สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

หยุดคิดสักนิด! ก่อนหยิบของบนชั้นสินค้า (ตอนที่ 1)

หยุดคิดสักนิด! ก่อนหยิบของบนชั้นสินค้า (ตอนที่ 1) 30 พฤษภาคม 2550 แปลและเรียบเรียงจาก The Supermarket Tour (2002). Research and writing by Stella Lee, Caroline Liffman, and Cidy McCulligh. OPIRG Publication, McMaster University - Canada.
โดย สิริลักษณ์ ศรีประสิทธิ

เรามีคำถามอยากจะถามคุณสัก 2-3 ข้อเกี่ยวกับการซื้อสินค้าจากซุปเปอร์มาร์เก็ต อะไรเอ่ยที่ดึงดูดให้คุณตัดสินใจไปเดินเลือกซื้ออาหาร สิ่งของเครื่องใช้จากซุปเปอร์มาร์เก็ต ? ชั้นวางอาหาร - ผักผลไม้ที่สะอาด สด ใหม่ ? หรือชั้นวางที่เต็มไปด้วยเนื้อแช่แข็งเตรียมพร้อม รอให้คุณเลือกซื้อ ?

"… … …" งานวิจัยเกี่ยวกับซุปเปอร์มาร์เก็ตชิ้นนี้ "Supermarket Tour" เป็นความพยายามของคณะวิจัยชาวแคนาดาที่ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงสายโยงใยระหว่างกระบวนการผลิตอาหารต่างๆ และพัฒนาการของห่วงโซ่การผลิตอาหารในการบริโภคของคนแคนาดา ที่คณะวิจัยเดินสำรวจซุปเปอร์มาร์เก็ตไปทั่ว ถือว่าเป็นการทัวร์และตั้งคำถามไปพร้อมๆ กัน จากประเด็นด้านแรงงานสู่การติดฉลากสินค้า จากการค้าที่นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพันธุกรรมพืชและสัตว์ จากยาปราบศัตรูพืชสู่การทำกำไร ล้วนแต่เป็นเรื่องสำคัญทั้งนั้น

Supermarket Tour จะพาคุณไปค้นหาคำตอบเหล่านั้น พร้อมทั้งเพิ่มเติมข้อมูลให้เราทุกคน (ไม่ใช่แค่เพียงชาวแคนาดาเท่านั้น แต่เพื่อผู้บริโภคทั้งโลก) เพื่อการรู้เท่าทันกลยุทธ์ต่างๆ ของซุปเปอร์มาเก็ต (ของบริษัท/นายทุน) ตลอดจนเพื่อป้องกันตัวคุณเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของตลาดไฮเทคแบบนี้

สุดท้ายก็เพื่อลดความเสี่ยงในการบริโภคอาหารของคุณ ที่เชื่อมโยงไปถึงปัญหาการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น และในโลก ที่อาหาร ผักผลไม้ และผลิตภัณฑ์นานาชนิดบนชั้นวางที่ส่องประกายความสดใหม่นั่นไม่ได้สด สะอาด ถูกหลักอนามัยและดี อย่างที่คุณคิด ด้วยเบื้องลึกเบื้องหลังที่คุณต้องรู้ แล้วคุณจะมีทางเลือกอย่างไรบ้าง...

หากคุณยังต้องรับประทานอาหารอยู่ทุกวี่วัน ข้อมูลจาก Supermarket Tour นี้ - ก็เพื่อคุณๆ โดยเฉพาะเลยทีเดียว!

ปลดแอกผู้บริโภค ต้านบริษัทผูกขาดตลาด

"ข้อดีของระบบอาหารแบบใหม่นั้นเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะมันคือ การขูดรีดโดยผู้ผลิต ด้วยสินค้าราคาถูกที่แลกมาด้วยการทำลายสิ่งแวดล้อม การหลอกลวงผู้บริโภค คุณภาพอาหารต่ำ และสุดท้ายนั่นคือการบั่นทอนความมั่นคงด้านอาหารของชาติ"

ระบบทางด้านอาหารของแคนาดาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬารในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ทว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว กลับปราศจากซึ่งการยอมรับ และการตระหนักรู้ของประชาชน ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สภาพสิ่งแวดล้อมและค่านิยมของชาวแคนาดามาโดยตลอด

ในสมัยอดีตการจับจ่ายซื้อของ มักเป็นการไปซื้อตามร้านเฉพาะต่างๆ ในท้องถิ่น เช่น ไปร้านพ่อค้าขายเนื้อ ร้านทำขนมปังอบหอมกรุ่นทุกๆ วัน เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นการซื้อของแยกเฉพาะตามร้านตามประเภทอาหาร พ่อค้าแม่ค้าหรือเจ้าของร้านมักจะรู้จักลูกค้าของพวกเขา และเขาก็ต้องให้แน่ใจว่าลูกค้าได้รับประทานอาหารที่ดีมีคุณภาพ แต่ปัจจุบันระบบการค้าขายแบบนี้ถูกตัดทอนให้เป็นแบบตัวใครตัวมันมากขึ้น ผู้ผลิตไม่รู้จักผู้บริโภค และดูเหมือนว่ากำไรจะสำคัญกว่าการห่วงใยสุขภาพผู้บริโภคอีกด้วย

ปัจจุบันซุปเปอร์มาร์เก็ต (หรือห้างค้าส่ง-ค้าปลีกยี่ห้อต่างประเทศ) ที่มีสินค้าและบริการรอให้เราเลือกซื้ออยู่มากมาย ผู้อ่านลองนึกดูซิว่า ใครเป็นเจ้าของ ? แล้วเจ้าของบริษัทเหล่านี้มีศูนย์กลางการดูแลจัดการ และการบริหารอยู่ที่ไหน ? และหากคุณคิดออก คุณจะพบว่าตลาดไฮเทคเหล่านี้แม้จะมีสาขาต่างๆ มากมาย แต่ก็พบว่ามีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่เป็นเจ้าของสาขาหลายร้อยสาขานั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นจากการเสนอขายสินค้าแบบครบวงจรเช่นนี้ ยังทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "Oligopoly" คือ สภาวะที่มีผู้ขายน้อย ทำให้ผู้ขายสามารถกำหนดราคาและปัจจัยอื่นๆ ทางตลาดได้ ซุปเปอร์มาร์เก็ตแบบนี้จะควบคุมตั้งแต่การผลิตจากฟาร์ม ไร่สวน เมล็ดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปุ๋ย ตลอดจนกระบวนการผลิต และการบรรจุหีบห่อ ท้ายที่สุดบริษัทเพียงไม่กี่แห่งก็จะมีอำนาจเหนืออุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ แล้วย่อมส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคที่มีทางเลือกน้อยลง หรือไม่ได้รับผลประโยชน์จากการแข่งขันทางการตลาดอย่างแท้จริงอีกด้วย

กลยุทธ์ร้อยแปด ที่ทำให้คุณควักจ่าย

นอกจากนี้ ระยะทางระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคก็ดูเหมือนจะยิ่งห่างไกลกันมากขึ้นด้วย จากการไปตลาดเพื่อจับจ่ายซื้อของ - ผักผลไม้ที่ปลูกขึ้นในท้องถิ่น กลายมาเป็น "ความไม่รู้" ผู้ซื้อไม่รู้เลยว่า ผักผลไม้ที่ต้องซื้อกินกันอยู่นี้ ปลูกขึ้นที่ไหน ใครเป็นผู้ปลูก มีอะไรบ้างที่ถูกใส่เข้าไปและเอาออกจากผัก ผลไม้ หรือเนื้อที่เรานำมาปรุงเป็นอาหารมื้อเย็นบนโต๊ะอาหารในค่ำวันนี้...ไม่มีใครรู้เลย

ไม่เพียงแค่นั้น ด้วยหลักวิจัยทางการตลาดเพื่อการดึงดูดผู้ซื้อให้เพิ่มขึ้น ฉะนั้นตั้งแต่ก้าวแรกที่คุณเดินเข้าไปในซุปเปอร์มาร์เก็ต ทางร้านได้เตรียมการต้อนรับคุณไว้เป็นอย่างดีแล้ว ด้วยเสียงเพลงไพเราะ บันเทิงอารมณ์ เพื่อทำให้คุณเดินนานขึ้น เพลิดเพลินกับการจ่ายเงินมากขึ้น รายการสินค้าที่คุณตั้งใจจะซื้อและคิดไว้ในหัว สุดท้ายแล้วคุณก็จะมีสินค้าติดมือกลับบ้านเพิ่มขึ้นแบบไม่ตั้งใจ ด้วยกลยุทธ์โปรโมชั่น แบบลดแลก แจกแถม การสมัครเป็นสมาชิก ฯลฯ

นอกจากนี้ การวางสินค้าในระดับสายตาก็ช่วยกระตุ้นให้เลือกซื้อสินค้ายี่ห้อนั้นมากขึ้น (ถึงกับบริษัทผู้ผลิตต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือด - ลงทุนจ่าย เพื่อให้ซุปเปอร์มาร์เก็ตวางสินค้าของเขาไว้ตรงชั้นนี้) ส่วนสินค้าสำหรับเด็กก็จะวางในระดับสายตาเด็ก ส่วนสินค้าที่ไม่ค่อยจำเป็นในชีวิตแต่ทำกำไรดี ก็จะวาง - แขวนปะปน ใกล้ๆ กับสินค้าที่คนจำเป็นต้องซื้อ นั่นจึงไม่แปลกใจเลยที่เงินออกจากกระเป๋าตังค์ของคุณไปได้อย่างไร แต่ขอบอกว่าเงินที่ไหลออกไปนั้น คุณก็เสียไปให้กับการลงทุนโฆษณาสินค้าในโทรทัศน์ วิทยุและตามสื่อต่างๆ ของยี่ห้อนั้นด้วย... (ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงเช่นกัน)

วิธีการแก้ไข-ป้องกันการเสียรู้

วิธีที่ดีที่สุด คือ การจดบันทึกรายการสินค้าที่คุณจำเป็นต้องซื้อไปซุปเปอร์มาร์เก็ตด้วย และซื้อตามรายการนั้นจริงๆ , หรือไม่ก็เลือกไปซื้อตามร้านค้าในท้องถิ่นซึ่งมีต้นทุนน้อยกว่าทั้งในการโฆษณาสินค้าหรือพยายามล่อใจคุณให้ซื้อ สินค้าและบริการที่คุณได้รับมักมีคุณภาพดีกว่า หรือเลือกซื้อสินค้าจากสหกรณ์การค้า "คุณก็จะหลุดจากวงจรที่ให้ตลาดไฮเทคควบคุมได้ในที่สุด"

ติดตามอ่านต่อ เรื่องกล้วยๆ ที่ไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก และสารเคมีปนเปื้อนอาหารที่คุณไม่เคยรู้มาก่อนได้ในตอนที่ 2...

  คัดจาก  http://www.localtalk2004.com/V2005/main.php

Relate topics

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว