สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

หมดสิทธิ์ - สิทธิผู้บริโภค

มดสิทธิ์ - สิทธิผู้บริโภค 8 มิถุนายน 2550 เขียนโดย สิริลักษณ์ ศรีประสิทธิ์ ความย่อ : บท สัมภาษณ์ สารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค วิเคราะห์ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ฉบับของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเครือข่ายผู้บริโภคที่จัดตั้งขึ้นเองโดยประชาชน ในทำนองว่า "เพิ่มอำนาจราชการ ลดอำนาจประชาชน"

นับว่าขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองของเรา ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม กำลังตกอยู่ในภาวะร้อนๆ หนาวๆ ลุ่มๆ ดอนๆ ไม่สามารถไว้วางใจอะไรได้ แต่กระนั้นก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ประชาชนจะอาศัยช่วงนี้ในการเรียนรู้ และทำความเข้าใจกับปัญหาต่างๆ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่มาถึงคราวสุกงอมในตอนนี้

หนึ่งในประเด็นที่ใกล้ตัวคนไทยทุกคนอย่าง มาก คือ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งกำลังมาแรงเช่นกัน เมื่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ยื่นเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับที่ปราศจากการรับฟังความคิดของประชาชนต่อคณะรัฐมนตรีที่อยู่ในช่วง เปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลเลือกตั้งอยู่นี้ กลับมีเนื้อหาส่อเค้า "เพิ่มอำนาจราชการ ลดอำนาจประชาชน" - "ปล้นสิทธิผู้บริโภค" ส่งผลให้เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศลุกขึ้นมาคัดค้าน และเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีชะลอการพิจารณาร่างตัวนี้ออกไป

สารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิ เพื่อผู้บริโภค จึงขอชำแหละกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคฉบับนี้ เพื่อชี้หนทางที่ดีกว่าให้ สคบ. และชี้ให้เห็นถึงสิทธิที่พึงมีพึงได้ของประชาชนทุกคน

ด้วยเจตนารมณ์ที่เครือข่ายผู้บริโภคร่วม กันต่อสู้มานาน กว่า 10 ปีแล้ว! และกำลังรอพลังผู้บริโภคไทย ที่จะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตน และเสริมความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายเพื่อผู้บริโภคให้มากขึ้น เพื่อต่อสู้กับกระแสทุนนิยม-บริโภคนิยมโลกให้ได้!...

เหตุผลสำคัญที่เครือข่ายผู้บริโภคเรียกร้องคัดค้าน ร่างพ.ร.บ.ฯของสคบ.ฉบับนี้ คืออะไร?

ร่าง พ.ร.บ.ฯ ของ สคบ. เป็นร่างแก้ไขของ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคปี พ.ศ. 2522 (แก้ไขปี 2541) ซึ่งได้นำองค์กรอิสระไปไว้ในหมวด 1 แล้วได้นำเสนอให้กับคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ชะลอการพิจารณา โดยที่พวกเรานั่นเองที่ยื่นคัดค้าน

โดยเหตุที่เราไปยื่นคัดค้านนั่นมีหลาย เหตุผล แต่สิ่งที่สำคัญอันหนึ่ง คือ กฎหมายฉบับนี้ขัดกับทั้งรัฐธรรมนูญ ปี 40 มาตรา 47 และร่างรัฐธรรมนูญฉบับรับฟังความคิดเห็นในขณะนี้ มาตรา 60 ซึ่งเขียนไว้อย่างชัดเจน ให้มีองค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค แต่สิ่งที่ สคบ.ทำเป็นเพียงการให้มีคณะกรรมการภายใต้กฎหมายของตัวเองเท่านั้นเอง โดยเขียนไว้ในหมวดที่ว่าด้วยเรื่อง "คณะกรรมการองค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค" ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ

เหตุผลต่อมาคือ ร่างฉบับนี้ขาดหลักประกันของความเป็นอิสระ เพราะเครือข่ายผู้บริโภคที่ผลักดันเรื่องนี้มานาน คิดว่าควรจะต้องมีกฎหมายที่บัญญัติแยกเป็นอิสระไว้ต่างหาก

