ความรู้สร้างสรรค์ "สุขภาวะ"
วิมล อังสุนันทวิวัฒน์
ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ ที่ประเทศของเราเลือกพัฒนาสู่ความเป็นอุตสาหกรรมอันทันสมัย โดยแลกกับการสูญเสียทุนทางสังคมที่สั่งสมร่วมกันมานานนับพันๆ ปี แล้วไปทำลายทรัพยากรสิ่งแวดล้อมให้เสื่อมโทรม และสร้างมลภาวะอย่างรวดเร็ว กระทบถึงคุณภาพชีวิตลดระดับลง ผู้คนต้องเผชิญทั้งโรคร้ายจากพฤติกรรมการกินอยู่ไม่เหมาะสม และอุบัติภัยนานา
สมบัติ เหสกุล นักวิจัยอิสระ ชี้ว่า "เราจะรอดได้ต้องชวนกันมาคุยทุกฝ่าย ให้เกิดองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตจริงๆ จากเงื่อนไขของคำว่า 'นโยบายสาธารณะ' "
"การพัฒนาประเทศเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมนั้น กำลังมีการตัดสินใจต่างๆ ด้วยคนเพียง 2-3 % ของประเทศ เหมือนในอดีตที่รัฐบาลเผด็จการ มีคนกลุ่มน้อยใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ กระบวนการของการพัฒนานโยบายที่ผ่านมา ถ้าไม่ใช่องค์กรด้านสหพันธ์วิจัยแล้ว การกำหนดนโยบายไม่ได้อยู่บนฐานของความรู้ แต่กำหนดจากการต่อสู้ทางการเมือง และการแย่งชิงผลประโยชน์ เป็น 'ผลประโยชน์ทับซ้อนของนักการเมือง' หรือ 'การคอรัปชั่นทางนโยบาย' เป็นการตัดสินใจของนักการเมือง บวกกับข้าราชการที่เอาใจนาย รวมถึงการพัฒนาแบบตะวันตก โดยไม่ดูตัวเองว่า อะไรคือวิถีการผลิตของสังคมตะวันออก บริบทของสังคมไทยควรอยู่อย่างไรในเชิงเศรษฐกิจ"
เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะคนไทยเข้าใจผิดว่า "นโยบายสาธารณะ" เป็นภาระของนักการเมือง หรือข้าราชการเท่านั้น คำนี้ภาษาอังกฤษคือ "Public Policy" คำว่า "สาธารณะ" คือ เรื่องของทุกคนในสังคมมาช่วยกันดูแล "นโยบาย" คือ แนวทางปฏิบัติการ จึงหมายถึงแนวทางปฏิบัติการเชิงสังคม ที่ทุกคนมีส่วนร่วมมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยให้คุณค่าที่หลากหลาย ทั้งในเชิงสิ่งแวดล้อม เชิงสุขภาพ เชิงเศรษฐกิจ หรือเชิงสังคม เข้ามาร่วมพูดคุยจนเกิดแนวทางปฏิบัติและข้อตกลงร่วมกัน
ที่ผ่านมาประเทศกำลังพัฒนาก็เข้าใจผิดว่า "สาธารณะ" หมายถึง "รัฐบาล" เพราะการถูกครอบงำด้วยรัฐรวมศูนย์อำนาจมาตลอด ก็เข้าใจว่ารัฐเป็นผู้ดูแล กลายเป็น "Government Policy" ซึ่งหมายถึงนโยบายที่รัฐบาลตัดสินใจเอง เช่น โครงการเอื้ออาทรทั้งหลาย หรือเข้าใจไปว่าเป็น "State Policy" หรือนโยบายของรัฐ ที่ประกอบด้วย รัฐบาล ประชาชนทุกชนชั้น ในทางรัฐศาสตร์ หมายถึง องค์ประกอบของทุกสิ่งที่ทำให้เกิดเป็นรัฐ ประเทศทั้งประเทศ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ความเข้าใจผิดดังกล่าวส่งผลให้คนในสังคมต่างคนต่างอยู่ ขาดความตระหนักถึงภาระรับผิดชอบต่อเรื่องของส่วนรวมยิ่งขึ้นทุกวัน
การที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะได้ โดยที่ไม่ถูกมองว่ากำลังต่อต้านรัฐบาล ตรงนี้สำคัญมาก คนไทยมักมองแต่สิ่งที่กระทบถึงตัวจึงจะลุกขึ้นเรียกร้อง แต่อะไรที่ไกลตัวบอกว่า "ไม่ใช่เรื่องของเขา" นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยก็เช่นกัน เมื่อเอามาเทียบกับกระบวนการนโยบายสาธารณะ ในเชิงของคำว่า "สาธารณะ" แล้ว เข้าใจกันหรือเปล่าว่า มีพัฒนาการอย่างไร ควรจะนำเสนอทำให้เห็นภาพได้ว่า ทุกคนที่อยู่ในกระบวนการ อยู่ตรงส่วนไหนบ้าง แล้วเราจะไปสร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมได้ตรงไหน
การพัฒนาอุตสาหกรรมนั้น เป็นนโยบายจากโครงสร้างข้างบนของสังคม ถูกกำหนดจากภาครัฐไปมุ่งเน้นมากจนลืมภาคเกษตรกรรม ทั้งที่คนในภาคเกษตรกรรมมี 60 % บริการ 25-35 อุตสาหกรรม 10-15 % เพราะมองกันแต่รายได้ มุ่งหวังความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก จึงกระทบต่อการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่สมดุล แต่กระบวนการมีส่วนร่วมเป็นกระบวนการจากข้างล่างขึ้นมา จึงยากที่จะมาพบกันได้ ทิศทางการพัฒนาที่ถูกกำหนดโดยคนกลุ่มน้อยของสังคม ทำให้อุตสาหกรรมไม่เป็นวิถีชีวิตหรือวิถีการผลิตของไทย กลายเป็นสิ่งที่แปลกปลอมของสังคม
นักเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะสำนักนีโอคลาสสิก อาจจะเชื่อว่าสังคมต้องมีพัฒนาการ ก้าวจากภาคเกษตร สู่อุตสาหกรรม และภาคบริการในที่สุด ทว่าสังคมตะวันตกจะพัฒนาสังคมของเขาโดยมีการศึกษาก่อนว่า เขาจะแบ่งปันจัดสรรทรัพยากรอย่างไร แต่สังคมไทย ณ วันนี้ ไม่ได้คำนึงถึงการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรมและให้คุณค่ากับการพัฒนาตัวเองในระดับไหน
'เราควรเรียนรู้กันใหม่ว่า' จะสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างไร การพัฒนาไปทิศทางใด ต้องตั้งคำถามว่า 'คนเราตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ต้องได้รับปัจจัยสี่ อุตสาหกรรมไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้ายในความยั่งยืนของชีวิต' เราลืมคิดกันไปว่า การพัฒนาเศรษฐกิจ 'มีข้อจำกัดและมีเงื่อนไข วันที่ที่ดินเพื่อการเกษตรหมดไปจะพัฒนาเกษตรอย่างไร แล้วอุตสาหกรรมของเรา เป็นแบบญี่ปุ่นที่ทรงประสิทธิภาพเรื่องเทคโนโลยี องค์ความรู้ การวิจัยและพัฒนา' หรือไม่อุตสาหกรรมของเราไปไม่ถึง เพราะการพัฒนาต้องมาจากพื้นฐานวัฒนธรรม และเศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาวันนี้รัฐบาลระบุมาว่าจะพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งรองรับแรงงานได้น้อย เมื่อเทียบกับภาคเกษตรกรรม เรามีอุทาหรณ์ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ถ้าประเทศไทยไม่มีภาคเกษตรกรรมที่แข็งแรง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ไทยจะเป็นเหมือนอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ไหม ที่แย่งชิงอาหารกัน
การพัฒนาอุตสาหกรรมต้องกลับมาดูพื้นฐานว่า เราพร้อมพัฒนาอะไร และไม่ควรเร่งใช้ทรัพยากรอย่างขาดความสมดุล สิ่งที่ควรตระหนักคือ อุตสาหกรรมของเรายังต้องพึ่งพาทรัพยากรจากภายนอกประเทศ รวมทั้งมีมลพิษต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันก็มีคุณประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ผมอยากชวนให้ทุกคนเข้ามาช่วยกันกำหนดทิศทางการพัฒนาที่ทำให้ทุกคนอยู่ดีมีสุขบนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่ล่องลอยไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์ ถ้าการกำหนดนโยบายสาธารณะตกอยู่ในมือของคนเพียงกลุ่มเดียว จะทำให้เรามั่งคั่งไม่จริง เพราะจะกลายเป็นเรื่องที่ฉาบฉวยเหมือนตลาดหุ้น ถ้าอุตสาหกรรมวันนี้ไม่มีคนซื้อหรือความต้องการทางการตลาดเต็มแล้ว จะต้องผลิต Innovation ใหม่ๆ อย่างไร อุตสาหกรรมก็ต้องหยุดตัวเอง เราต้องมองย้อนกลับไปว่าชีวิตต้องการอะไร สุขภาพต้องการอะไร
การพัฒนาอุตสาหกรรมในทางสร้างสรรค์สามารถทำได้ ถ้ามีการคิดอย่างเป็นระบบที่ทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน บนรากฐานที่มีอยู่ คือเรื่องการเกษตร การพัฒนาที่บิดเบี้ยวไปแล้วบ้าง จะแก้ไขได้ด้วยการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมคิดบนพื้นฐานความเป็นจริงของสังคมไทย โดยคำนึงว่าเศรษฐกิจที่มีผลกระทบภายนอก (Externality Cost) คือ เรื่องของคน การเจ็บป่วย สิ่งแวดล้อม ทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกทำลาย ต้องเอามาคิดรวมด้วย จะทำอย่างไรให้ภาคอุตสาหกรรมรับผิดชอบต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แม้จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่อนาคตคือความสุขของทั้งสังคม ถ้าวันนี้เราปกป้องสิ่งแวดล้อมดี ก็ไม่ต้องเสียเงินฟื้นฟูจะดีขึ้นทั้งหมดเอง ควรมองให้ยาวไกล แล้วทำความเข้าใจให้มากขึ้น ผมไม่เห็นว่ามีอุตสาหกรรมอะไรที่จะต้องออกไปจากสังคมไทย แต่จะทำอย่างไรให้หันมาสนับสนุนสังคมมากขึ้น คนในสังคมมีสุขภาพดีขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้น แล้วอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งต้องชวนกันมาคุย แล้วช่วยกันกำกับดูแล ผลประโยชน์ได้ทุกคน
แม้วันนี้ประเทศไทยจะเสื่อมโทรมลงไปในหลายด้าน แต่ใช่ว่าจะหมดทางเยียวยา เพราะสำนักงานปฏิรูปสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) เล็งเห็นภารกิจดังกล่าว จึงผลักดันให้เกิดสมัชชาสุขภาพ ที่มุ่งเน้นการใช้ความรู้ไปกำหนดนโยบาย ที่เรียกว่า "Policy Philosophy" หมายถึง การใช้ความรู้ตัดสินใจนโยบายสาธารณะอย่างมีคุณค่า โดยให้น้ำหนักทุกด้านเท่าเทียมกัน แล้วตัดสินใจบนฐานความรู้ความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกันเพื่อลดผลกระทบ ฉะนั้นคนตัดสินใจต้องดูทางเลือกของการพัฒนาหลายๆ ทาง โดยคนได้ประโยชน์ต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น แล้วไปลดผลกระทบของคนเสียประโยชน์ เป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขในสังคมให้เท่าเทียม
"จะเข้าไปมีส่วนร่วมได้อย่างไร" เราจะทำอย่างไรให้มีการนำความรู้ไปช่วยกำหนดนโยบายมากขึ้น แต่ปัญหาของบ้านเรา "วิธีการวิทยา" ทางการศึกษามีหลายปัจจัย ผมไม่อยากโทษการศึกษาอย่างเดียว มันอาจจะมองถึงการรวมศูนย์อำนาจในอดีต พอมาเป็นประชาธิปไตยแล้ว คนก็ยังติดอยู่ในบ่วงของการรวมศูนย์ พอถึงปี 2543-44 เป็นต้นมา กลับเข้ามารวมศูนย์อำนาจอีกแล้ว ยังไม่ทันปรับตัวเลย สมัชชาสุขภาพที่กำลังก่อร่างกันอยู่นี้ จะเปิดพื้นที่สาธารณะให้ทุกคนเข้ามาใช้แสดงความคิดเห็น พัฒนาองค์ความรู้และปัญญาของตัวเอง เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมจัดการเรื่องที่กระทบต่อสุขภาวะโดยรวม
เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว รัฐบาลกลางพยายามจะใช้อำนาจและระบบงบประมาณของตัวเอง ไปทำลายภูมิปัญญาท้องถิ่น ณ วันนี้ เราเริ่มมีพื้นที่ให้ออกมาแสดงความคิดเห็น พูดถึงข้อเท็จจริงจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจริงๆ เป็นความรู้ที่กระทบกับชีวิตประจำวัน เอาสิ่งเหล่านี้มาเชื่อมโยง เกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ คุยกันถึงผลที่เกิดขึ้น แล้วสร้างความเข้าใจร่วมกันและตรงกัน เพื่อไปกำหนดกระบวนการที่จะเป็นนโยบายการพัฒนาประเทศที่เป็นของทุกคนจริงๆ ต่อไป ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับองค์ความรู้จากสถาบันวิจัยต่างๆ ที่เป็นเรื่องทางวิชาการ หรือสิ่งที่เขาเชื่อในส่วนตัว บางอย่างก็ตัดสินใจบนข้อเท็จจริงแล้วเสนอทางเลือก บางอย่างก็เสนอไปตามที่รัฐบาลต้องการ ไม่ได้เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริง
กระบวนการสมัชชาสุขภาพที่เกิดขึ้นมานี้ จะเป็นคำตอบของสังคมผาสุกให้กับคนไทยได้เพียงไร วันนี้ยังไม่มีเค้าลาง เพราะกระบวนการกว่า 3 ปีที่ผ่านมา เป็นเพียงขั้นทดลอง ความมุ่งหวังจะเป็นจริงก็ต่อเมื่อร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติผ่านการพิจารณาจากสภา ตราเป็นกฎหมายสนองรับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ฉบับที่มีเจตนารมณ์มอบอำนาจการบริหารจัดการประเทศเป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน จะได้ร่วมกันสร้างสุขภาวะให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ไม่เพียงหวังว่าจะฝากอนาคตของทั้งสังคมไปตกอยู่กับผู้หนึ่งผู้ใด...หรือคนเพียงหยิบมือ!.
ที่มา : สำนักข่าวประชาธรรม
Relate topics
- การแยกขยะ มาตรวัดกึ๋นท้องถิ่นบ้านเรา/คอลัมน์...ได้อย่าง ไม่เสียอย่าง
- 'บุหรี่' เลิกไม่ยาก
- "ใช้เน็ตแบบปลอดภัย" โดย Security-in-a-Box
- เหตุผลที่พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืน
- ขนมบรรจุซอง ภัยร้ายใกล้ตัวเด็ก
- ปากคำ"แพทย์"เหยื่อพริตตี้ กลยุทธ์ขายยาล้ำ"จริยธรรม"
- เปิดโลกการอ่าน ตอนโลกการ์ตูน
- ระวัง ‘พริกน้ำปลา’ ภัยร้ายผู้สูงวัย มีโซเดียมเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด
- กระบวนการสอนสร้างอนาคตร่วมกัน - Future Search Conference (F.S.C.)
- เด็กไทยเห็นแก่ตัว “ให้” ไม่เป็น