ยามบ่ายเราเดินตามกลิ่นหอมขนมจากปิ้งกำลังสุกบนเตาถ่าน มองเห็นกลุ่มเด็กๆ กำลังสนุกสนานกับการเรียนรู้ ใต้ร่มเงาหมู่ไม้ โดยแทบไม่ต้องสนใจของเล่นสำเร็จรูปวางอยู่ใกล้ๆ มากนัก
ตลาดนัดกิจกรรมเด็กเริ่มเวลาบ่าย 2 โมงวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ ร่มรื่นลานเมือง สวนหย่อมศุภสาร ใกล้มูลนิธิท่งเซียเซี่ยงตึ้ง ในเมืองหาดใหญ่ กิจกรรมร่มรื่นลานเมืองนี้จัดมาแล้วเป็นครั้งที่ 93 แล้ว สำหรับเด็กๆ ยังมีหนังสือมากมายให้อ่าน ห้องเรียนศิลปะใต้ต้นไม้ เกม ขนมจาก ขนมโค ลูกตาลสด น้ำสมุนไพรดื่ม ฯลฯ
ตลาดนัดกิจกรรมเด็กไฮไลท์ของร่มรื่นลานเมืองวันนั้น "พี่โต" เทพรัตน์ จันทเรืองเป็นโต้โผใหญ่ กลุ่มหลักๆที่มาร่วมด้วย เช่น กลุ่มศิลปะวรรณกรรม ควน ป่า นา เล ,โรงเรียนใต้ร่มไม้ และ เครือข่ายเยาวชนอาสาประชาเป็นสุข
บรรยากาศเป็นกันเอง เด็กนั่งบนผืนหญ้าใต้ร่มไม้ตามสบาย ผู้ใหญ่บางคนแอบนั่งดูลูกหลานจากแคร่ไม้ไผ่ที่นำมาวางไว้แล้วแอบยิ้มก่อนตามลงไปสมทบ บ้างเอกเขนกบนเก้าอี้ใต้หลังคาเต้นท์ ถัดไปเป็นรถสุขาเคลื่อนที่สีเขียว บริการจากเทศบาลนครหาดใหญ่
กลุ่มศิลปะควน ป่า นา เล นำคณะวิทยากรมาสอนเรื่องการทำผ้ามัดย้อมที่ใครสนใจงานนี้ ต้องอดทนทำตามขั้นตอน อย่างสงบ ใจจดใจจ่อ รอเวลาที่การทดลองมัดย้อมผ้าผืนน้อยออกมาเป็นลายตามต้องการ ตอนนั่งทำยังนึกไม่ออกว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ครั้นสิ้นกระบวนการจึงยิ้มออกอย่างอัศจรรย์ใจในฝีมือตัวเอง ขนาดย้อมออกมาเป็นรูปวัตถุมงคลทรงกลมที่กำลังมีชื่อโด่งดังแห่งยุคอย่างบังเอิญ ทำเอาวงฮาครืน
ใกล้กันมีการสอนทำขนมกล้วยและขนมฟักทองโดยกวีจากกลุ่มศิลปะควน ป่า นา เล กวีหนุ่มเตรียมวัสดุมาให้ทดลองพร้อมแล้ว ใครอยากห่อขนมเชิญทางนี้ นั่นทำให้เด็กได้รู้ว่าการห่อขนมด้วยใบตองก่อนลงหม้อนึ่ง แล้วออกมากินได้อย่างที่เคยซื้อ ไม่ใช่เรื่องหมู ๆ แต่อย่างน้อยวันนี้ ก็ทำให้รู้แล้วว่าเขาทำกันอย่างไร
ครูสาทร สมพงษ์ จากโรงเรียนใต้ร่มไม้ พัทลุง มาสอนการพันเชือกบนไม้กากบาท งานฝีมือ ลวดลายที่สวยงาม เด็กรุมล้อมอย่างสนใจ ขณะที่ศิลปินจรูญ น้อยปาน สอนการวาดภาพลงบนผืนผ้า ถัดไป มีการสอนการทำหนังสือทำมือ และสอนการประดิษฐ์ดอกไม้จากใบเตย ทุกสิ่งทุกอย่างอาจดูพื้นๆ แต่เด็กยุคใหม่ แทบไม่มีโอกาสสัมผัส กิจกรรมเหล่านี้ โดยเฉพาะเด็กในเมือง
เสียงกีตาร์ และไวโลลินดังแว่วมาตามลม แม้จะเล่นอยู่คนละมุม แต่ทำให้รู้สึกถึงความผ่อนคลาย เหมาะแก่การเปิดใจเรียนรู้โดยไม่จำกัดอย่างยิ่ง
ด.ช.วันเสด็จ หมัดหร๊ะ จากเครือข่ายเยาวชนอาสาประชาเป็นสุข ยืนใกล้บอร์ดนิทรรศการที่เตรียมมา ทำหน้าที่เป็นวิทยากรเล่างานของกลุ่มเด็กจากตำบลปริก อำเภอสะเดาว่า เครือข่ายของพวกเขาเกิดจากกลุ่มเยาวชนในชุมชนตลาดใต้บ้านกลาง และชุมชนสวนหม่อม ตำบลปริก รวมตัวกันทำกิจกรรมสิ่งแวดล้อม โดยให้เยาวชนมีส่วนร่วมด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และเป็นกลไกหลัก ภายใต้โครงการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ ในชุมชนในรูปแบบของธนาคารขยะ
"ตอนนี้เรามี 7 ชุมชนในตำบลปริก มีชุมชนนำร่องที่บ้านปลายนา การจัดการขยะทำอย่างได้ผล ขยะเปียกนำไปทำน้ำหมัก ส่วนขยะแห้งก็ส่งธนาคารขยะ ที่จะมีการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไปในรูปแบบต่างๆ เราสอนการจัดการขยะให้เกิดประโยชน์ อย่างการสะบัดถุงเพื่อเก็บเอาไว้ใช้" น้องวันเสด็จเล่า สิ่งหนึ่งที่พบน่าทึ่งมาก และเด็กที่ร่วมทำงานภูมิใจ คือ เมื่อจัดการแยกขยะ และนำมาใช้ประโยชน์เห็นผล ขยะที่จะต้องทิ้งจริงๆ จะมีเพียงจำนวนน้อยมาก
ตลาดนัดกิจกรรมเด็ก ทำให้เห็นศักยภาพของเด็กซึ่งอาจเกินความคาดหมายของผู้ใหญ่บางคนที่ชอบปิดหูปิดตาด้วยซ้ำ กิจกรรมนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นเด็กและเยาวชน ที่เป็นหนึ่งใน 14 ประเด็นของแผนสุขภาพจังหวัดสงขลาภายใต้การสนับสนุนโดยสถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้ (สวรส.ใต้) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีบทบาทส่งเสริมสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ ในสังคมร่วมกันพัฒนาและสร้างสุขภาวะสำหรับเด็กและเยาวชนในจังหวัดสงขลา ด้วยวิธีการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์โดยมีเป้าหมายเพื่อ
1.การค้นหาศักยภาพของเด็กและเยาวชนเป็นรายบุคคล และนำไปสู่ทางเลือก ในการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมกับตนเอง
2.สร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนเกิดการรวมกลุ่ม เชื่อมโยง และเกิดการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ ในระดับตนเอง ระดับกลุ่ม ระดับสังคม
3.ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ของสังคม ต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน ให้นำไปสู่การจัดการกับปัจจัยที่เอื้อต่อสุขภาวะของเด็กและเยาวชน
4.เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่คำนึงถึงสุขภาวะของเด็กและเยาวชน
ยุทธศาสตร์แผนงานเด็กและเยาวชนนั้นประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ เริ่มต้นจากปัจเจกบุคคล สู่การรวมตัวเป็นกลุ่ม และเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มต่างๆ ไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ตามแนวทางที่สอดกับทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงสังคมของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี แผนดำเนินงาน มียุทธศาสตร์ดังนี้ 1.ค้นหาศักยภาพ และเสริมพลังปัญญาเด็กและเยาวชน 2.พัฒนาหนุนเสริมเครือข่ายทางสังคมให้แก่เด็กและเยาวชน3.เพิ่มพื้นที่สาธารณะให้เด็กและเยาวชน 4.พัฒนาบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่มีผลต่อสุขภาวะเด็กและเยาวชน 5. กระบวนการนโยบายสาธารณะด้านเด็กและเยาวชน
แดดร่มลง อากาศคลายร้อนลงไปอีก ช่วงเปลี่ยนเวลาบ่ายไปสู่เย็น เวทีเสวนาง่ายๆตามแบบร่มรื่นลานเมืองเริ่มต้นด้วยการชวนคุยกับพี่โต-เทพรัตน์
พี่โตเริ่มตอบคำถามพิธีกรผู้ดำเนินรายการว่าชุมชนเมืองมักไม่ค่อยมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกัน ถ้ามีโอกาสคุยกันมากขึ้นจะสร้างความยอมรับนับถือระหว่างกันได้ เพราะไม่ว่าชุมชนที่ไหนก็ตามย่อมมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาก่อน จะได้เห็นลำดับการเกิดขึ้นของชุมชน ความเป็นรากเหง้าเดียวกัน การสร้างพื้นที่ให้พบปะกันจึงน่าเป็นหนทางที่น่าสนใจ
"แม้งานเกี่ยวกับชุมชนจะค่อยเกิดผลไปอย่างช้าๆ แต่ถ้าเราทำวันนี้ ทำแล้วมีผลต่อลูกหลานในวันข้างหน้า" พี่โตกล่าวและว่า ถ้าคนในสังคมเริ่มพบว่ามีสิ่งร่วมกัน อย่างระดับชุมชนที่พบจุดร่วมทางประวัติศาสตร์มาทำในสิ่งที่ชอบและสนใจด้วยกัน ก็น่าจะทำให้ชุมชนเติบโตไปในทิศทางที่ดี สำหรับชุมชนที่ทำได้แล้วอย่างที่เซี่ยงตึ้งแห่งนี้ก็อยู่ที่ว่าจะสานต่อกันอย่างไร เพราะพอเริ่มแลกเปลี่ยนกัน อาจนำไปสู่การเชื่อมโยงกับแหล่งอื่นได้มากขึ้น
พิธีกรผู้ดำเนินรายการ ตั้งคำถามเรื่องความแตกต่างระหว่างเด็กในเมืองกับเด็กชนบท ซึ่งกลุ่มหลังอาจได้อิทธิพลความเชื่อ วิถีชีวิตที่ต่างจากเด็กในเมือง มีการยกตัวอย่างกรณีการไหว้ชามข้าวก่อนกินข้าว ไหว้แม่โพสพ เทพธิดาประจำต้นข้าว
พี่โตมองถึงวัฒนธรรม ความเชื่อที่แตกต่างกันระหว่างชุมชนว่า คงไม่มองว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีกว่า ถูกหรือผิด แต่ขอมองในเชิงปรากฏการณ์ว่าทำไมบางพื้นที่ทำอะไรบางอย่าง แต่อีกแห่งไม่ได้ทำเหมือนกัน
"ลองมาดูความเชื่อทางธรรมชาติ มันมีความหมายอะไรแฝงอยู่ และใช้เป็นเครื่องมือทางสังคมได้อย่างไรมากกว่า" เขามองว่าในเชิงการเรียนรู้ของเด็ก น่าจะมองไปที่ว่า จะทำอย่างไรให้เด็กตั้งคำถามและหาคำตอบ แทนที่ผู้ใหญ่จะคอยบอกว่าสิ่งไหนดีไม่ดี
"กรณีความเชื่อเรื่องแม่โพสพ ผมมองว่าความรู้มีทั้งในเชิงเหตุผล และเหนือเหตุผล ถามว่าจะใช้จัดความสัมพันธ์อย่างไรให้สังคมดำรงอยู่ได้ หรือมีมุมมองต่อเรื่องต่างๆอย่างไร ยกตัวอย่างเรื่องข้าวที่ว่า มันก็มองต่างกัน บางคนไหว้แม่โพสพ บางคนมองเป็นสินค้าอย่างหนึ่งเท่านั้น ก็แล้วแต่มุมมอง สามารถจะมองได้หลายมิติ" จะมองในเชิงเหตุผลถูกทั้งหมดก็ไม่ใช่ บางเรื่องไม่ได้ใช้หลักเชิงเหตุผลแต่ทำให้สังคมอยู่ได้ ก็อีกเรื่องหนึ่ง
พี่โตมองการเรียนรู้ของเด็ก ว่าเด็กอยู่ในความแตกต่าง เด็กในเมืองไม่ค่อยได้สัมผัสวิถีธรรมชาติ ยกตัวอย่างถ้าจะไปใส่บาตรก็แตกต่างกันแล้ว ความเชื่อของคนในชนบท แกงช้อนแรก และข้าวช้อนแรก ของครอบครัวจะต้องตักไปใส่บาตร แต่เด็กในเมืองโตมาอีกแบบหนึ่ง การใส่บาตรหมายถึงการไปซื้อกับข้าวสำเร็จรูปมาได้ นั่นทำให้เด็กเรียนรู้ รับรู้ ต่างกันแล้ว เพราะสัมผัสที่แตกต่างกัน หากแต่ที่สุดแล้วทำอย่างไรให้เด็ก ได้สัมผัสเรียนรู้สิ่งต่างๆ เรื่องราวที่หลากหลาย ไม่ใช่มิติเดียว
"สำหรับผมเน้นไปเรื่องกระบวนการ การมีเวทีพูดคุย เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้โดยการสัมผัสเองทุกมิติ ทั้งกายและใจ ได้เห็นจริงทุกกระบวนการ อย่างที่เด็กเห็น" ตลาดนัดกิจกรรมเด็ก น่าจะสะท้อนถึงการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมได้บ้าง
เขายังมองว่าว่ากิจกรรมครอบครัว เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ เพราะพ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก นับเป็นครูที่บริสุทธิ์ ด้วยความรักพ่อแม่ยิ่งใหญ่ การเรียนรู้ไปพร้อมความรักของพ่อแม่ จะเดินเคียงคู่ ไป ความรักจะถ่ายทอดไปพร้อมกับการเรียนรู้ ที่จะให้วิชาความรู้กับลูก พ่อแม่จึงควรจะมีบทบาทต่อการเรียนรู้ตลอดไป
"ผู้เป็นพ่อและแม่เป็นผู้ที่ผ่านชีวิตมาก่อน ทำอย่างไรจะเอาบทเรียนชีวิตมาสอนลูก ซึ่งในชีวิตจริงจะเห็นว่าทำได้น้อยมาก เด็กจึงเรียนเฉพาะบทเรียนในโรงเรียน"
สำหรับเด็กแล้ว พี่โตบอกว่าชุมชนควรเริ่มต้น สร้างเวทีการแลกเปลี่ยน สร้างจิตสำนึก เอาความหลากหลายมาแลกเปลี่ยนพูดคุย คนจะไปคิดแทนคนอื่นไม่ได้ คนในพื้นที่ต้องคิดเอาเอง
"ลองดูว่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมีอะไรบ้าง ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ที่เขียนขึ้นมานะ เพราะประวัติศาสตร์อาจไม่ได้มีแค่เรื่องเล่า แต่มันมีบรรยากาศ มีการพูดคุย แลกเปลี่ยน มีใบหน้าเฉพาะของบางเรื่องที่น่าตื่นเต้น"
ถ้ามีกิจกรรมมากขึ้น แล้วเด็กมีคำถาม เขาจะเกิดการเรียนรู้ สิ่งที่เขาถามนั่นแหละที่เขาจะจดจำไปตลอดชีวิต เป็นหน้าที่ต้องปลูกฝังกันไปเรื่อย ๆเหมือนสิ่งที่ทำกันในวันนี้ การได้นั่งคุย สนทนา เด็กที่ฟัง หรือมาร่วมเหตุการณ์ จะซึมซับไปเรื่อยๆ และก็ต้องคุยกันไปบ่อยๆ วงสนทนาจะไม่ได้สอนแค่บทเรียน แต่จะได้เรียนรู้ทุกอย่าง เด็กต้องได้ร่วมเรียนรู้ มีส่วนร่วมมากกว่าเรียนจากบทเรียนที่โรงเรียน
"การทำให้ดู อยู่ให้เห็น เป็นสิ่งสำคัญ" พี่โตกล่าว โดยให้น้ำหนักกับการมีส่วนร่วม เพราะจะสร้างความยั่งยืนในการเรียนรู้ของเด็ก อย่างความรู้ที่เด็กเรียนเพื่อให้สอบเข้าได้ แต่ความรู้ที่ได้มาเหล่านั้น แทบไม่ได้นำมาใช้อะไรเลยในชีวิตจริง ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด
วงสนทนาก็กว้างขึ้นเรื่อยๆ วิทยากรจากปริก
เห็นว่าการได้ทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่จะเกิดการเรียนรู้ต่อกัน ที่เคยไม่เข้าใจ ทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ไว้ใจ ก็จะมาเข้าใจกันได้
"สิ่งสำคัญคือสติ มากกว่าความรู้ เพราะเด็กต้องรู้เท่าทันโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดร็ว ไม่ว่า เกม อินเตอร์เนท" ผู้ร่วมเสวนาอีกคนกล่าว และหลายคนก็มีส่วนร่วมโดยต่างเผยมุมมองของตนตามมาอย่างกระตือรือร้น
Relate topics
- เปิดฝายคลองแห บทบาทร่วมจัดการสิ่งแวดล้อมแบบ “พี่ใหญ่-น้องเล็ก”
- สัจจธรรมก้าวสู่สงขลาพอเพียง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ยั่งยืน ด้วยสัญญาใจ
- สมัชชาออนแอร์ พื้นที่ความคิดทะลุความจริง
- การจัดการข้อมูลข่าวสาร ประโยชน์อันตกแก่ผู้มีส่วนร่วม
- ละครเวที4+1 จากตำนานชุมชน โยงยุคปัญหาใหม่
- ขอเชิญร่วมงานตลาดนัดสร้างสุขคนสงขลา และสานรักครอบครัวครั้งที่ 3
- มะโย่ง วัฒนธรรมนำสันติสุข
- ชิงโค-ชงโค ป่าชุมชนเปิดประวัติท้องถิ่น
- กระแสขานรับอาหารปลอดภัย รัศมีกระเพื่อมสวนวิกฤติสุขภาพ
- ผู้สูงอายุแข็งแรง พาชุมชนเข้มแข็ง