ด้วยองค์กรนี้ จำต้องเป็นอิสระจากทั้งอำนาจรัฐ-ระบบราชการ และรัฐวิสาหกิจ อำนาจทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจทางการเมืองที่ไปเกี่ยวข้องกับทุน เพราะว่าองค์กรนี้ จะต้องทำหน้าที่ ติดตาม ตรวจสอบการทำงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือการละเมิดสิทธิผู้บริโภค ฉะนั้นหากทำงานภายใต้ สคบ.ก็จะทำให้ตรวจสอบได้ยาก

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการผู้บริโภค เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ คุณสมบัติทุกอย่าง (ในการเลือกตัวแทนขององค์กร/กลุ่มผู้บริโภค) และไม่แน่ใจว่า ถึงแม้ว่าจะมีการกำหนดอยู่ในกฎหมายแล้วว่าให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการองค์กร อิสระผู้บริโภค ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เพราะ สคบ.จะเป็นคนกำหนดว่าใครจะมาเป็นกรรมการ

อีกทั้งที่ระบุไว้เบื้องต้น (ในร่าง พ.ร.บ.ของสคบ.) คือ กรรมการ ที่มาจากองค์กรที่เป็นนิติบุคคลเพียงเท่านั้น ซึ่งต้องเข้าใจว่าองค์กรที่ทำงานเรื่องผู้บริโภคในประเทศไทย มีที่เป็นนิติบุคคลนั้นมีไม่มาก มีจำกัด ซึ่งอาจจะเป็นสมาคมผู้บริโภค มูลนิธิอีก 4-5 แห่งแค่นั้น นอกจากนั้นก็คือเป็นองค์กรที่เกิดจากการรวมกลุ่มกันของผู้บริโภค ผู้เดือดร้อน ซึ่งไม่ไปเป็นนิติบุคคล

ฉะนั้นการระบุเช่นนี้ จะเป็นการตัดสิทธิของผู้บริโภคไปเป็นจำนวนมาก เราไม่เห็นด้วย อีกทั้ง สคบ. ก็จะเข้ามาแทรกแซงได้ง่าย เพราะ สคบ. เป็นคนกำหนดกติกาต่างๆ

สิ่งที่สำคัญจริงๆ คือ มันจะไม่มีองค์กรอิสระที่เกิดขึ้นจริง เป็นเพียงคณะกรรมการที่สองของ สคบ. เท่านั้นเอง เพราะ สคบ.ก็มีคณะกรรมการของเขาอยู่แล้ว

ไม่เพียงเท่านั้น เหตุที่เราไม่ต้องการให้องค์กรอิสระนี้ไปสังกัดอยู่หน่วยงานใด เพราะงานคุ้มครองผู้บริโภคในเมืองไทย เป็นลักษณะดาวกระจาย คือ มีหลายหน่วยงานดูแลรับผิดชอบอยู่ มีทั้งสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค มี อย. สคบ. กระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน และสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม ฉะนั้นมันจึงควรเป็นหน่วยองค์กรอิสระ ไม่สังกัดหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ให้การทำงานติดตามตรวจสอบเป็นไปอย่างอิสระ


ตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมา การต่อสู้มีอุปสรรคสำคัญอะไรบ้าง เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่า ความพยายามในการจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในประเทศไทย ไม่ใช่ประเด็นใหม่

สิบปีที่ต่อสู้กันมา ก็เถียงกันในเรื่องนี้แหละ เพราะว่า สคบ. ก็พยายามจะนำไปให้กฤษฎีกาตีความ ว่าจะสามารถเขียนออกมาได้อย่างไร จะทำออกมาได้อย่างไร แต่ ณ ขณะนี้ ต้องขอบอกว่ามันไม่ได้มีข้อจำกัดที่จะต้องให้กฤษฎีกาตีความแล้ว เพราะฉะนั้น มันน่าจะมองว่า เจตนารมณ์ตรงนี้เป็นอย่างไร

