สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

สถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสงขลา

สถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสงขลา

1. ป่าไม้ จังหวัดสงขลา มีเนื้อที่ประมาณ 4,513,343 ไร่ ได้ประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติรวม 41 ป่า เนื้อที่ 1,256,669 ไร่ หรือ 27.84% ของเนื้อที่จังหวัด และจากการแปลภาพถ่ายดาวเทียม ปี 2547 พื้นที่ป่าไม้ลดน้อยลง ปัจจุบันเหลือ 557,150 ไร่ หรือ 12.34% ของเนื้อที่จังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ในเขตลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา 12 อำเภอ ของจังหวัดสงขลา มีเนื้อที่ป่าเหลือเพียง 300,150.51 ไร่ หรือ 6.65% ของเนื้อที่จังหวัด หรือ 4.90% ของพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ทำให้ขาดความสมดุลทางธรรมชาติ ปีนี้แล้งจัด อากาศร้อนแห้งแล้ง ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน พื้นที่ป่าเป็นระบบนิเวศที่ใหญ่ที่สุด สำคัญที่สุด ผืนป่าใหญ่ๆในจังหวัดสงขลา 7 ผืนสุดท้ายที่มีความสำคัญสูงสุดต่อชาวสงขลา ได้แก่
1.ป่าเขาน้ำค้าง-เขาแดน-ควนสิเหรง ในเขตท้องที่อำเภอสะเดา อำเภอนาทวี เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญหลายสาย เช่น ในเขตอำเภอสะเดา-หาดใหญ่ มีคลองสะเดา คลองปริก คลองแงะ คลองลำพน คลองลำใหญ่ไหลลงคลองอู่ตะเภา ฯลฯ ในเขตอำเภอนาทวีกำเนิดคลองนาทวี คลองกวาง คลองลำพูด คลองลำชิง คลองบอน ไหลรวมกันเป็นคลองนาทวี
2. ป่าเขาวังพา-เทือกเขาแก้ว และควนเขาวัง ในเขตอำเภอหาดใหญ่-บางกล่ำ เป็นแหล่งกำเนิดคลองที่สำคัญ เช่น คลองจำไหร คลองลำ คลองต่ำ คลองสายวา คลองโตนงาช้าง คลองวาด คลองท่าช้าง คลองบางกล่ำ ฯลฯ
3. ป่าเขาเสงี่ยม-เขาจันดี และบ่อท่อ ในเขตกิ่งอำเภอนาหม่อมต่อเขตอำเภอจะนะ เป็นแหล่งต้นน้ำกำเนิดคลองหวะ คลองประจา ฯลฯ 4.ป่ายอดเขาแก้ว-ควนหินผุด ในเขตท้องที่อำเภอรัตภูมิ เป็นแหล่งกำเนิดคลองสำคัญ เช่น คลองเขาร้อน ฯลฯ
5.ป่าแม่พรุ-เทือกเขาไฟไหม้-คลองกั่ว และป่าควนทับช้าง (เทือกเขาบรรทัด) ในท้องที่อำเภอรัตภูมิ เป็นแหล่งกำเนิดคลองสำคัญ เช่น คลองรัตภูมิ (ภูมี) คลองทราย คลองพรุพ้อฯลฯ
6.ป่าเขาแดน-ควนเจดีย์ และป่าเทือกเขาโต๊ะเทพ-ควนหินลับ ในท้องที่อำเภอสะบ้าย้อย เป็นแหล่งกำเนิดคลองสำคัญ เช่น คลองเทพา คลองลำเปา คลองใหญ่ คลองตูหยง ฯลฯ ไหลรวมกันสู่คลองเทพา เรียกว่า "ลุ่มน้ำคลองเทพา" 7.ป่าควนนายเส้น-ควนเหม็ดชุน ในท้องที่อำเภอจะนะ เป็นแหล่งกำเนิดคลองสำคัญ เช่น คลองลำพด คลองคลำ คลองพ้อแดง คลองดินแดง แล้วไหลรวมเป็น "คลองสะกอม" สถิติการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า จากผลการตรวจปราบปรามการกระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ในท้องที่จังหวัดสงขลา ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2544-2547 (ตค. 46- กค.47) มีการจับกุมดำเนินคดีรวม 237 คดี แยกเป็นคดีแผ้วถางป่า 128 คดี/ปี ป่าถูกแผ้วถาง 1,151 ไร่ เฉลี่ย 287.75 ไร่ / ปี และคดีเกี่ยวกับไม้ 109 คดี เฉลี่ย 27 คดี/ปี ไม้ของกลางที่ตรวจยึด 277.342 ลบ.ม. เฉลี่ย 69.34 ลบ.ม./ปี ผู้ต้องหา 71 คน เฉลี่ย 18 คน/ปี จังหวัดสงขลา มีราษฎรบุกรุกยึดถือครองอยู่ใน 39 ป่า จำนวน 15,014 ราย จำนวนแปลง 14,644 แปลง เป็นเนื้อที่ประมาณ 273,425 ไร่ ผลจากการทำลายทรัพยากรป่าไม้ในระยะที่ผ่านมา จังหวัดสงขลา เหลือป่าอุดมสมบูรณ์ เพียง 12.34% ของเนื้อที่จังหวัด หรือ 557,150 ไร่
พื้นที่ป่าที่เหลือมากที่สุดคือ ที่สะบ้าย้อย รัตภูมิ และสะเดา ตามลำดับ
แนวนโยบาย ผู้ว่าฯ มีนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปดูแลระดับอำเภอ

ทรัพยากรน้ำ
เกิดปัญหาอุทกภัย เรามีหมู่บ้าน 381 หมู่บ้านที่เกิดปัญหา ปี 31 เราประสบอุทกภัยใหญ่ ปี 42 ปริมาณน้ำฝน 2,963.3 มม./ ปี และ ปี 43 ปริมาณน้ำฝน 2,412.7 มม./ ปี เจออุทกภัยหนักกว่าทุกครั้ง แม้ว่าปริมาณน้ำฝนน้อย แต่มีปัจจัยอื่นอีกมาก โดยเฉพาะพื้นที่ป่าที่มีน้อย ความสามารถในการอุ้มน้ำจะน้อยลงด้วย และมีน้ำทะเลหนุน ผลักดันน้ำจืดไม่ให้ไหลลงทะเลสาบ ความเสียหาย 6,088 ล้านบาท มีหมู่บ้านประสบภัยแล้งซ้ำซาก 346 หมู่บ้าน (45.40%)
ปี 47 ปริมาณน้ำฝน 1,399 มม./ ปี น้ำเสียทั้งจังหวัดประมาณ 566,216 มม./วัน ความสามารถในการบำบัด 140,000 มม./วัน เกิดเหตุปลาตายที่คลองบางกล่ำ ได้ไปตรวจสอบ พบสาเหตุหลักคือ ปลาตายเนื่องจากขาดออกซิเจน สาเหตุมาจาก ความเค็มของน้ำทะเลสูง 20-30 ppt. ทำให้พืชน้ำต่างๆตาย เมื่อผักกะเฉดมีมากในคลองบางกล่ำ ทำให้ตกอยู่ในท้องคลอง เกิดการย่อยสลายโดยธรรมชาติ ดึงออกซิเจนมาย่อยสลาย และเกิดแก๊สไข่เน่าขึ้น ในท้องคลองบางกล่ำเกิดวัชพืชมาก มีแก๊สไข่เน่ารุนแรง ทำให้ออกซิเจนขาด และเกิดปัจจัยเสริมอีกตัว คือเกิดหมอกควันจากไฟป่า ฟ้าปิด พืชน้ำเหนือผิวน้ำไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ทำให้ขาดออกซิเจนมากขึ้น และในคลองมีน้ำจืดน้อยมาก เมื่อระบบนิเวศน้ำเค็ม น้ำกร่อย น้ำจืด ไม่เหมือนเดิมทำให้เกิดภาวะน้ำเค็มเรื่อยๆ ทำให้พืชน้ำตาย ออกซิเจนขาด ปลาจึงเกิดช็อกแล้วตาย การแก้ปัญหา ได้กำหนดแนวทางไว้หลายประการ ซึ่งต้องการมีส่วนร่วมจากประชาชนและทุกหน่วยงาน น้ำบาดาลในจังหวัดสงขลา มีการขุดเจาะอย่างกว้างขวางและมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากน้ำผิวดินขาด ทำให้ต้องนำน้ำใต้ดินมาใช้ประโยชน์ เวลานี้มีบ่อที่ได้รับอนุญาต 900กว่าบ่อ จากหน่วยงานภาครัฐ กว่า 3 พันบ่อ สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือบ่อน้ำบาดาลที่แอ่งหาดใหญ่ ที่ใช้มากที่สุด ชั้นน้ำบาดาล 20-100 เมตร ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ปัญหาน้ำทะเลจะรุกล้ำมาแทนที่ชั้นน้ำบาดาลในอนาคต
หาดใหญ่ สงขลา มีปริมาณน้ำในคลองอู่ตะเภาลดลงเรื่อยๆ น้ำต้นทุนน้อย จะกระทบการผลิตน้ำประปา และทำให้ความเค็มรุกล้ำเข้าสู่คลองอู่ตะเภาเพิ่มขึ้น ปัญหาขยะ ที่มีอยู่ประมาณ 1053.33 ตัน/วัน ขณะที่ขีดความสามารถกำจัดขยะ ได้เพียง 445 ตัน/วัน ไม่ได้เกิดแค่มลพิษทางอากาศ แต่ทำให้เกิดมลพิษทางน้ำตามมา หากมีการนำไปทิ้งในน้ำ

ทรัพยากรดิน จังหวัดสงขลา ดินใช้ในการเกษตร 2 ใน 3 ปัญหาที่เจอคือดินเสื่อม ตัวชี้วัดคือผลผลิตการเกษตรต่ำ ยางพารามีผลผลิต 280 กก/ไร่/ปี ข้าว300-400 กก./ปี ดินเค็ม ดินเปรี้ยวมากขึ้นเรื่อยๆ
ประชาชน 9% ในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลามีความยากจน ปริมาณตะกอนที่เกิดขึ้นสร้างปัญหาใหญ่ เกิดผลกระทบทำให้น้ำในคลองหลักตื้นเขิน

มลพิษทางอากาศ
ชุมชนใหญ่ๆเช่นหาดใหญ่ เริ่มมีปัญหา เรามีสถานีตรวจวัดอากาศ คอยวัดสภาพอากาศ ที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี เว้นในช่วงเกิดหมอกจากอินโดนีเซีย

สรุปปัญหาทั้งหมดของจังหวัด คือ พื้นที่ป่าน้อย น้ำเสีย น้ำท่วม น้ำแล้ง มีขยะ ดินเสื่อมโทรม ดินพังทลาย ปัญหาเกิดจากการบุกรุกป่า การขยายพื้นที่เกษตร ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน, ปัญหาน้ำเกิดจากอุทกภัย มีภัยแล้งขาดน้ำอุปโภคบริโภค การปล่อยน้ำเสียจากชุมชน อุตสาหกรรม ฟาร์มปศุสัตว์, ปัญหาขยะที่เกิดจากการขยายตัวของเมือง มีการบริโภคมาก ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน, ดินขาดการฟื้นฟู การปลูกพืชที่ไม่เหมาะสมกับสภาพดิน การขยายตัวของชุมชน, ฟื้นที่ป่าลดลง กรมป่าไม้กำลังทำแนวเขตป่าให้ชัดเจน และให้มีการฟื้นฟูป่าอย่างต่อเนื่อง

แนวทางบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในอนาคต โดย อ.ฉัตรไชย รัตนไชย คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มอ.หาดใหญ่ • ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบไปด้วย ระบบนิเวศ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทรัพยากรธรณี มลพิษ น้ำ ศิลปวัฒนธรรม-ประเพณี สังคมและจิตสำนึก • มาตรการการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่การช่วยตัวเอง การสร้างจิตสำนึก มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ มาตรการทางกฎหมาย การวางแผนสิ่งแวดล้อม การกำหนดพื้นที่พิเศษ EIA, IEE, ISO 14000, วิจัย • ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่พบความไม่ยั่งยืนประสบปัญหาเหมือนกันทั่วโลก • ประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา มีสิ่งใหม่หลายเรื่อง เช่น รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ที่ให้มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม มีพรบ.ข่าวสาร การกระจายอำนาจ การประชาพิจารณ์ที่ต้องให้มีการรับรู้ เจตนารมณ์ส่อไปในทางรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังไม่แปรผลเป็นกฎหมายย่อย และต้องมีการปรับแก้ทัศนคติของผู้ที่เกี่ยวข้อง • กระบวนการจัดการสิ่งแวดล้อม ประกอบไปด้วยความสมดุลของ การพัฒนาทางเศรษฐกิจ การจัดการระบบนิเวศ การพัฒนาของชุมชน นำไปสู่แนวทางที่ให้สิ่งแวดล้อมดำรงอยู่ และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน • แผนแม่บท ที่ควรจะทำกัน มีทุกระดับ แผนแม่บทการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา แผนแม่บทการพัฒนาจังหวัด แผนแม่บทการพัฒนา อบต. แผนแม่บทการพัฒนาเทศบาล ทั้งหมดนี้ก็มีแผนปฎิบัติการ และให้ล้อกับยุทธศาสตร์จังหวัด แผนพัฒนาลุ่มน้ำของหลายหน่วยงาน และต้องดูนโยบายผังเมือง นโยบายอุตสาหกรรม นโยบายการศึกษา • แผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดสงขลา ศูนย์กลางยางพาราโลก พัฒนาโครงข่ายคมนาคมสู่นานาชาติ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมและวิสาหกิจชุมชน สร้างดุลยภาพของทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตของชุมชนฯลฯ • ระดับแผนการพัฒนา ระดับกระทรวง เป็นแผน/นโยบายระดับชาติ ลงมาเป็นโครงการ ซึ่งจังหวัดต้องรับนโยบายจากหลายกระทรวง ระบบการจัดการต่างๆยังไม่เป็น ceo ทั้งหมด ทำให้มีปัญหาการบริหารโครงการที่จะนำไปสู่ความสมดุล
• สถานการณ์สิ่งแวดล้อมปัจจุบัน มีการแปรเปลี่ยนไม่คงที่ ดัชนีคุณภาพของสิ่งแวดล้อมขึ้นลงตามสภาพ มีแนวโน้มที่เสื่อมโทรมลง จนเห็นความจำเป็นว่าต้องฟื้นฟู • แผนแม่บทเพื่อการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เกิดขึ้นจากความสำคัญของทะเลสาบนี้มีคุณสมบัติพิเศษที่เป็นทะเลสาบธรรมชาติแห่งเดียวของประเทศไทย เริ่มมีปัญหาต่างๆสะสมมากมาย เช่น การตื้นเขิน การรุกตัวของน้ำเค็ม การขาดแคลนน้ำจืด กลไกการบริหารขาดการมีส่วนร่วม ประเพณีวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป • ปัญหาของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา 1.ป่าต้นน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะนี้เหลือเพียง 13% ป่าทั่วประเทศเปลี่ยนสภาพรอวันฝนตกหนัก แล้วชะล้างดินตะกอนลงมาสร้างความเสียหาย ในแผนแม่บทได้เสนอให้มีการปลูกป่าเพิ่มขึ้นเป็น 20 % และมีการติดตามดูผลที่เกิดตามมาจากการฟื้นฟูป่า 2.ปัญหาประมง ที่ต้องหาความสมดุลของชุมชน สังคม 3.ปัญหาทะเลสาบตื้นเขิน มีข้อมูลตั้งแต่ปี 2518-2547 บอกว่าตื้นเขินมากขึ้น จะส่งผลกระทบมีอาการแสดงออกมาขึ้นโดยเฉพาะในช่วง 200 ปีที่จะมาถึง (ทะเลสาบควรมีอายุอยู่ได้เป็นหมื่นปี) 3.ปัญหายูโทรฟิเคชั่น(มีธาตุอาหารสมบูรณ์มากเกิน) เหล่านี้เป็นฐานทำให้เกิดแผนแม่บทฯ • แผนแม่บทออกมาเป็น 5 ยุทธศาสตร์ และมีมาตรการต่างๆ ได้แก่ 1.การฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ 2.การใช้ประโยชน์ทางทรัพยากรลุ่มน้ำอย่างยั่งยืน 3. การควบคุมและป้องกันมลพิษ 4. การอนุรักษ์ฟื้นฟู ศิลปวัฒนธรรม โบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยว 5.การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ • แผนแม่บทขณะนี้ยังไม่ประกาศใช้ในระดับรัฐบาล แต่มีการนำไปใช้ในระดับพื้นที่ • ความสำคัญของกระบวนการ ความสำเร็จน่าจะอยู่ที่แผน การนำไปปฎิบัติ การประเมินผลและการทบทวนแผน ปัจจัยสนับสนุนแผน ความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้อง
• แผนจะเกิดมรรคผลได้เมื่อ ฝ่ายการเมืองเห็นชอบ สังคมได้ประโยชน์อย่างเป็นธรรม ทั้งกระบวนการมีความเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส • การมีส่วนร่วม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ต้องเชื่อนักวิชาการที่มีมาตรฐาน มีความเชื่อถือกันเองในการหาคุณค่าร่วม และเชื่อในผู้มีอำนาจตัดสินใจที่มีความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา โปร่งใส ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน • แผนแม่บทเสนอแนวทางโครงการเบื้องต้น 57 โครงการเป็นแนวคิดให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นปลูกป่าเพิ่ม 20% (5 แสนไร่)ในช่วง 10 ปี ในวงเงิน 4,000 ล้านบาท(15%ต้องมีการเวนคืนป่ายาง หาพื้นที่ 1A 1 B ที่ควรรักษาไว้) • แผนแม่บทฯไม่ใช่แผนขั้นสุดท้าย เป็นกระบวนการต่อเนื่อง และต้องทำไปเรื่อยๆ เพิ่มข้อมูลใหม่ตลอดเวลา ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความเต็มใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ต้องมาร่วมตลอดเวลา • มีคำถามหลายอย่างที่ต้องหาคำตอบต่อไป เช่น การสร้างเขื่อนกั้นน้ำเค็มอะไรจะเกิดขึ้น ระบบนิเวศเปลี่ยนไปอย่างไร การเปิดปากระวะ น้ำเค็มเข้ามาจะเป็นอย่างไร สาเหตุการตื้นเขินเกิดจากอะไร การแก้ไขปัญหาจะทำอย่างไร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องการความแข็งแกร่งในการจัดการสิ่งแวดล้อมอีกมาก

บทการการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดย รองฯพีระ ตันติเศรณี รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา • ปัญหาส่วนใหญ่ต้องมีการฟื้นฟู ต้นเหตุมาจากสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนใหญ่ ปีที่ผ่านมา อบจ.ใช้เงิน 7 ล้านบาทให้เอกชนไปหาน้ำให้กับผู้ที่เดือดร้อน • บทบาทตามกฏหมาย อบต./เทศบาล มีการกำจัดขจัดมูลฝอย สิ่งปฎิกูล น้ำเสีย จัดการและใช้ประโยชน์ที่ดิน ป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การผังเมือง จัดให้มีสถานที่ผักผ่อนหย่อนใจ จัดให้มีทางบกทางน้ำ ทางระบายน้ำ
• บทบาทของ อบจ. การรักษาป่าไม้ ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด มีระบบบำบัดน้ำเสียรวม มีการกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลรวม การจัดการสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่างๆ • การถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางมาให้ท้องถิ่น การจัดการขยะมูลฝอย การบำบัดน้ำเสีย(จากกรมโยธาธิการและผังเมือง) การคุ้มครองป้องกันที่สาธารณะ(จากกรมการปกครอง) การป้องกันไฟป่า(จากกรมอุทยานแห่งชาติ) การรายงานติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อม(จากกรมควบคุมมลพิษ กรมอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม) • ข้อถกเถียงเรื่องการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น ในเรื่องต่างๆ เช่น 1.การถ่ายโอน การมอบอำนาจ และการให้อำนาจ 2. ศักยภาพของ อปท.(ความพร้อม)จะถ่ายโอนกันอย่างไรหากไม่มีความพร้อม 3. ธรรมาภิบาลของอปท. 4.อำนาจของประชาชน หรือการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการดำเนินการ ควบคุม ดูแล จะเป็นอย่างไร 5.ทางเลือก-กลไกในปัจจุบัน มี 2 อย่าง คือ 1. ผู้ว่า/นายอำเภอซีอีโอ และ SML ส่งตรงให้กับหมู่บ้าน และ 2. ผ่านกลไก อบจ./เทศบาลและอบต. การกระจายอำนาจอยู่ในช่วงต่อรอง ที่เสนอให้คงไว้ใน 35% แต่เลื่อนเวลาไปปี 2552
• ข้อเด่น/ข้อด้อยของ อปท. มีข้อเด่น คือ มีลักษณะบูรณาการในตัวเองสูง มีความเป็นอิสระ(Autonomy) จัดสรรงบประมาณปีต่อปี ทำอะไรขึ้นอยู่กับผู้บริหาร ไม่ต้องรอส่วนกลาง ได้รับการเลือกจากประชาชนโดยตรง(Accountability) ข้อด้อยคือ มีขนาดเล็ก กินพื้นที่น้อย มีรายได้ไม่พอในการแก้ปัญหา กำลังมีข้อเสนอให้อบต.เล็กมีขนาดใหญ่ขึ้น ความร่วมมือกัน (กรณีสหการ ที่มีการลงเงินร่วมกัน บริหารจัดการร่วมกัน) ที่ยังเป็นไปได้น้อย ยังไม่มีตัวอย่างในประเทศไทย • บทบาทของ อปท.ในการจัดการสิ่งแวดล้อม คือ เป็นเจ้าภาพ ร่วมกับประชาชน ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อบจ.เองจะตั้งกองสิ่งแวดล้อมขึ้น แล้วให้มีนักวิชาการมาร่วมงาน และรณรงค์ให้อบต./เทศบาลมีบทบาทเป็นเจ้าภาพ โดยมี ทสจ.เป็นพี่เลี้ยงให้ • ความน่าสนใจคือ มีเครือข่ายภาคประชาชนกระจายเต็มพื้นที่จังหวัด ทสจ.ควรเชื่อมประสานเข้ามาทำงานร่วมกัน จะเกิดภาพการทำงานที่ดี • ภารกิจของ อปท. ทำในเรื่อง ขยะ สิ่งปฎิกูล น้ำเสีย น้ำทิ้ง แม่น้ำลำคลอง ชายฝั่ง ทะเล พื้นที่สาธารณะ ต้นไม้ ป่าไม้ พื้นที่สีเขียว ฯลฯ • บทบาทที่ อปท.น่าจะทำในอนาคตในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ ปรับองค์กรให้มีคนรับผิดชอบโดยตรง ทำฐานข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(อบจ.ร่วมกับ สสส. ผลักดันให้มีการทำฐานข้อมูลกับบาง อบต.ที่มีความพร้อม) มีแผน/โครงการการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

(ผู้เข้าร่วมซักถาม) ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งของจังหวัดสงขลายังไม่มีเจ้าภาพดูแล คลองสำโรงยังไม่มีเจ้าภาพ อยากให้ ทสจ.และ อบจ. ดูแล • อบจ.จะปวารณาตัวเป็นเจ้าภาพ ขณะนี้ก็ได้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และกำลังหาข้อยุติทางวิชาการ
• เรื่องคลองสำโรง อบจ.สนใจอยู่แต่ยังไม่มีโครงการ (ผู้เข้าร่วม)โครงการ 1 คน 1 ต้น 1 ฝนฯ มีคนสนใจมาก แต่ขาดต้นกล้าจะทำงานต่อไป ได้รับแจ้งจากกรมป่าไม้ ให้ประสานงานกับจังหวัดและท้องถิ่น ขอรับงบสนับสนุน จะทำได้หรือไม่ • ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการแจกให้กับประชาชน ทำให้เกิดปัญหาการดูแล การสนับสนุนงบประมาณ จะขอดูเป็นเรื่องๆไป

แนวทางแก้ปัญหา • กลุ่มสิ่งแวดล้อม เรื่องขยะมูลฝอย
1.การแก้ปัญหา ให้มีการคัดแยกขยะในครัวเรือน
2.แต่ละชุมชนมีการจัดการอย่างมีระบบ เช่น ธนาคารขยะ
3.รณรงค์ให้มีการลดปริมาณขยะ
4. แต่ละ อบต. มีการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ เช่น คัดแยกขยะให้มากที่สุด
5.ส่งเสริมศักยภาพของอบต. ด้านความรู้ ความเข้าใจ และการจัดการ)

• การแก้ปัญหาความเดือดร้อนจากมลภาวะ ด้านเสียง ฝุ่นละออง กลิ่น น้ำเสีย
1.ให้ส่วนราชการผู้มีหน้าที่รับผิดชอบเข้มงวดกวดขัน ใช้มาตรการทางกฎหมายควบคุมดูแลโรงงานอุตสาหกรรมให้อยู่ในมาตรฐาน
2.มอบอำนาจให้ท้องถิ่นดูแลตรวจสอบ
3.รณรงค์ให้แต่ละครัวเรือนมีการจัดการกันเอง • กลุ่มทรัพยากรดิน
ปัญหา/สาเหตุ
1.ดินพังทลาย เกิดจากการบุกรุกป่าสงวน ถางป่าต้นน้ำ ทำการเกษตรในพื้นที่ลาดชันเกิน 35% มีการบุกรุก จับจองที่ดิน การแก้ สร้างความเข้าใจ ปลุกจิตสำนึก จัดตั้งองค์กรบริหารจัดการในเรื่องดูแลป่าและเขตลำน้ำ ใช้มาตรการทางกฎหมาย
2.ดินเสื่อมสภาพ เกิดจากสาเหตุ ใช้สารเคมีในการทำเกษตร ทำเกษตรอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการพักดิน มีการทำเกษตรไม่ถูกวิธี เช่น การเผาตอซังข้าว การทำไร่เลื่อนลอย ขาดการบำรุงดิน มีการทำเกษตรที่ไม่รักษาสมดุลธรรมชาติ ทางแก้ไข ให้ปลุกจิตสำนึก ให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ให้ความรู้เรื่องการใช้ดิน รณรงค์ให้เกษตกรหันมาทำเกษตรแบบผสมผสาน
3.การเปลี่ยนสภาพพื้นที่/การขุดและการถมดิน สาเหตุมาจาก การขยายตัวของชุมชนเมือง ประชาชนไม่เข้าใจกฎหมายเรื่องการขุดดินและถมดิน ทาแก้ ให้องค์กรรับผิดชอบ ให้ความรู้กับประชาชน และใช้มาตรการทางผังเมือง

