สงกรานต์เงินสะพัด 9.2หมื่นล้าน เป้า7วันอันตรายตายไม่เกิน354
โพลสำรวจสงกรานต์ปีนี้เงินสะพัด 9.2 หมื่นล้าน เพิ่มขึ้น 3.94% จากปี 49 เหตุ ศก.ชะลอตัว ส่วนใหญ่กังวล อากาศร้อน อุบัติเหตุ จราจรติดขัด รองลงมาลักขโมย ลอบวางบึ้ม "มท."ตั้งเป้า 7 วันอันตราย 11-17 เม.ย.ตายไม่เกิน 354 ราย ด้าน"สธ."สั่ง รพ.-สถานีอนามัยทั่ว ปท.เตรียมอุปกรณ์-เลือดพร้อมรับมืออุบัติเหตุ มั่นใจไร้ปัญหา "อธิบดีกรมขนส่งทางบก"ตรวจเข้มรถโดยสารทุกคัน ผบช.ก.ระดม 3 พันนายดูแลสถานที่จุดเสี่ยง "คคบ."ขู่จับ-ปรับหนักขายกระบอกฉีดน้ำพีวีซี-พลาสติค โทษถึงคุก
นายศิลปะชัย จารุเกษมรันตนะ อธิบดีกรมขนส่งทางบก ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมและความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้รถสาธารณะในการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างตรวจเยี่ยมสถานการณ์ศูนย์ปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ถนนสายเอเชีย จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 5 เมษายน ว่า คาดว่าจะมีผู้ใช้รถสาธารณะไปท่องเที่ยวทำบุญและกลับภูมิลำเนามากกว่า 2 ล้านคน และมากกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 30% ซึ่งจะมีการตรวจความเรียบร้อยของรถและคนขับต้องมีคุณภาพก่อนจะออกจากท่ารถ จะมีการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของพนักงานขับรถก่อนออกเดินทางทุกครั้ง และจะปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อความมั่นใจของผู้ใช้รถสาธารณะ
"จะเน้นไปที่รถโดยสารทั้งประจำทางและไม่ประจำทาง เช่น รถบัสและรถตู้ ตลอดจนเพิ่มความเข้มในการตรวจรถกระบะที่ดัดแปลงมาบรรทุกผู้โดยสารจำนวนมาก พร้อมให้สำนักงานขนส่งทุกจังหวัดออกตั้งจุดบริการและเข้มงวดในการตรวจรถโดยสารทุกคัน" อธิบดีกรมขนส่งระบุ
นายศิลปชัยกล่าวว่า สำหรับผู้โดยสาร จะห้ามยืนบนรถ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและเชื่อว่ารถมีเพียงพอสำหรับบริการทุกคน เพราะมีการเพิ่มรถบริการไปต่างจังหวัด หากพบเห็นรถโดยสารที่ไม่ปลอดภัย สภาพเก่า ชำรุดทรุดโทรมมาก หรือพนักงานขับรถไม่สุภาพ ให้แจ้งมาที่ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ โทร.1584 ทันที
ที่โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวระหว่างไปตรวจราชการว่า เป็นห่วงการใช้เส้นทางถนนสายรองมากกว่าสายหลักในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากทุกปีที่ผ่านมา พบว่าอุบัติจำนวนมากเกิดขึ้นจากถนนสายรอง กำชับให้โรงพยาบาลประจำจังหวัด ประจำอำเภอ และสถานีอนามัยทุกแห่งทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์ช่วยชีวิต พร้อมรับมืออุบัติเหตุ ส่วนการเตรียมโลหิตมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหา
ทางด้าน นางรัศมี วิศทเวทย์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) เปิดเผยว่า คคบ.ออกประกาศห้ามขายสินค้าเครื่องฉีดน้ำที่มีลักษณะเป็นกระบอกสูบและใช้แรงอัดกระแทกน้ำในกระบอกสูบโดยตรงเป็นการชั่วคราว โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 36 วรรค 3 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 เนื่องจากในช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีผู้บริโภคบางกลุ่มนำเครื่องเล่นฉีดน้ำที่เป็นกระบอกสูบทำด้วยท่อพีวีซี หรือพลาสติค ซึ่งใช้แรงอัดกระแทกน้ำในกระบอกสูบโดยตรงมาเล่น จนทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บเมื่อความแรงของน้ำกระทบกับผิวหนังหรือดวงตา เครื่องเล่นฉีดน้ำดังกล่าวจึงเป็นสินค้าที่ก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อร่างกายผู้บริโภค ทั้งนี้ ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากผู้บริโภคพบเห็นการจำหน่ายเครื่องเล่นดังกล่าว สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน สคบ.1166
ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.มนตรี จำรูญ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวภายหลังประชุมหน่วยงานในสังกัด บช.ก. เพื่อเตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนช่วงเทศการสงกรานต์ว่า รวมกำลังที่นำมาดูแลจะไม่ต่ำกว่า 3,000 นาย เฉพาะของกองบังคับการตำรวจทางหลวงก็ 2,000 นายแล้ว โดยเตรียมอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ตรวจสภาพการจราจรระหว่างการเดินทาง มีจุดบริการประชาชน จุดลงเวลาและจุดตรวจสภาพรถ ในเส้นทางหลักสำคัญทั้งสายเหนือ สายใต้ สายตะวันออก และอีสาน ไว้เรียบร้อยแล้ว
"สำหรับผู้โดยสารที่เห็นว่าคนขับรถขับรถหวาดเสียวไม่น่าไว้วางใจก็แจ้งมาที่ตำรวจทางหลวงได้ จะมีการสกัดจับหรือให้หยุดรถเพื่อตรวจสอบ" ผบช.ก.กล่าว และว่า สำหรับกองบังคับการอื่นๆ ในสังกัด จะระดมรักษาความปลอดภัยดูแลนักท่องเที่ยวในจังหวัดที่จัดงาน สอดส่องผู้ที่จะเข้ามาก่อเหตุวุ่นวายกระทบกับความมั่นคง แม้ในการข่าวยังไม่พบว่ามีการเตรียมก่อเหตุแต่ก็ต้องระมัดระวังไว้ก่อน ซึ่งจุดเสี่ยงก็อยู่ตามสถานที่ทองเที่ยวหรือจุดจัดงานที่มีคนเป็นจำนวนมาก
"นอกจากนี้ มีการระดมปราบปรามปืนฉีดน้ำที่เป็นอันตราย และกวดขันมาตรฐานหมวกนิรภัยที่ไม่ได้มาตรฐานเพื่อช่วยลดอุบัติเหตุ การรักษาความปลอดภัยในสถานีรถไฟ กวดขันไม่ให้มีผู้โดยสารนั่งที่บันได และ หลังคา การรักษาความปลอดภัยตามสถานีขนส่งที่สำคัญต่างๆ ในกรุงเทพฯ และตรวจตรารักษาความปลอดภัยในพื้นที่จัดกิจกรรมต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งการกวดขันจับกุมสถานบริการที่ฉวยโอกาสแสดงลามกอนาจารและเยาวชนที่มั่วสุมกัน" ผบช.ก.กล่าว
พล.ต.ท.มนตรีกล่าวต่อว่า สำหรับปีนี้ทางศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกระทรวงมหาดไทย ได้ตั้งเป้าลดอุบัติเหตุจราจร ผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตช่วง 7 วันอันตราย 11-17 เมษายน 15 เปอร์เซ็นต์ โดยอุบัติเหตุไม่ควรเกิน 3,997 ครั้ง ผู้บาดเจ็บไม่เกิน 4,517 คน ผู้เสียชีวิตไม่เกิน 354 คน ส่วนของตำรวจได้ตั้งตัวเลขเฉพาะเส้นทางหลวงที่รับผิดชอบ อุบัติเหตุไม่ควรเกิน 157 ครั้ง บาดเจ็บไม่เกิน 448 คน และตายไม่เกิน 109 คน
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทั่วประเทศจำนวน 1,206 ราย ระหว่างวันที่ 28-31 มีนาคม 2550 ว่า สงกรานต์ปีนี้คาดว่าจะมีเงินสะพัด 92,022.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.94% จากปี 2549 แต่ถือเป็นอัตราเพิ่มที่ชะลอตัวมาก โดยปี 2549 มีเงินสะพัด 88,534.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.15% จากปี 2548 โดยเฉลี่ยค่าใช้จ่ายต่อคนปีนี้เพิ่มเพียง 2% หรือจาก 3,516.3 บาท เป็น 3,587.6 บาท แสดงให้เห็นว่าคนไทยระมัดระวังการใช้จ่ายเงิน เพราะยังกังวลต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การขยับขึ้นของราคาน้ำมัน และค่าครองชีพที่สูงขึ้น
"ปกติวันหยุดสงกรานต์จะมีการใช้จ่ายสูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไม่น้อยกว่าเท่าตัว แต่ปีนี้ตัวเลขเท่ากัน และเมื่อดูย้อนหลัง 2 ปี ถือว่าเป็นภาวะชะลอตัว น่าเป็นห่วงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยและการขาดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังต่อเนื่อง และไม่มีสัญญาณของการฟื้นตัวในระยะสั้น 3 เดือนข้างหน้า" นายธนวรรธน์กล่าว
นางยาใจ ชูวิชา ประธานคณะจัดทำผลการสำรวจความคิดเห็นประเด็นธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลสำรวจว่า คนไทยส่วนใหญ่ 29.8% จะไปทำบุญเป็นอันดับแรก รองลงมาคือ ไปรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ท่องเที่ยว ทำอาหารรับประทานในบ้านและซื้อของ โดยประชาชน 40.5% มีการวางแผนไปท่องเที่ยวและส่วนใหญ่ 85.7% เที่ยวในประเทศ โดยเลือกไปท่องเที่ยวทะเลสูงสุด รองลงมาคือ น้ำตก และนิยมไปจังหวัดในภาคตะวันออกมากสุด อาทิ ชลบุรีและระยอง อีกส่วน 14.3% ระบุไปเที่ยวต่างประเทศ ส่วนกลุ่มที่ไม่มีแผนท่องเที่ยวใช้เวลากับการซื้อของ รองลงมาคือ ทำบุญ และพักผ่อนอยู่บ้าน
นางยาใจกล่าวว่า เมื่อถามถึงความกังวลในช่วงสงกรานต์ ส่วนใหญ่กว่า 70% กังวลเรื่องอากาศร้อน อุบัติเหตุ และการจราจรที่ติดขัด และกว่า 50% กังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจ การลักขโมยเมื่อไม่อยู่บ้าน การลอบวางระเบิด อาชญากรรม การฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า และเสถียรภาพการเมือง ส่วนความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ของประเทศ อันดับแรกวิตกเรื่องค่าครองชีพสูง ความรุนแรงในภาคใต้ ราคาน้ำมันสูงขึ้น และสถานการณ์การเมือง
Relate topics
- 28 มกราคม 55 - เปิดตลาดนัดสุขภาพสายใยชุมชน
- ผลวิจัยคุณภาพชีวิตรอบโรงงานเปรียบเทียบในจะนะ
- ชวนลูก จูงหลาน ขี่รถ แลเขาคูหา
- ชวนชาวสงขลาร่วมช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยคาบสมุทรสทิงพระ
- สมัชชาสุขภาพกับการพัฒนาประเทศ
- ห้องเรียนท้องนาจะเปิดเรียนแล้วนะ
- 19 ส.ค. 53 13.30-15.30 น. ถ่ายทอดสดคลินิกทางไกล จากศูนย์เรียนรู้ สจรส. มอ.
- ขอเชิญร่วมโครงการเดินเพื่อสันติปัตตานี
- รางวัลสนับสนุนชุมฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า
- รวมน้ำใจเพื่อช่วยสร้างอาคารใหม่ "มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค” เหยื่อป่วนเผาเมือง