มันไม่เป็นจริงเลยที่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามจะลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน แต่ สคบ. กลับทำในทางตรงกันข้าม โดยยึดอำนาจทุกอย่างไปไว้ใต้หน่วยงานของตัวเอง ซึ่งไม่ถูกต้อง และ สคบ.เองก็รู้ว่านี่เป็นความขัดแย้งตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ที่องค์กรอิสระยังไม่เกิด ที่จริงมันควรต้องเกิดตั้งนานแล้ว เพียงแต่ว่าเราไม่เห็นด้วยที่จะให้เกิดภายใต้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

เนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิผู้บริโภคที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550

ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ...

หมวด ๓

สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย

ส่วนที่ ๑๐

สิทธิในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน


มาตรา ๖๐ สิทธิของบุคคลซึ่งเป็น ผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครองในการได้รับข้อมูลที่เป็นความจริง และมีสิทธิร้องเรียนเพื่อให้ได้รับการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย รวมทั้งมีสิทธิรวมตัวกันเพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค

ให้มีองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้ บริโภค ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนผู้บริโภคทำหน้าที่ให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของหน่วยงานของ รัฐในการตราและการบังคับใช้กฎหมาย และกฎ และให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการคุ้มครองผู้ บริโภค

โดยที่หน่วยงานอิสระที่จะเกิดขึ้นนี้ คิดว่ามันจะเป็นช่องทางที่จะให้กลุ่มผู้บริโภคที่พื้นที่ในสังคมมากยิ่งขึ้น มีที่ยืนมากยิ่งขึ้น เราจะเห็นว่าทุกจังหวัด มีสภาหอการค้า มีสมาคมที่ทำด้านธุรกิจมากมาย แต่อย่างน้อยที่เราเขียนไว้ (ในร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ฉบับภาคประชาชน) หลังจากมีองค์กรอิสระแล้ว จะต้องสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มของผู้บริโภคอย่างน้อยจังหวัดละหนึ่งกลุ่ม ที่ทำงานด้านนี้

มันจึงเป็นโอกาสในการสร้างเงื่อนไข ให้ผู้บริโภคลุกขึ้นมาจัดการกับปัญหาของตัวเองมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็เป็นการสนับสนุนกลุ่มผู้บริโภคต่างๆ ให้ทำงานมากขึ้น

ซึ่งสถิติของคดีความ การร้องเรียนที่ผู้บริโภคถูกละเมิดสิทธิก็มีเพิ่มมากขึ้นทุกปี และแม้ว่าปัจจุบันคนไทยจะตื่นตัว ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิของตัวเองมากขึ้น แต่พบว่ากติกา กลไกที่จะมาสนับสนุนมันยังมีจำกัด ทำให้คนเหล่านี้อ่อนแรงลงเรื่อยๆ ที่จะลุกขึ้นมาทำงาน (และสู้ต่อไป)


ด้วยกระแสทุนนิยม-บริโภคนิยมในยุคโลกาภิวัฒน์รุนแรงมากขึ้น จุดนี้ส่งผลให้องค์กรผู้บริโภคยิ่งต้องเป็นอิสระด้วยหรือไม่

ใช่ จริงๆ แล้ว ยิ่งกระแสการบริโภคนิยมเพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องทำให้เกิดองค์กรผู้บริโภคที่เข้มแข็ง เพื่อที่จะลดการผูกขาด และคอยติดตามตรวจสอบเรื่องเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นด้วย

"ทุนนิยม เป็นเรื่องคู่กับ การคุ้มครองผู้บริโภค" ฉะนั้น รัฐบาลต้องรู้ว่า ณ ขณะนี้เรากำลังสู้อยู่กับใคร เราไม่ได้สู้กันเอง สคบ.เองก็ต้องรู้ว่า เครือข่ายของเราไม่ได้สู้กับ สคบ. แต่ สคบ.กับเอกชนต้องร่วมมือกัน เพราะเรากำลังต่อสู้กับทุน ทุนข้ามชาติ ทุนผูกขาด ทุนที่เอารัดเอาเปรียบต่างหาก ดังนั้นจะต้องทำงานแบบร่วมมือกัน

เพราะการมีองค์กรอิสระผู้บริโภคไม่ได้ หมายความว่า สคบ. จะล้มหายตายจากไป มันไม่ใช่อำนาจรัฐ สคบ. ก็ยังคงมีอำนาจหน้าที่ของตัวเองอยู่ต่อไปหรือหาก สคบ.จะแก้กฎหมาย ก็มีหลายข้อที่น่าจะแก้ หรือต้องแก้ เราก็พยายามเสนอเรื่องนี้อยู่ เพราะกฎหมายของ สคบ.เองใช้มาหลายปี อาจจะไม่ทันสถานการณ์ ยกตัวอย่างเช่น การเพิ่มสิทธิของผู้บริโภค โดยให้ภาระหน้าที่การพิสูจน์ความผิดเป็นของผู้ประกอบธุรกิจ ไม่ใช่คนป่วย หรือผู้บริโภค ซึ่งบางครั้งยุ่งยากซับซ้อน

เหตุผล 6 ประการ ที่คัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคของ สคบ.

(1) ขัดต่อร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังดำเนินการในปัจจุบัน เพราะมาตรา ๖๐ ได้ระบุให้มีองค์การอิสระผู้บริโภค และต้องดำเนินการออกกฎหมายเป็นการเฉพาะภายใน ๑ ปี

(2) ไม่มีหลักประกันเรื่องความเป็นอิสระ เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้กำหนด ผู้แทนผู้บริโภค ผ่านกฎกระทรวงของตนเอง ที่ว่าด้วย การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการคัดเลือก คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการองค์การอิสระ

(3) ไม่ได้มีองค์การอิสระผู้บริโภคเกิดขึ้นจริง เป็นเพียงคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ให้ความเห็น ไม่ใช่องค์กรของผู้บริโภคที่จะเข้าพิทักษ์สิทธิของกลุ่มตนเอง

(4) คณะกรรมการไม่สามารถสนับสนุนและสร้างความเข้มแข็งให้ผู้บริโภคและกลุ่มผู้ บริโภคได้จริง เนื่องจากทำงานตามวาระที่ สคบ.กำหนด ซึ่งการคุ้มครองผู้บริโภคที่ดีที่สุด คือการให้ผู้บริโภคคุ้มครองตนเอง

(5) การอยู่ภายใต้ สคบ.ทำให้คณะกรรมการไม่สามารถติดตามและการตรวจสอบการทำงานคุ้มครองผู้บริโภคของหน่วยงานรัฐ เช่น สคบ.ได้

(6) ขัดกับมติสหประชาชาติ ว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ที่รัฐจะต้องสนับสนุนและพัฒนาให้มีกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเป็นอิสระ

รวมไปถึง สคบ. ต้องรับรองให้ความคุ้มครองจากการโฆษณาต่างๆ นี่คือสิ่งที่ สคบ.ต้องแก้ไขในกฎหมายของตัวเอง หรือแม้กระทั่งการปรับปรุงคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ให้มีตัวแทนอย่างน้อยจากผู้บริโภคเกินครึ่งหนึ่ง ไม่ใช่มาจากหน่วยงาน หรือมาจากผู้ประกอบธุรกิจ ขณะนี้ พูดได้ว่ามีตัวแทนจากผู้บริโภคอยู่แค่หนึ่งคน ซึ่งเป็นนักวิชาการ

และต้องปรับมาตรการค่าปรับเชิงลงโทษ เนื่องจากปัจจุบันมีการปรับการไม่ติดฉลากสินค้า หรือให้ข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วนเป็นจำนวนเงินที่น้อยมาก ปรับเพียงไม่กี่พันบาท ถึงไม่เกินห้าพันบาทเนี่ย ซึ่งโดยการโฆษณาในโทรทัศน์ที่มีผู้ชมหลายคน และให้มาเสียค่าปรับทุกวัน เขาก็ทำได้เพราะมันคุ้มแล้ว

เราจึงอยากเห็น สคบ. ปรับมาตรการตรงจุดนี้ ให้เป็นเชิงลงโทษมากขึ้น โดยปรับให้สูงๆ เพื่อให้หลาบจำ จะทำให้คนที่ทำดี และทำไม่ดีเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน แตกต่างกันมากขึ้น เพราะถ้าเป็นอยู่อย่างนี้แล้ว ก็ไม่มีใครอยากทำดี

องค์กรอิสระผู้บริโภคที่ (อาจ) จะเกิดขึ้นในอนาคตจะส่งผลดีอย่างไร และเครือข่ายมีประเด็นหรือข้อเสนอที่สำคัญใดบ้าง ที่ต้องการให้ขับเคลื่อนเป็นลำดับต้นๆ

อย่างที่เราเห็นว่า (ร่าง) รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้ความสำคัญกับเรื่องการแสดงความเห็นตามกฎหมาย การสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้บริโภค การติดตามตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานผู้บริโภคของรัฐ และรวมไปถึงการเสนอความเห็น เพราะฉะนั้น ก็มีคนพยายามเสนอประเด็นหลายๆ อย่างมานาน ยกตัวเช่น การเสนอให้ติดฉลากสัญลักษณ์จีเอ็มโอ (พืชตัดต่อ/ตัดแต่งพันธุกรรม-GMO) ซึ่งก็ถกเถียงกันมานานเกี่ยวกับตัวเลข (ส่วนประกอบ) 3%, 5% ที่ตกลงกันแล้วขณะนี้ว่าเป็น 5%

และก็พบว่าไม่ได้เป็นประโยชน์เลย เพราะมองไม่เห็น หาไม่เจอ สินค้าที่มีจีเอ็มโอจริงๆ ผู้บริโภคไม่รู้เลยว่าอยู่ที่ไหนบ้าง ฉะนั้นเราเสนอให้ติดฉลากสัญลักษณ์ไปเลย (ถ้ามีผสมอยู่)

ซึ่งทั้งนี้เราก็จะเห็นว่า เรื่องนี้ไม่เคยได้รับการตอบสนองจากหน่วยงานของรัฐเลย เพราะว่า การจะออกมาตรการต่างๆ ถูกผูกขาดโดยหน่วยงานของรัฐทั้งหมด

ดังนั้น เราคิดว่าการมีองค์กรอิสระผู้บริโภค จะทำให้มีมาตรการที่เป็นประโยชน์กับผู้บริโภคมีมากขึ้น เช่น ฉลากจีเอ็มโอ ฉลากขนมสำหรับเด็ก ที่เด็กซื้อขนมเองจำเป็นต้องมีสัญลักษณ์ ไฟเขียว ไฟเหลือง ไฟแดง เป็นต้น

ตลอดจนมีกฎหมายสำหรับคุ้มครองผู้ป่วย ผู้เสียหายจากบริการทางการแพทย์ หรือกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่เป็นผู้ที่อาศัยในคอนโด แทนที่จะเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบธุรกิจเท่านั้น


กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคควรแก้อย่างไร?

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

  1.

      การปรับปรุงคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีสัดส่วนผู้แทนผู้บริโภคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง   2.

      การปรับปรุงกระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบการ เพื่อทำให้ผู้บริโภคได้รับค่าชดเชยรวดเร็วและเป็นธรรมเพิ่มขึ้น   3.

      การระงับการดำเนินการเกี่ยวกับสินค้า หรือบริการที่ละเมิดสิทธิผู้บริโภคซ้ำซาก หรืออาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค   4.

      การมีมาตรการปรับแบบลงโทษ การขยายการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ปี พ.ศ.2522 แก้ไขปี พ.ศ. 2541   5.

      การขยายสิทธิผู้บริโภคให้สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศ และยกมาตรฐานให้เท่าเทียมกับสิทธิของผู้บริโภคในต่างประเทศ         1.

            สิทธิที่จะได้รับสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต (The right to access)         2.

            สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการ (The right to safety)         3.

            สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองจากการหลอก ลวงของโฆษณา หรือการแจ้งประกาศที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด หรือสิทธิที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นต่อการตัดสินใจเลือกซื้ออย่าง ฉลาดและรับผิดชอบ (The right to be informed)         4.

            สิทธิที่จะได้เลือกซื้อสินค้าและบริการในราคายุติธรรม (The right to choose)         5.

            สิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นในฐานะตัวแทน ผู้บริโภคเพื่อให้ได้รับประโยชน์ที่พึงได้ (The right to be heard) รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ร่วมกับรัฐบาลในการบริหารจัดการ การดำเนินเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงสิทธิในการ้องเรียน         6.

            สิทธิที่จะได้รับค่าชดเชย ในกรณีที่ถูกละเมิด หลอกลวงให้ได้รับสินค้าและบริการที่ไม่มีคุณภาพ (The right to redress)         7.

            สิทธิที่จะได้รับความรู้อันจำเป็นต่อการบริโภคอย่างเท่าทัน (The right to consumer education)         8.

            สิทธิที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี และยังชีพได้อย่างปลอดภัย (The right to healthy environment)         9.

            สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองและได้ความเป็นธรรมจากการโฆษณาที่เกินสมควร         10.

            สิทธิที่จะได้ความเป็นธรรมในการพิสูจน์ความผิด ภาระในการพิสูจน์ความผิดถือเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจ

"องค์อิสระที่จะเกิดขึ้น ควรทำให้ช่องทางของนโยบาย กฎหมาย มาตรการคุ้มครองป้องกันผู้บริโภค สามารถทำได้ง่ายขึ้น" แล้วก็หน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานด้านนี้ เมื่อมีข้อเสนอหรือมาตรการจากองค์อิสระผู้บริโภคออกมา คุณก็ต้องตอบคำถามต่อสังคม หรืออย่างน้อย ต้องตอบต่อคณะรัฐมนตรีว่า เพราะเหตุใดคุณจึงไม่ดำเนินการตามมาตรการเหล่านี้

เราเชื่อว่า "การคุ้มครองผู้บริโภคที่ดีที่สุด คือ การให้ผู้บริโภคคุ้มครองตัวเอง" เพราะฉะนั้นการมีองค์กรอิสระจะทำให้ คนดูแลตัวเองมากขึ้น

พี่มักจะยกตัวอย่างเสมอว่า "หากคุณทำให้น้ำดื่มในขวดให้สะอาดทั่วทั้งจังหวัดเชียงใหม่ สจ.เชียงใหม่ก็ไม่ต้องทำอย่างอื่นแล้ว" กล่าวคือเมื่อพลังของผู้บริโภคเข้มแข็งแล้ว ก็จะทำให้ผู้บริโภคลุกขึ้นมามีบทบาท มีส่วนร่วมในการทำงานเพื่อสังคมมากขึ้น และไม่นิ่งเฉยต่อปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อตนเอง แน่นอนว่าก็จะขยายการทำงานเพิ่มขึ้น เพราะก็จะไม่นิ่งเฉยต่อปัญหาของสังคมด้านอื่นๆ เช่นกัน

"เป้าหมายของการทำงานเพื่อผู้บริโภค คงไม่ได้จบลงที่ลุกขึ้นมาเพื่อคุ้มครองสิทธิของตัวเอง แต่ผู้บริโภคจะลุกขึ้นมาคุ้มครองสิทธิของคนในสังคมด้วย มีบทบาทในการเสนอนโยบาย มาตรการต่างๆ เพื่อความน่าอยู่ของทุกคนในสังคมมากยิ่งขึ้นด้วย" ...

Relate topics

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว