำบล องค์กรละ 1 คน / 1 พื้นที่ รวม 3 คน • ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน องค์กรละ 1 คน / 1 พื้นที่ รวม 3 คน • ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล องค์กรละ 1 คน / 1 พื้นที่ รวม 3 คน • หน่วยงานทางด้านสาธารณสุขในพื้นที่ สถานีอนามัยองค์กรละ 1 คน / 1 พื้นที่ รวม 3 คน • ผู้แทนสถานศึกษาในพื้นที่ องค์กรละ 1 คน / 1 พื้นที่ รวม 3 คน • สำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัดสงขลา 1 คน
• ศูนย์บริหารศัตรูพืชโดยวิธีชีวภาพจังหวัดสงขลา  1 คน
• สำนักง

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว