แผนสุขภาพจังหวัดสงขลา : ประเด็นอุบัติเหตุ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมครบรอบ 85 ปี โรงเรียนวิเชียรชม อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เมื่อ 1 กันยายน 2550 ที่ผ่านมา โดย นำเสนอนิทรรศการอุบัติเหตุมาพร้อมตัวมาสคอทตำรวจจราจร การสาธิตเครื่องมือตรวจวัดแอลกอฮอล์ เครื่องมือตรวจจับความเร็ว การรณรงค์การสวมหมวกกันน๊อคโดยการตอบปัญหาชิงรางวัลหมวกกันน็อคเด็ก สาธิตการลำเลียงผู้บาดเจ็บโดยทีมกู้ภัยของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา และการเล่าประสบการณ์ตรงของเหยื่อเมาแล้วขับ เป็นต้น
ด.ช. เจษฎากร รัตนประดับ นักเรียนชั้น ป.4/4 อาสาสมัครเป็นตัวแสดงผู้ป่วยจากอุบัติเหตุทางถนน โดยเป็นเหยื่อนั่งซ้อนท้ายจักรยานยนต์ที่ไม่ได้สวมหมวกกันน็อค ในการสาธิตการช่วยเหลือผู้ป่วยของหน่วยกู้ภัย
"ผมอาสาเพราะอยากลองดู รู้สึกกลัว เหมือนกัน กลัวแม่มาเห็นจะตกใจ นึกว่าเป็นเรื่องจริง " ด.ช.เจษฎากรนั่งเล่าในรถพยาบาลฉุกเฉินหลังการสาธิต ท่ามกลางเพื่อนๆ ขณะที่ผ้าพันแผลรอบหัว ตามสถานการณ์สมมติว่าเขาได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง และแขนหัก เขาและเพื่อนที่ห้อมล้อมยังหัวเราะกันได้ ซึ่งถ้าเป็นเหตุการณ์จริงคงต้องมีอารมณ์ตรงกันข้าม
ก่อนหน้านี้ไม่นาน ผู้ป่วยสมมติคนนี้นอนอยู่บนพื้น เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาปฐมพยาบาล ทำแผลเบื้องต้น ดามกระดูก หามใส่เปล ขึ้นบนเตียงในรถ แล้วรีบส่งตัวไปโรงพยาบาลโดยด่วน
"ได้รับความรู้เกี่ยวกับการรักษา เมื่อเราถูกรถชนครับ" ด.ช.เจษฎากร เล่า และว่าการป้องกันทำโดยการขี่รถช้าๆ อย่าซิ่งรถ ปกติเขาเองก็ซ้อนท้ายจักรยานยนต์พ่อมาโรงเรียนทุกวัน พ่อสวมหมวกกันน็อค แต่เขาเองไม่ได้สวม
"ผมเคยเห็นอุบัติเหตุครับแถววชิรา ตอนนั้นไปกับพ่อ ยืนดูอยู่ก็รู้สึกกลัว" เขาเล่า คุยไปคุยมา กลับฟื้นความจำว่าตัวเขาเองก็เคยประสบอุบัติเหตุมากับตัวเองครั้งหนึ่ง
"ตอนนั้นยังเรียนอยู่อนุบาล 1 ที่โรงเรียนเทศบาล 3" ด.ช.เจษฎากรเล่า เขากำลังเดินข้ามถนน แล้วถูกรถเฉี่ยวชน คู่กรณีรีบขับรถหนีไปทันที เขาได้รับบาดเจ็บเป็นแผลใหญ่ที่ขา คนที่ประสบเหตุแถวนั้นช่วยไว้ และรีบไปตามแม่ซึ่งมีอาชีพเป็นผู้ช่วยแพทย์ในคลินิกแห่งหนึ่งมา
"แม่รู้ข่าวตกใจมากรีบพาไปหาหมอเฉลิมที่แม่ทำงานอยู่ ก่อนจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสงขลา จากอุบัติเหตุคราวนั้น เขาขาหัก ต้องรักษาตัวอยู่นาน 3 เดือน" เขาเล่าท่ามกลาง ความสนใจของเพื่อน ที่เพิ่งรู้ประวัติตอนนี้ของเขาเช่นเดียวกัน
พอนึกถึงเรื่องจริงในชีวิตของตัวเองขึ้นมา ด.ช. เจษฎากร ซึ่งเป็นลูกคนเดียวของครอบครัว จึงได้บทเรียนสำคัญว่า การข้ามถนนจะต้องดูซ้ายดูขาวให้ดีก่อนทุกครั้ง ต้องข้ามเฉพาะทางม้าลาย และคิดว่าการขี่จักรยานยนต์ต้องสวมหมวกกันน็อค
"อย่างที่พี่เขาบอกว่า ถ้าใส่หมวกจะกันหัวแตกได้" เขาเล่า แต่ในความเป็นจริง ณ ปัจจุบัน เขาเองยังไม่ได้สวมหมวกกันน็อคนั่งซ้อนท้ายจักรานยนต์ของพ่อมาโรงเรียนอยู่ดี
นางอัจจิมา พรรณนา นักวิชาการสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา เล่าว่าสิ่งที่เครือข่ายอุบัติเหตุจังหวัดสงขลา กำลังผลักดันให้ขับเคลื่อนอย่างจริงจังอยู่เรื่องหนึ่งขณะนี้ ก็คือให้เด็กที่นั่งซ้อนท้ายจักรยานยนต์มาโรงเรียนได้สวมหมวกกันน็อค
"ความพยายามจะเริ่มต้น อยู่ที่โรงเรียนวิเชียรชม อยากจะได้รับความร่วมมือจากทุกส่วนไม่ว่าสมาคมศิษย์เก่า สมาคมผู้ปกครอง และโรงเรียน" นางอัจจิมาเล่า ถ้าทุกฝ่ายเห็นความสำคัญและร่วมมือ น่าจะเกิดขึ้นได้ โดยจะพยายามนำเสนอเรื่องนี้กับผู้อำนวยการโรงเรียน แนวทางจะรณรงค์ให้กับเด็กนักเรียนทุกระดับชั้น เริ่มจาก 1 ชั้นจะคัดเอา 1 ห้องออกมาเป็นการนำร่องโครงการ เลือกเอาเด็กที่เดินทางไป-กลับ โดยจักรยานยนต์ จะเป็นแบบรถรับจ้าง หรือผู้ปกครองมาส่งเองก็ตามแต่
"สุ่มลงไปตามห้อง 6 ชั้นก็ได้ 6 ห้องเรียน มานำร่องโครงการก่อน เกิดขึ้นและขยายผลอยู่ในโรงเรียน เริ่มดำเนินการให้เด็กทุกคนที่อยู่ในกลุ้มเป้าหมาย ใส่หมวกกันน็อคมาโรงเรียน" นางอัจจิมาว่า ที่นี้อยู่ว่าใครจะเข้ามาสนับสนุน อย่างเรื่องหมวกกันน็อคเด็ก ถ้าผู้ปกครองเห็นด้วยให้ความสำคัญ ก็ไม่ยากเลย เพียงแต่ซื้อหมวกให้ลูกตัวเองใส่ให้ลูก ทางโรงเรียนจัดขึ้นทะเบียนเด็กกลุ่มนี้ไว้ ครูประจำชั้นแค่ประเมินให้ว่าใครสวมหรือไม่สวมอย่างไร ด้วยเหตุผลอะไร ติดตามไปถึงขั้นที่ว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน อย่างสวมแล้วแต่เมื่อประสบอุบัติเหตุแล้วหมวกหลุดช่วยอะไรไม่ได้ ก็ถือว่าล้มเหลวเหมือนกัน ครูประจำชั้นจะช่วยประเมินให้ได้
"คิดว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เด็กไม่ใส่ เพราะอาย เห็นคนอื่นไม่ใส่ ตัวเองก็เลยไม่ใส่ด้วย"นางอัจจิมา กล่าวและคิดว่าในส่วนเด็กถ้าเห็นเพื่อนใส่ ตัวเองก็หันมาใส่อย่างแน่นอน ขึ้นอยู่กับการสร้างกระแสโดยภาพรวม
ส่วนผู้ปกครองใครจะอ้างว่าหมวกกันน็อคเด็กหาซื้อยากคงไม่ได้แล้วเพราะทุกวันนี้ ร้านข้างโรงเรียนวิเชียรชมเองก็มีขาย มีการออกแบบให้เหมาะกับเด็กหลายวัยไม่ว่าอนุบาล ประถมศึกษา ราคาใบละ200 กว่าบาท ราคานี้อาจจะเดือดร้อนผู้ปกครองบางคนอยู่ ถ้าโรงเรียนให้ความใส่ใจจริงอาจทำได้โดยการสั่งซื้อหมวกในราคาต้นทุนมากขาย ซึ่งจะได้ถูกกว่าอีก คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิด และไม่อาจเรียกคืนได้ จะมีการรวบรวมสถิติเกี่ยวกับอุบัติเหตุแบบนี้มาแจงให้เห็น
สถานการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ของประเทศไทย และจังหวัดสงขลา คนทั่วไปให้ความสำคัญแต่ไม่ตระหนัก อย่าว่าแต่เด็ก เพราะแม้แต่ผู้ปกครอง หรือครูเองก็ยังไม่สามารถเป็นแบบอย่างให้เยาวชนได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ นางอัจจิมายอมรับว่ากิจกรรมการรณรงค์หมวกกันน็อคได้จัดมาแล้วหลายครั้ง อย่างเช่น กิจกรรมที่ห้างคาร์ฟูร์ หาดใหญ่ได้มีการแจกหมวกกันน็อคเด็กไปจำนวนมาก แต่ไม่ได้ผล คนที่รับไปแล้วไม่ได้นำไปใช้งานอย่างจริงจัง
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีหมวก แต่อยู่ที่การนำมาสวมใส่ใช้งานจริง มีการแจกไปแล้วจำนวนมาก คนอยากได้แต่พอได้ไปแล้ว ก็ไม่ได้นำมาสวม แถมยังไม่ตระหนักถึงปัญหาจราจรเสียอีก มีหมวกแล้วไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร ขับรถย้อนศร อะไรเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นความพิกลพิการทางความคิดทางวินัยจราจร ที่ตามแก้กันไม่รู้จบ
"เราเลือกที่วิเชียรชม เพราะเห็นว่าสมาคมผู้ปกครอง ที่น่าจะเข้าใจปัญหาเด็ก และโรงเรียนก็น่าจะคุยทำความเข้าใจกันได้ อาจจะของบประมาณจากจังหวัดสงขลาให้เข้ามามีส่วนร่วมเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย"
เด็กทุกคนที่นั่งจักรยานยนต์มาโรงเรียน จะเดินถือหมวกกันน็อค เข้ามาโรงเรียน โดยโรงเรียนอาจจะต้องจะทำที่แขวนหมวกเอาไว้ให้เด็กด้วย ภาพแบบนี้จะเห็นในต่างประเทศหลายแห่งที่ตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยจากอุบัติเหตุ เพียงแต่สังคมไทยยังตื่นตัวน้อย ไม่คิดเรื่องป้องกัน จึงมักจะมาเสียอกเสียใจเอาภายหลังเกิดความสูญเสีย และเร่งทำแบบหัวหายล้อมคอก ชนิดไฟไหม้ฟาง แล้วเงียบหายไปอีก
"ถ้าประสบความสำเร็จ ในห้องเรียนนำร่องจะมีการขยายผลทั้งโรงเรียนต่อไป" นางอัจจิมาเล่า เห็นว่าน่าจะเป็นไปได้ ถ้าได้รับความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้อง ในส่วน แผนสุขภาพจังหวัดสงขลา :ประเด็นอุบัติเหตุ ได้กิจกรรมรณรงค์เกี่ยวกับหมวกกันน็อคเด็กมาอย่างต่อเนื่อง มีกานแจกฟรีหมวกไปส่วนหนึ่งอย่างไรก็ตามยังเป็นปริมาณน้อย ขณะที่ผู้รับแจกก็นำไปใช้งานน้อย
สำหรับในวันนั้นได้ทำการแจกหมวกกันน็อคเด็กไปจำนวน 50 ใบ โดยให้เด็กร่วมกันตอบคำถามทางจราจรอย่างง่าย ๆ แล้วจับสลากผู้โชคดีขึ้นมาจำนวนหนึ่ง แยกเป็นระดับชั้น ป.1-3 และ ป.4-6 หากที่สุดแล้วเหตุกังวลคงไม่พ้นเรื่องเดิมได้ไปแล้วกลัวจะไม่สวม
"อยากให้ทุกคนเห็นว่าการสวมหมวกกันน็อคของเด็กเป็นเรื่องทันสมัย ให้เป็นเหมือนกระแสสุขภาพอย่างอื่น อย่างการสูบบุหรี่ที่สังคมรังเกียจไปแล้วระดับหนึ่ง ผู้บริหารโรงเรียนต้องให้ความสำคัญเรื่องนี้ คิดว่าถ้าเอาจริงยิ่งทำได้ เพราะมีอำนาจสั่งการได้ ผู้ปกครองก็มีส่วนสำคัญ ทุกภาคส่วนต้องมองเรื่องนี้อย่างเป็นส่วนสำคัญด้วย ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุแล้วค่อยมาคิด"
นางอัจจิมายังเล่าว่าการที่เด็กและผู้ปกครอง ได้ฟังประสบการณ์จากลุ่มเหยื่อเมาแล้วขับโดยตรงในวันนั้นน่าจะให้ หันมาตระหนักเรื่องอุบัติเหตุได้มากขึ้น กว่าที่เป็นอยู่อีกด้วย
"คนที่ทำงานประเด็นอุบัติเหตุน้อยลง อาจจะเป็นว่าสนใจเรื่องแบบนี้กันเป็นพักๆไปตามกระแส ความจริงแล้วต้องมองอย่างเป็นปัญหาสำคัญอยู่เสมอ ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนไม่ว่า ตำรวจ สาธารณสุข ครู ต้องทำงานไปด้วยกันอย่างครบวงจร ไม่ใช่มองแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง"
Relate topics
- เปิดฝายคลองแห บทบาทร่วมจัดการสิ่งแวดล้อมแบบ “พี่ใหญ่-น้องเล็ก”
- สัจจธรรมก้าวสู่สงขลาพอเพียง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ยั่งยืน ด้วยสัญญาใจ
- สมัชชาออนแอร์ พื้นที่ความคิดทะลุความจริง
- การจัดการข้อมูลข่าวสาร ประโยชน์อันตกแก่ผู้มีส่วนร่วม
- ละครเวที4+1 จากตำนานชุมชน โยงยุคปัญหาใหม่
- ขอเชิญร่วมงานตลาดนัดสร้างสุขคนสงขลา และสานรักครอบครัวครั้งที่ 3
- มะโย่ง วัฒนธรรมนำสันติสุข
- ชิงโค-ชงโค ป่าชุมชนเปิดประวัติท้องถิ่น
- กระแสขานรับอาหารปลอดภัย รัศมีกระเพื่อมสวนวิกฤติสุขภาพ
- ผู้สูงอายุแข็งแรง พาชุมชนเข้มแข็ง
สุรินทร์ (Not Member)
เฟิร์น (Not Member)
ฝน (Not Member)
นุช (Not Member)
ชนาภัทร (Not Member)
พี่มายด์ (Not Member)
เด็ก ว.ฉ.(มายด์) (Not Member)
คนหน้าตาขี้แหล่ (Not Member)
mam (Not Member)
piz (Not Member)
พี่คูน (Not Member)