ไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก (ตอนที่ 2)
แปลและเรียบเรียงจาก The Supermarket Tour (2002). Research and writing by Stella Lee, Caroline Liffman, and Cidy McCulligh. OPIRG Publication, McMaster University - Canada.
โดย สิริลักษณ์ ศรีประสิทธิ
เตือนสติก่อนซื้อ - อาหารปนเปื้อนสารเคมี
ลองใช้เวลาหยุดคิดกันอีกสักยก ผักผลไม้ที่คุณกำลังจะซื้อ สดจริงหรือไม่ ? แล้วเป็นพืชผักตามฤดูกาลหรือเปล่า ? แล้วที่สำคัญสิ่งที่คุณกำลังกินเข้าไป เป็นพืชผักปลอดสารเคมีหรือไม่ ? คุณรู้จักเกษตรอินทรีย์ หรือ พืช Organic หรือเปล่า ?
เพราะในปัจจุบันแม้ว่าชาวแคนาดาจะซื้ออาหารกินกันอยู่ตลอดเวลา แต่ก็มีน้อยคนนักที่รู้ว่าแหล่งผลิตอาหารที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ใด และหนึ่งคำที่คุณกำลังหม่ำอยู่ กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลก เพราะสุขภาพของแรงงานในภาคเกษตรกำลังย่ำแย่ เนื่องมาจากการใช้สารเคมีในการเพาะปลูกอย่างเข้มข้น และกำลังทำลายสภาพสิ่งแวดล้อมในประเทศกำลังพัฒนาให้เสื่อมโทรมลง อย่างน่าใจหาย
ทั้งนี้คนได้รับสารเคมีทั้งทางตรง และทางอ้อม จากพืชผักผลไม้ที่เราเลือกกิน และจากเนื้อสัตว์ที่อาหารเลี้ยงสัตว์ (พืช) มีสารเคมีปนเปื้อนอยู่ สารเคมีดังกล่าวคือยาปราบศัตรูพืชนานาชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ขึ้น แม้ว่าการตรวจสอบของรัฐบาลจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไรที่ว่า หากร่างกายมนุษย์ได้รับสารเคมีเพียงเล็กน้อยนั้น จะไม่ส่งผลกระทบร้ายแรงอะไรเลย ต้องขอบอกได้ว่าไม่จริง...
หากร่างกายสะสมสารเคมีไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ย่อมจะแสดงผลออกมา ทั้งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง เกิดข้อบกพร่องในการตั้งครรภ์ กระทบกระเทือนระบบสืบพันธุ์ - การทำงานของฮอร์โมน ทั้งยังทำลายระบบประสาทและสมอง และมีส่วนทำลายระบบภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายด้วย
ถ้าคุณฝากความหวังไว้กับการค้นคว้าวิจัยของรัฐแล้วล่ะก็ มันอาจไม่ปลอดภัย 100% เนื่องด้วยในจำนวนสารเคมีกว่า 100,000 ชนิดที่ใช้กันอยู่รอบโลกนี้ และสามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาด เพิ่มไปอีกกว่า 1,000 ชนิดใหม่ๆ ที่ถูกนำมาใช้มากขึ้นเกือบทุกปี แน่นอนว่าระยะเวลาของการทดลองผลกระทบจากสารเคมีแต่ละชนิดย่อมไม่รอบด้าน และครบถ้วนเพียงพอ ด้วยระยะเวลาอันสั้น และการทดลองแยกชนิดจึงไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่สารเคมีถูกใช้อย่างแพร่หลาย เป็นเวลานาน แถมยังใช้ปนกันด้วย
การสะสมของสารเคมีในระยะเวลานานวัน กอปรกับการใช้สารเคมีผสมกันหลายชนิด ยังไม่มีรายงานผลกระทบที่ชัดเจนจากรัฐบาลเลย อีกทั้งไม่มีการวิจัยอย่างจริงจัง ในขณะที่เด็กกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงมากที่สุด เพราะตามธรรมชาติเด็กกินอาหารเยอะกว่า ดื่มน้ำเยอะกว่า และสูดอากาศเยอะกว่าผู้ใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบตามอัตราส่วนปริมาณน้ำหนักของร่างกาย
ยาปราบศัตรูพืชเหล่านั้นจึงส่งผลเสียต่อเนื้อเยื่อสมองและการเจริญเติบโตของร่างกายของเด็ก ที่ยังไม่หยุดนิ่ง ทั้งยังมีอัตราการทำงานของกระบวนการเมทตาบอลิซึมสูงกว่าวัยผู้ใหญ่อีกด้วย ฉะนั้นเราคงต้องจริงจัง และตระหนักเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ลูกหลานในอนาคตของเราจะสามารถดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรกัน...
ย้อนกลับไปดูสารดีดีที และเมททิล โบร์ไมด์ ที่เพิ่งกำลังมาค้นพบเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเป็นสารเคมีที่เป็นพิษร้ายแรง ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกา แคนาดา ห้ามใช้สารเคมีนี้แล้ว แต่กระนั้นเราก็ยังพบการใช้สารตัวนี้อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา และด้อยพัฒนาอยู่นั่นเอง (การเลือกปฏิบัติ ! )
ส่วนคำขวัญที่ว่า "กินแอปเปิ้ลวันละลูก ช่วยให้คุณห่างไกลหมอ" นั่นก็ไม่จริงอีกต่อไปแล้ว ข้อมูลในสหรัฐอเมริการายงานว่า เด็กอายุราว 5 ปีและต่ำกว่าประมาณ 20 ล้านคน เด็กได้รับสารเคมีเฉลี่ย 8 ชนิดต่อวัน และราว 2,900 ชนิดต่อปี จากการกินอาหารล้วนๆ โดยเฉพาะจากผลแอปเปิ้ลและลูกพีช (ผลไม้ชนิดหนึ่งคล้ายลูกท้อ) อีกทั้งสถิติการใช้สารเคมีในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 8% (หรือราว 27 ล้านกิโลกรัม) นับจากปี 2532
เรื่องกล้วยๆ ที่ไม่ง่าย และไม่อร่อยเลย
ขอยกตัวอย่างเรื่อง "กล้วย กล้วย" ในแคนาดาสักหน่อย กล้วยสีเหลืองอร่ามน่ากิน ที่มีราคาถูก และคุณค่าทางอาหารเยี่ยมนี้ ทำให้คนแคนาดากินกล้วยเฉลี่ย 13 กก.ต่อปี แต่คนแคนาดาคงตกใจเมื่อทราบว่า กล้วยที่นำเข้ามาจากประเทศคอสตาริกานี้ อุตสาหกรรมปลูกกล้วยกำลังขยายพื้นที่เพาะปลูกจนคุกคามพื้นที่ป่าฝนที่อุดมสมบูรณ์ไปเป็นจำนวนมาก และกำลังทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งพืชและสัตว์ไปอย่างรุนแรง (ไม่ต่างไปจากประเด็นเรื่องสวนส้มสายน้ำผึ้งที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่เลย) พื้นที่หนึ่งของโลกกำลังเสียสมดุลทางธรรมชาติจากการส่งออก และนำเข้ากล้วย
แม้ว่าการใช้สารเคมีเพื่อให้กล้วยออกมาสีเหลืองน่าอร่อยแล้ว มันกำลังส่งผลให้สภาพดินเสื่อมโทรมลง ศัตรูพืชเพิ่มขึ้น (เนื่องจากการดื้อยา และแมลงที่ควรจะกินพวกมันถูกฆ่าตัดตอนไปแล้ว) ทางเลือกเดียวของบริษัทกล้วยคือโหมใช้สารเคมีมากขึ้น ใช้ปุ๋ยเคมีมากขึ้นเท่านั้นเอง! "นกที่เคยบินไปมา ร้องขับขาน เสียงสัตว์ป่าที่เคยบรรเลงเพลงธรรมชาติ" สิ่งเหล่านี้กำลังเลือนหายไป...
การปนเปื้อนของสารเคมีไม่ได้ตกอยู่ที่เราในฐานะผู้บริโภคโดยตรงเท่านั้น แต่สิ่งแวดล้อมทั้งดิน น้ำ อากาศก็ตกเป็นเหยื่อไม่ต่างไปจากมนุษย์ แต่สุดท้ายแล้วมนุษย์ก็คงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ หากธรรมชาติเป็นพิษ
สำหรับเรา ขยะและกากจากสารเคมีเกิดขึ้นทุกครั้งหลังใช้ ถุงพลาสติกจำนวนมากถูกเททิ้งลงแม่น้ำและลำธาร สารพิษกระจายสู่ดินและน้ำ ปนเปื้อนไปทุกหนทุกแห่ง สารตกค้างจากสารเคมีเพียง 0.1% เท่านั้นจะสะสมอยู่ที่แหล่งที่ใช้ แต่อีก 99.9% จะปนเปื้อนไปกับสิ่งแวดล้อม และด้วยเหตุนี้จึงมีข่าวเกิดขึ้น เมื่อสารพิษจากสวนกล้วยเป็นเหตุทำลายแนวปะการังชายฝั่งคอสตาริกาในทะเลแคริบเบียนไปแล้ว 90%
คนงานที่ใช้แรงงานเพื่อการปลูกและเก็บเกี่ยวต้องเผชิญกับค่าแรงต่ำกว่ามาตรฐาน และต้องเผชิญกับสภาวะการทำงานที่เป็นพิษ พวกเขาไม่มีทางเลือกในการทำงานมากนัก (เนื่องจากขาดการศึกษาเพราะเข้าไม่ถึง เป็นแรงงานผิดกฎหมาย แรงงานข้ามชาติ เป็นต้น) จึงมีเพียง 2 ตัวเลือกให้เลือกเท่านั้น คือ ไม่ต้องทำ ไม่ได้เงิน หรือทำได้เงินจริง แต่ก็เป็นค่าแรงแสนต่ำและยังถูกกดขี่
ไม่เพียงแค่นั้น ด้วยค่าแรงสุดโหด จึงผลักให้แรงงานเหล่านี้ประสบกับภาวะยากจน ติดเหล้า ติดยาเสพติด การใช้ความรุนแรง ปัญหาอาชญากรรม และการขายบริการทางเพศ... องค์กรอนามัยโลกเคยประมาณการณ์ว่ามีแรงงานจากภาคเกษตรซึ่งมีฐานะยากจนกว่าภาคส่วนการผลิตอื่นๆ ต้องสังเวยชีวิตไปถึง 200,000 คนในจำนวน 3 ล้านคนต่อปี เนื่องจากสารพิษที่ใช้ในการเกษตรกรรมอีกด้วย อย่ายอมแพ้ - คุณช่วยได้ !
วิธีการช่วยเหลือตนเอง และผู้อื่น คุณสามารถทำได้ (จงอย่ายอมแพ้กับปัญหา) ดังนี้คือ
1.หันมาบริโภคผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์ และแม้ว่าคุณต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีกสักนิดหน่อยก็ตาม เนื่องจากเกษตรอินทรีย์นั้นจ่ายค่าแรงงานอย่างเป็นธรรม ปลอดสารพิษ แต่คนไม่นิยมเท่าไร และรัฐบาลก็ไม่ค่อยสนับสนุน
บอกผู้จัดการร้านค้าข้างบ้านว่าคุณต้องการซื้อสินค้าปลอดสารพิษ ขอให้เขาหามาเพิ่มและขายให้เรา
หากคุณมีที่ดินอยู่หลังบ้าน หรือที่ดินสาธารณะ ลองปลูกพืชกินเอง แต่อย่าลืมทดสอบดินก่อนปลูกด้วยว่า มีสารพิษเจือปนอยู่หรือไม่
ซื้อผักผลไม้ที่ปลูกในท้องถิ่น และกินพืชผักตามฤดูกาล
หากคุณไม่สามารถซื้อหาพืชปลอดสารได้ ก็จงปลอกเปลือกผักผลไม้ที่คุณกิน โดยเฉพาะหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ก็ขอให้ลด หรือเลิกกินไปเลย
อย่าใช้สารเคมีในละแวกบ้านของคุณ เพราะเด็กๆ จะได้รับผลกระทบอย่างมาก
หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้หรือตั้งบ้านใกล้สนามกอล์ฟ เนื่องจากเขาใช้สารเคมีมากกว่าที่ใช้ในการเกษตรเสียอีก พร้อมทั้งร้องเรียนไปยังรัฐบาลของคุณด้วยว่า ให้หยุดใช้สารเคมีในพื้นที่สาธารณะเช่น สวนสาธารณะ และโรงเรียน
หันมาซื้อสินค้าที่ระบุว่าเป็น "Fair Trade" หรือการค้าที่เป็นธรรม เพราะแม้ว่าคุณจะจ่ายเงินแพงขึ้น แต่คุณก็รู้ว่าคุณจ่ายไปเพื่ออะไร เพื่อค่าแรงที่เป็นธรรม การเพาะปลูกที่ปลอดสารเคมี การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ทำลายป่า ดิน น้ำ อากาศ และมีกระบวนการกำจัดขยะที่ดี ข้อสำคัญกรุณาช่วยบอกต่อสิ่งเหล่านี้ให้คนรอบข้างของคุณด้วย
ติดตามอ่านต่อได้ เพื่อรู้ลึกรู้ทัน "ซุปเปอร์มาร็เก็ต" ให้มากขึ้น ในตอนที่ 3...
คัดจาก http://www.localtalk2004.com/V2005/main.php
Relate topics
- จดหมายเปิดผนึกจากผู้บริโภคถึง 3BB
- ปรากฏการณ์ BB ... ผลกระทบที่ไม่มีใครนึกถึง
- ชาวทวิตเตอร์ไม่แฮปปี้ถูกคิดค่าบริการ GPRS แพงขึ้นปัดวินาทีเป็นนาที
- ขอเชิญร่วมพูดคุยเพื่อยกระดับมาตรฐานรถโดยสารสาธารณะจังหวัดสงขลา
- กฎหมายผู้บริโภคอยู่ในมือคุณ
- การเสวนา "ท้องถิ่นห่วงใย ใส่ใจผู้บริโภค"
- บ.อาหารออสซี่ตกลงไม่เข็นโฆษณาอาหารขยะล่อใจเด็ก
- 7 คำถามก่อนซื้อ ฉันอยากซื้อมันจริงหรือ ?
- อย. แนะกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ใส่เครื่องปรุงครึ่งเดียวพอ
- จับสัญญาณร้าย บริษัทประกันภัย ไร้คุณภาพ แฉเล่ห์ร้ายประกันภัยลวง เบี้ยถูก-อู่เมิน-ลูกค้ารับกรรม