เส้นทางอุบัติ...แห่งอุบัติเหตุ
สรุปมาบอกเล่าจากหนังสือเรื่องเส้นทางอุบัติแห่งอุบัติเหตุ เขียนโดย ยุทธนา วรุณปิติกุล ภายใต้การสนับสนุนการจัดพิมพ์โดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ประวัติยานยนต์
"ยานอันมีล้อ" ที่ปัจจุบันรียกกันว่า รถยนต์เข้ามาในเมืองไทยสมัยรัชกาลที่ห้า คนไทยเรียกตามฝรั่งว่ามอเตอร์คาร์ แต่แล้วจะด้วยผู้ขับขับไปชนไปทับคนตาย หรือเห็นมันสร้างด้วยเหล็กลักษณะขึงขัง เก็งว่าหากมันชนทับใครก็ถึงตายแน่ๆ ชาวบ้านจึงตั้งชื่อภาษาไทยว่า รถมรณา และมรคา
ในปัจจุบันที่เรียกรถยนต์ทั่วไปหมด ไอ้คันที่วิ่งอาละวาดชนผู้คนและรถราคันอื่น ตลอดจนสิ่งอื่นดะ เพราะผู้ขับดื่มเหล้าเข้าไป เมาแประ หรือหลับในนั่นแหละ จึงมีคนเรียกว่า รถบัลลัยจักร์ (จากประวัติรัถยาน โดย ยศ วัชรเสถียร)
มีการประดิษฐ์ยานยนต์คันแรกของโลกในปี พ.ศ. 2240 และปี 2447 เป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลกตะวันตก อีก 7 ปีต่อมา ( 2454) ยานยนต์คันแรกก็เดินทางมาถึงราชสำนักสยาม
เพียง 51 ปี นับจากหลังสงคราโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2488) จนถึงปี พ.ศ.2543 จำนวนยายนต์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 40 ล้านคัน เป็น 680 ล้านคัน (17 เท่าตัว)
นับจากปี พ.ศ. 2400 เป้ฯต้นมา อุตสาหกรรมรถยนต์กลายเป็นอุตสาหกรรมสำคัญที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์เปลี่ยนชีวิตคนธรรมดา 2 คนที่มีฐานะยากจนให้กลายเป็นมหาเศรษฐี คนหนึ่งคือ เฮนรี่ ฟอร์ด ผู้ผลิตรถยี่ห้อฟอร์ด และอีกคนหนึ่งคือ จอห์น เดวิดสัน รอกกี้เฟลเลอร์ เจ้าของอุตสาหกรรมน้ำมันเชื้อเพลิง
ส่วนจักรยานยนต์นั้นคะเนว่าเข้ามาในประเทศไทยราวปลายรัชกาลที่ 5 หรือต้นรัชกาลที่ 6 ฝรั่งส่งเข้ามาขายให้คนหนุ่มขี่เล่นกันโก้ ๆ และอวดมั่งมี เพราะนอกจากแล้ว ยังต้องใช้น้ำมันเบนซินที่นำเข้าจากสิงค์โปร์ด้วย ยศ วัชรเสถียร ผู้อยู่ในยุคนั้นบันทึกไว้ว่า "ผู้ที่ขี่คือข้าราชบริพารหนุ่มๆของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า..อวดผู้คนไปตามถนนสายต่าง ๆ ในพระนคร ซึ่งขณะนั้นมีไม่กี่สาย เขาจะแต่งตัวให้เป็นที่สะดุดตาด้วยการนุ่งกางเกงแพรเซี่ยงไฮ้สีสดฉูดฉาด สวมเสื้อคอพวงมาลัยหรือไม่ก็แบบมิสกรี ตัดด้วยแพรบางๆ ตัวและแขนหลวมมาก แขนยาวลงมาเลยข้อศอก ทั้งนี้เพื่อให้มันพริ้วลม ไม่ใช้เข็มขัดแต่ใช้เคียนพุงด้วยแถบผ้าแพรบางๆ ทิ้งชายยาวเพื่อให้มันสะบัดลม สวมรองเท้าคัตชูหนังเป็นเงาปลาบ นั่งบนอานรถก็ไม่นิยมนั่งคร่อมอย่างขี่ม้า แต่นั่งไขว้ขามาทางเดียวกัน มันเป็นท่านั่งที่โก้เก๋นักหนาก็จริง แต่มันก็เป็นที่นั่งที่วอนเคราะห์ดีมากด้วย เพราะหากเกิดแอคซิเดนต์รถสะดุดหินคว่ำข้าวเม่า ใครรู้เข้าก็มีแต่นึกสมน้ำหน้า"
"รถยนต์คันแรกที่เข้ามาเมืองไทยดูเหมือนจะเป็นของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี(มนตรี) เอาเข้ามาครั้งไปทวีปยุโรป หรือไม่ก็คงมีฝรั่งเอาเข้ามาแล้วมาขายให้ เป็นปกติของเจ้าพระยาสุรศักดิ์ ชอบของใหม่ๆ แปลกๆ ได้ยินว่าใส่เกียร์ยากล้นพ้น แล้วก็หายสูญไปคงเป็นอันใช้ไม่ได้ ที่ใช้ได้จริงจังจำได้ว่า กรมหลวงราชบุรี(ดิเรกฤทธิ์) เอาเข้ามา" ข้อความจากลายพระหัตถ์ของสมเด็จกรมพระยานริศรานุตติวงศ์ ซึ่งทรงมีถึงสมเด็จกรมพระยาราชานุภาพ กล่าวถึงรถยนต์คันแรกที่นำเข้ามาในสยาม แต่มอเตอร์คาร์นั้นใช้การไม่ได้ เพาะขึ้นสะพานไม่ไหว ต่อมากรมหลวงราชบุรี ทรงสั่งให้บริษัทเมอเซเดส-เดมเลอร์ สร้างแบบคูเป้ขึ้นมาคันหนึ่งเพื่อถวายพระราชบิดา (ร.5) ซึ่งพระองค์ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อว่า แก้วจักรพรรดิ และโปรดให้สั่งรถยี่ห้อเดียวกันนี้เข้ามาเพิ่มอีกเพื่อพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี จากนั้นเจ้านายและเศรษฐีคหบดีผู้มีเงินทั้งหลายก็อยากมีบ้าง จึงพากันสั่งซื้อ ฝรั่งสบโอกาสงามที่จะโกยเงินจากกระเป๋าเศรษฐีไทย จึงตั้งบริษัทและห้างสั่งขายรถยนต์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 รถยนต์ซึ่งเคยเป็นของใช้เฉพาะชนสยามชั้นสูงก็เริ่มเป็นที่แพร่หลายในหมู่ประชาชนนับแต่นั้นมา
ระบบขนส่ง/องค์ประกอบของระบบขนส่ง
"ทุกวันนี้ชาวกรุงเทพใช้เวลาที่ดีที่สุดและเลวที่สุดของวันอยู่บนท้องถนน อารมณ์ที่แจ่มใสในยามเช้าถูกทำลายไปเมื่อนำตัวสู่ท้องถนน ความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานแต่ละวันถูกเพิ่มด้วยความท้อแท้หงุดหงิดเมื่อนำตัวกลับมาสู่การจราจรในตอนเย็น...ระหว่างที่รถติดอย่างสาหัสวันหนึ่ง คิดอะไรเล่นๆ อย่างนี้.........
"ถ้าชาวกรุงเทพคนหนึ่งเกิดและ(หรือเป็นบ้า) ตายเมื่ออายุ 40 ปี สมมติว่าเด็กคนนั้นเริ่มไปโรงเรียนเมื่ออายุได้ 4 ขวบ โดยใช้เวลาเดินทางไปกลับวันละ 4 ชั่วโมงและใช้เวลาเท่าๆกัน เมื่อเติบโตขึ้นจนกระทั่งตาย(หรือเป็นบ้า) จะเท่ากับเดือนละ 80 ชั่วโมง ปีละ 960 ชั่วโมง ...36 ปีของช่วงชีวิตน้อยๆของชายผู้น่าสงสารคนนั้นใช้เวลาเดินทางอยู่บนถนนนานถึง 34,560 ชั่วโมง หรือ 4 ปี.....นั่งอยุ่บนรถเมล์" จาก จราจร..จราจล ของ นภันต์ เสวิกุล ในมติชนรายวัน 16 พ.ค.2536
การเดินทางโดยระบบมวลชนขนส่งไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร เช่น การโดยสารรถไฟที่เริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ได้ชะลอตัวลงและหยุดการพัฒนาอย่างชัดเจนในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา
การเดินทางด้วยยานยนต์ยังเป็นการเดินทางหลักของคนไทย เพียงแต่เปลี่ยนจากรถขนส่งมวลชนมาเป็นพาหนะส่วนตัวมากขึ้น โดยเฉพาะนับตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจฟองสบู่(2531) เป็นต้นมา คนที่มีเงินมากจะซื้อรถยนต์และปิกอัพ คนที่มีเงินน้อยจะซื้อจักรยานยนต์ ในการขนส่งสินค้าภายในประเทศเปลี่ยนมาใช้รถบรรทุกและปิกอัพเป็นหลักเพราะโรงข่ายถนนที่เชื่อมระหว่างหมู่บ้านสะดวกกว่าการขนส่งทางน้ำและรถไฟ การเดินทางที่ประหยัดและเหมาะกับมวลชนมากกว่าจึงลดความสำคัญลงไป
ส่วนการเดินทางด้วยทางเลือกอื่น เช่นการเดินเท้าหรือใช้จักรยานก็ไม่มีโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ทางเดินเท้าและทางจักรยานที่ดีรองรับ ทำให้ผู้ใช้ถนนไม่สะดวกและไม่ปลอดภัยจึงไม่ได้รับความนิยม
การขนส่งไม่ว่าจะเป็นคนหรือสินค้า ระยะใกล้หรือระยะไกล หมายถึงการแบกน้ำหนักรถไปด้วย แม้จะมีผ็เดินทางเพียงคนเดียวก็ตามและยังหมายถึงพลังงานเชื้อเพลิงที่สิ้นเปลือง มลภาวะทางเสียงและอากาศ รวมทั้งความเสี่ยงของอุบัติเหตุจราจรที่เพิ่มตามความถี่ของการเดินทางที่มากขึ้น
ระบบขนส่งมวลชนไม่ใช่วิธีเดินทางหลักของคนไทย ในการเดินทางประจำวัน คนกรุงเทพที่ใช้รถเมล์เป้ฯระบบขนส่งมวลชนหลักและเสริมด้วยวิธีอื่นๆ เช่น รถไฟฟ้า เรือ มีเพียง 33 % เท่านั้น ในขณะที่ประชากรในเมืองอื่นๆในเอเชียใช้ระบบขนส่งมวลชนสูงกว่าคนกรุงเทพ 1 เท่าตัว คือ 64 %
ทางหลวงชนบทสายแรกของสยามคือ ถนนจากสงขลาไปไทรบุรี สร้างขึ้นเมื่อ 141 ปีก่อนในสมัยรัชกาลที่ 4 (2405) การก่อสร้างถนนในสมัยนั้นใช้เทคโนโลยีแบบเก่า จนหลังสงครามโลกครั้งที่สองจึงมีการสร้างทางหลวงตามหลักวิศวกรรมการทางสมัยใหม่ เมื่อสหรัฐเข้ามาสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 (สระบุรี - นครราชสีมา) หรือมิตรภาพ จากนั้นจึงมีการสร้างทางหลวงแผ่นดินจำนวนมากเชื่อมจังหวัดกับจังหวัด จังหวัดกับอำเภอ ตลอดจนการก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองหลายสายเพื่อบรรเทาปัญหาจราจรติดขัดในชุมชนเมือง ส่วนทางหลวงสายรองและสายย่อยที่เชื่อมหมู่บ้านกับตำบลและตำบลกับอำเภอ สร้างเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2512-20 หลังโครงการก่อสร้างถนนชนบทเป็นโครงข่ายเชื่อมต่อกับทางหลวงสายรองซึ่งแล้วเสร็จก่อนหน้านี้ราว 10 ปี
ถนน เมืองและการใช้ที่ดิน / การตัดและขยายถนนจำนวนมาก ทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานและการกระจุกตัวของความเป็นเมืองตามแนวยาวของเส้นทางคมนาคม
ระบบการใช้ที่ดินที่ไม่สอดคล้องกับการตัดถนนที่เป็นสายยาวเหยียด ไม่เป็นตารางและจัดบ่งพื้นที่เป็นบล็อกที่ง่ายต่อการเข้าถึงเมื่อระบบขนส่งรถที่ส่งเสริมการใช้รถส่วนตัวผนวกกับการตัดถนนที่ไม่มีการวางแผนให้สอดคล้องกับการใช้ที่ดินและการขยายตัวของเมือง อนาคตหลังการตัดถนน คือการก่อปัญหาการจราจรที่หนาแน่น เสียเวลาในการเดินทาง สิ้นเปลืองพลังงาน และความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ
จากนโยบายเร่งการก่อสร้างถนนชนบทและการทุ่มเงินลงทุนมหาศาลส่งผลให้หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องรับภาระเกินขีดความสามารถ ถนนจำนวนมากสร้างเสร็จโดยไม่มีคุณภาพ เกิดความเสียหายอย่างรวดเร็ว หลายสายต้องมีการบูรณะหลังจากสร้างเสร็จเพียง 3-5 ปี
ในปี พ.ศ.2493 จำนวนรถยนต์จดทะเบียนทั่วประเทศมี 25,006 คัน ภายในเวลา 5 ปี จำนวนรถยนต์เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว เป็น 63,073 คันในปี 2498 แต่ข้อมูลล่าสุดบอกว่า ปริมาณรถเพิ่มจาก 8,000,000 คันเป็น 16,000,000 คัน ใน 6 ปี(2539-2545) / คนกรุงเทพรวยรถกว่าคนโตเกียว
ปี 2546 คนไทยถือครองรถจักรยานยนต์ 3.9 คน ต่อ 1 คัน คิดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากไต้หวันที่อยู่ในอัตราถือครอง 2 คนต่อ 1 คัน (ปี46 คนไทยขับขี่รถจักรยานยนต์ 17 ล้านคัน)
ถนนชนบทสร้างเพื่อซ่อม
ผลกระทบจาการใช้ยานยนต์ ที่สาธารณชนจะได้รับมีในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ความแออัดจอแจ อากาศพิษ ทางเดินเท้าที่หายไป พลังงานที่ร่อยหรอ โรคทางเดินหายใจ และความเครียด ที่เห็นชัดเจนคือปัญหาสภาวะแวดล้อมมลพิษทางอากาศจากควันที่ออกจากท่อไอเสียของรถและเพื่อลดปริมาณสารตะกั่วลงเจ้าของต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับการใช้น้ำมันเบนซินไร้สานตะกั่ว แต่ถึงอย่างนั้นมลพิษทางอากาศก็ยังสัมผัสได้อย่างชัดเจนแม้ด้วยตาเปล่าในทุกเมืองที่มีปริมาณรถหนาแน่น เช่น กรุงเทพ เชียงใหม่ หาดใหญ่ ขอนแก่น
ข้อมูลการปล่อยมลพิษจากยานยนต์ในปี 2543
คาร์บอนมอนนอกไซต์ 453,000 ตัน
ไนโตรเจนออกไซต์ 208,000 ตัน
ซัลเฟอร์ไดออกไซต์ 21,000 ตัน
ฝุ่นละอองขนาดเล็ก 16,000 ตัน
คาร์บอนไดออกไซต์ 46,401,000 ตัน
อุบัติเหตุ / สาเหตุ สถิติอุบัติเหตุจราจร 1)ในปี พ.ศ.2500 ยอดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรของคนไทยตลอดทั้งปี เท่ากับ 788 คน แต่เฉพาะเทศกาลสงกรานต์ปี 2545 ปีเดียว มีผู้เสียชีวิตถึง 606 คนใน 7 วัน
2)จำนวนผู้บาดเจ็บและพิการจากอุบัติเหตุในวาระปกติเพิ่มขึ้นทุกปี ท้องถนนเป็นแหล่งผลิตคนพิการปีละประมาณ 100,000 คนและผลิตลูกกำพร้าจำนวนหนึ่งสม่ำเสมอ
3)64 % ของอุบัติเหตุเกิดในเวลากลางคืน และ 30 % ของอุบัติเหตุเกิดโดยไม่มีคู่กรณี
4)ปี 2546 เกิดอุบติเหตุในประเทศไทยเฉลี่ย 1 ครั้งต่อทุก 100 กม. มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรปีละ 13,000 - 25,000 ราย หรือชั่วโมงละ 1-3 คน บาดเจ็บสาหัสปีละ 600,000 คน ค่าเสียหายประมาณ 9,000 ล้านบาท
5)ณ ปัจจุบัน คนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรเฉลี่ย 1.5 -2 คน ต่อชั่วโมง เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจปีละ 106,367 ล้านบาท
6)ราคาต่อหัวของอุบัติเหตุ (ประมาณการความเสียหายทางเศรษฐกิจเหตุจรราจร ปี พ.ศ. 2536 โดย ทีดีอาร์ไอ)
ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจร หมายถึงความสูญเสียประมาณ 4,800,000 บาท
ผู้พิการจากอุบัติเหตุจราจร หมายถึงความสูญเสียประมาณ 3,300,000 บาท
ผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจร หมายถึงค่าใช้จ่ายประมาณ 15,000 บาท
7)อุบัติเหตุจราจรทางบกเกิดขึ้นเพิ่มจาก 44,000 ครั้ง ในปี พ.ศ.2534 เป็นระดับแสนครั้งต่อปี ในพ.ศ.2537
8)หากเปรียบเทียบจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุและจำนวนพาหนะของไทยและสหรัฐ ในระหว่างปี พ.ศ.2500-2504 ตัวเลขของไทยจะสูงกว่าสหรัฐอเมริกา 10 เท่า
9)ในช่วง 9 ปี (ระหว่างปี 2496 - 2504 )จำนวนยานยนต์ทั่วประเทศของไทย เพิ่มขึ้นในอัตรา 199 %
10) 1 ใน 3 ของอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับวัยรุ่น อายุ 15 -24 ปี สาเหตุจากการเมาสุรา การแข่งขันใช้ความเร็วสูง ขับขี่ยามวิกาล และไม่ใช้อุปกรณ์เสริมความปลอดภัย
11)18 ปี ไทยโดนนิวเคลียร์ 2 ลูก / จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรในรอบ 18 ปี (2524-2542) ของไทยเท่ากับญี่ปุ่นเสียหายจากนิวเคลียร์ 2 ลูก / อุบัติเหตุจราจรคร่าชีวิตคนไทย 156,737 คน เท่ากับ 80 % ของคนญี่ปุ่นทั้งหมดที่เสียชีวิตจากระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ(เสียชีวิต 192,545 คน)ในสงครามโลกครั้งที่ 2 / ในขณะที่จำนวนผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรของไทยเท่ากับ 560,544 คน มากกว่าผู้บาดเจ็บจากระบิดนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่นถึง 3.6 เท่า
12)จากการสำรวจพบว่า ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่รู้ว่ามีความเสี่ยงต่อการถูกจับเพราะทำผิดกฎการการไม่สวมหมวกนิรภัย หรือไม่คาดเข็มขัด แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่นิยมสวมหมวกนิรภัยและไม่ยอมคาดเข็มขัดนิรภัย
13)80% ของอุบัติเหตุจราจรทั้งหมดเกิดจากจักรยานยนต์ และ 50 %ของอุบัติเหตุจราจรที่เกิดจากจักรยานยนต์ไม่มีคู่กรณี และ 84%ของผู้ประสบอุบัติเหตุจราจรเป็นผู้ขับขี่ที่ไม่สวมหมวกนิรภัย ในขณะที่ 89 %เป็นผู้ซ้อนท้ายที่ไม่สวมหมวกนิรภัย แสดงว่ามีแค่ 11 คนของผู้ซ้อนท้ายที่สวมหมวกนิรภัยเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ
14) 82 % ของผู้ขับขี่ที่ได้รับบาดเจ็บไม่คาดเข็มขัดนิรภัย และ 83% ของผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บไม่คาดเข็มขัดนิรภัย
15)อายุของผู้ประสบอุบัติเหตุจราจร
16)พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุในการขับรถ ได้แก่ ขับรถขณะมึนเมา ขับรถโดยประมาท เช่น โทรศัพท์ขณะขับรถ ไม่ให้สัญญาณไฟ ไม่เช็กสภาพรถ ใช้ความเร็วสูง ฝ่าไฟแดง ไม่ใช้เข็มขัดนิรภัย ขับรถขณะง่วงนอน คึกคะนอง ไม่รู้กฎจราจร
17) 20 เส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดบนทางหลวงในปี 2544
แนวทางแก้ไข
การเพิ่มมาตรการตรวจจับการทำผิดกฎจราจรของผู้ขับขี่ให้เข้มงวดขึ้น การรณรงค์ลดอุบัติเหตุจราจร การสนับสนุนเครื่องมือและงบประมาณเพื่อตรวจจับการทำผิดกฎจราจรของผู้ขับขี่ ถือเป็นภารกิจเบื้องต้นที่ต้องรีบปฏิบัติ
การขับขี่ปลอดภัย ทำได้โดย 1)ควรเปิดไฟขณะขับขี่ โดยเฉพาะเมื่อหมอกลงจัด ฝนตก หรือพื้นถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ 2)ไม่ควรบรรทุกน้ำหนักสิ่งของหรือคนโดยสารมากเกินจนรถเสียการทรงตัว 3)อย่าเร่งเครื่องให้เสียงดังเกินควร ควรติดตั้งเครื่องลดเสียงที่ท่อไอเสีย 4)ดูกระจกข้างและให้สัญญาณไฟก่อนเปลี่ยนช่องทาง 5)หลีกเลี่ยงการขับขี่ระหว่างช่องทางเดินรถ 6)ระมัดระวังบริเวณทางแยกและซอย 7)งดดื่มสุราก่อนการขับขี่ 8)สวมหมวกนิรมัยขณะขับขี่ทุกครั้ง 9)ไม่ควรขี่จักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูง 10)พกใบอนุญาตขับขี่รถติดตัวเป็นประจำ 11)ตรวจสอบสภาพรถยนต์ให้อยู่ในสภาพพร้อมขับขี่อยู่เสมอ 12)ควรขับขี่ชิดขอบทางด้านซ้ายของยานพาหนะอื่น ยกเว้นเวลาจะเลี้ยวขวา 13)รถต้องมีเลขทะเบียนท้ายรถ ต่ออายุป้ายวงกลม เสียภาษีจักรยานยนต์ทุกปี
การเลือกหมวกนิรภัย
เข็มขัดนิรภัย
เมาไม่ขับ ประหยัดหมื่นล้าน
สามเส้าแห่งอุบัติเหตุ : คนและถนน ยานยนต์ กฎหมาย คน : พฤติกรรมผู้ขับขี่ ทัศนวิสัย / ตาพร่ามัว / ระยะเวลากับการตัดสินใจ วิศวกรรมจราจร : สภาพถนน กฎหมายและการบังคับใช้ แผนที่ออกจากถนนแห่งอุบัติเหตุ องค์ความรู้และงานวิจัย ดัชนีอุบัติเหตุและระบบฐานข้อมูล
สิ่งละอันพันละน้อย
ล้อ ชิ้นส่วนของยานยนต์มีการประดิษฐ์คิดค้นตั้งแต่ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล
สถิติผู้โดยสารระบบขนส่งมวลชนในช่วง 20 ปี (2515 - 2535)
คนนั่งรถประจำทาง ลดลง (จาก 53 % เหลือ 34 %)
คนนั่งรถยนต์ส่วนตัว เพิ่มขึ้น (จาก 22 % เป็น 36 %)
คนนั่งรถจักรยานยนต์ เพิ่มขึ้น (จาก 7 % เป็น 20 %)
กรุงเทพฯ มีประชากรรถใหม่เพิ่มขึ้นวันละ 600 คัน ซึ่งหากนำมาจอดเรียงกันต่อกัน จะต้องใช้พื้นที่ถนนยาวถึง 3 กม. ดังนั้นเพื่อให้พื้นที่ถนนเพียงพอกับจำนวนรถยนต์ตามอัตราการเพิ่มที่ว่านี้จะต้องมีการตัดถนนเพิ่มทุกวันวันละ 3 กม.
ประเทศไทยกำหนดทางหลวงแผ่นดินเป็นตัวเลข 1-4 หลัก เลขตัวเดียวหมายถึงทางหลวงสายประธาน มี 4 สาย ไปยังภาคต่าง ๆ สาย เหนือคือถนนพหลโยธิน สายตะวันออกเฉียงเหนือคือถนนมิตรภาพ สายตะวันตกคือถนนสุขุมวิท และสายใต้คือถนนเพชรเกษม
เลขสองตัว หมายถึงทางหลวงสายรองประธาน เชื่อมภาคกับจังหวัดและจังหวัดกับจังหวัด / เลขสามตัวหมายถึงทางหลวงสายรองประธานเชื่อมจังหวัดกับจังหวัดและจังหวัดกับอำเภอใหญ่ๆ / เลขสี่ตัวหมายถึงทางหลวงที่เชื่อมระหว่างอำเภอกับอำเภอ และอำเภอกับหมู่บ้าน
ทางหลวงมี 7 ประเภท 1)ทางหลวงพิเศษ คือทางหลวงที่ออกแบบเพื่อให้การจราจรผ่านได้ตลอดรวดเร็วเป็นพิเศษ 2)ทางหลวงแผ่นดิน คือทางหลวงที่มีความสำคัญด้านเศรษฐกิจ การปกครองและการป้องกันประเทศ ติดต่อกับภูมิภาคสำคัญทั่วประเทศ มีกรมทางหลวงเป็นผู้ก่อสร้าง บูรณะและบำรุงรักษา 3)ทางหลวงจังหวัด คือทางหลวงที่เชื่อมระหว่างศาลากลางจังหวัดกับอำเภอหรือสถานที่สำคัญของจังหวัด 4)ทางหลวงชนบท คือ ทางหลวงนอกเขตเทศบาลและเขตสุขาภิบาลที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบการก่อสร้างและบำรุงรักษา 5)ทางหลวงเทศบาล คือทางหลวงในเขตเทศบาลที่เทศบาลเป็นผู้ก่อสร้าง ขยาย บูรณะและบำรุงรักษา 6)ทางหลวงสุขาภิบาลคือทางหลวงในเขตสุขาภิบาล ที่สุขาภิบาลเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง บูรณะและบำรุงรักษา 7)ทางหลวงสัมปทาน คือ ทางหลวงที่รัฐบาลให้สัมปทานแก่เอกชนสร้างขึ้นเพื่อการคมนาคมหรือเพื่ออุตสาหกรรม
แจ้งข้อมูลถนนชำรุดหรือจุดอันตรายบนท้องถนนทั่วประเทศได้ที่ ตู้ปณ.99 ปณจ.สามเสนใน กรุงเทพฯ 10900
สีป้ายทะเบียน
สีขาว รถยนต์ส่วนบุคคล รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล
สีเหลือง รถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด รถยนต์รับจ้างโดยสารไม่เกิน 7 คน รถยนต์สามล้อ-สี่ล้อรับจ้าง
สีเขียว รถยนต์บริการธุรกิจ รถยนต์บริการทัศนาจร รถยนต์บริการให้เช่า
สีแดง รถยนต์เพื่อขายหรือซ่อม
สีฟ้า รถองค์การระหว่างประเทศ
Relate topics
- สงขลายอดตายใกล้ทะลุเป้า ทางหลวงใต้คุมเข้มลดการสูญเสีย
- อุบัติเหตุจราจรดัชนีวัดมาตรฐาน อปท.
- สงขลาจัดหมอนวดคลายอ่อนเพลียริมถนนรับมืออุบัติเหตุสงกรานต์
- เผยตัวเลขคนตายจากอุบัติเหตุจราจรวันละเกือบ 40 คน
- ทางหลวงเตือนระวัง 96 จุดอันตรายเส้นทางทั่วประเทศ
- รพ.หาดใหญ่ เปิดศูนย์ประสานงานเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ
- แผนสุขภาพประเด็นการป้องกันและลดอุบัติเหตุจราจร
- รายงานการประชุม วันที่ 7 สิงหาคม 2549 ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา
- ร่างแผนสุขภาพประเด็นการป้องกันและลดอุบัติเหตุจาการจราจร
- รายชื่อผู้เข้าร่วม
ไก่วรายุทธิ์ (Not Member)