• กลุ่มน้ำ
1.ปัญหาขาดน้ำ สาเหตุมาจากธรรมชาติแปรเปลี่ยนด้วยฝีมือมนุษย์ ใช้ที่ดินผิดประเภท มีการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่มีที่กักเก็บน้ำ วิธีแก้ไข คือให้มีการกักเก็บน้ำไว้บางส่วนใช้ในชีวิตประจำวัน มีการฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ ปลูกป่าเพิ่มเติม วางระบบการใช้ประโยชน์ที่ดินด้วยมาตรการทางผังเมือง
2. ปัญหาน้ำท่วม ที่มีปัญหาการพังทลายของตะกอนดิน ทางน้ำที่เคยมีถูกทำลายจนเปลี่ยนสภาพ ทางแก้คือคืนทางน้ำตามธรรมชาติ ใช้มาตรการทางผังเมืองแก้ปัญหา ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ มีการป้องกันการพังทลายของหน้าดิน ส่งเสริมให้มีการปลูกพืชแบบผสมผสานเพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่รับน้ำ
3.ปัญหาน้ำเสีย สาเหตุมาจากคน แหล่งกำเนิดมาจากชุมชน โรงงานอุตสาหกรรม การทำเกษตรแบบใช้สารเคมี การเลี้ยงสัตว์ การให้มีธาตุอาหารหรือวัชพืชในน้ำมากเกินไป ทางแก้คือ สร้างบ่อบำบัดที่เหมาะสม การสร้างจิตสำนึก ใช้มาตรการทางกฎหมายและสังคม ใช้เทคโนโลยีเกษตรชีวภาพหรือเกษตรอินทรีย์แก้ปัญหา ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา 4.การบริหารจัดการน้ำที่มีคุณภาพ เริ่มจากตัวเอง มาถึงสภาพแวดล้อม หน่วยงานที่รับผิดชอบ ให้มีการทำงานบูรณาการมากขึ้น มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน

• กลุ่มการท่องเที่ยว วิธีการ ให้นักท่องเที่ยวมีจิตสำนึกในการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สร้างแหล่งท่องเที่ยวที่สะอาด มีความปลอดภัย มีศูนย์ข้อมูลผ่านสื่อที่เหมาะสม ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว การบริการของเจ้าหน้าที่ ชุมชนมีส่วนร่วม มีหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษาในโรงเรียน การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ใช้อย่างฉลาด ประหยัด ใช้อย่างยั่งยืน

• กลุ่มป่าไม้ ปัญหาที่เกิดมาจากป่าถูกทำลาย ปัญหาจะแก้ได้โดยการปลูกต้นไม้ในใจคน ให้เป็นสีเขียว จะแก้ได้ทุกอย่าง เป้าหมาย เพิ่มพื้นที่ป่า ป่าชุมชน ป่าเศรษฐกิจ การปลูกป่าตามโครงการต่างๆ ฯลฯ ให้มีการอนุรักษ์ป่าเดิม(ทำรั้วรอบขอบชิด เวนคืนที่ดินจากสวนย

Comment #1
... (Not Member)
Posted @10 ก.ย. 49 15:13 ip : 58...170
Comment #2
ปีโป้ (Not Member)
Posted @13 มิ.ย. 50 12:51 ip : 203...3

ดีมากฯฯอยากให้มีเนื้อหาเกี่ยวกับทรัพยากรต่างฯฯของสงขลาทั้งหมด

Comment #3
เด็กราชภัฎ (Not Member)
Posted @30 พ.ย. 50 13:11 ip : 210...188

ขอข้อมูลเกี่ยวกับขยะมูลฝอยของจังหวัดสงขลา

Comment #4บีม
Posted @11 มิ.ย. 54 18:36 ip : 113...55

ยาวมาก

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว