EIA โรงไฟฟ้าสงขลาแหกตาชาวบ้าน - เล็งฟ้องศาลปกครองระงับการก่อสร้าง
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 7 กุมภาพันธ์ 2550 17:19 น.
ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ด้านทรัพยากรน้ำ ชายฝั่ง และแร่ เปิดเวทีชำแหละรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าสงขลา พบข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดจากการนำน้ำจากคลองนาทับ เข้าไปหล่อเย็นระบบโรงไฟฟ้า ขัดแย้งกับข้อมูลที่นักวิจัยลงพื้นที่ศึกษาหลายประเด็น กรรมการสิทธิฯ เตรียมชงเรื่องให้รัฐบาลพิจารณา ขณะที่กลุ่มชาวบ้านเล็งฟ้องศาลปกครองให้ระงับการก่อสร้างจนกว่าจะมีการแก้ไข
วันนี้ (7 ก.พ.) ที่ห้องบรรยาย 201 อาคารเรียนรวมคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประกอบด้วยนายวสันต์ พานิชย์ ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ด้านทรัพยากรน้ำ ชายฝั่ง และแร่, นางรตยา จันทรเทียร รองประธานอนุกรรมการฯ, นายบรรจง นะแส อนุกรรมการฯ, นายศศิน เฉลิมลาภ อนุกรรมการฯ
นายชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์ อนุกรรมการฯ, นายสุรชัย ตรงงาม อนุกรรมการฯ และนางจารุณี เชี่ยววารีสัจจะ นักวาริชศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้จัดการประชุมชี้แจงข้อเท็จจริงรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า อ.จะนะ จ.สงขลา โดยมีชาวบ้านประมาณ 70 คน เข้าร่วมประชุม
ทั้งนี้สืบเนื่องจากการสร้างโรงไฟฟ้าสงขลา ต้องอาศัยน้ำจากคลองโพมา และคลองนาทับ มาใช้ในระบบการหล่อเย็นโรงไฟฟ้า ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายกับสัตว์น้ำวัยอ่อนในลำคลอง และส่งผลกระทบต่อชาวประมง เพราะอาจทำให้น้ำในคลองมีอุณหภูมิสูงขึ้น ปู ปลา และสัตว์น้ำอื่นๆ อาจจะหายไปทั้งหมด ส่งผลกระทบกับประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลอง และต้องใช้คลองในการดำเนินชีวิต ชาวบ้านจึงอยากให้มีการนำข้อเท็จจริงที่ระบุและที่ไม่มีระบุใน EIA โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าสงขลา มาเปิดเผยให้เป็นที่รับทราบ
นางจารุณี เชี่ยววารีสัจจะ นักวาริชศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่า จากการได้อ่านรายละเอียดในรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการฯ เกี่ยวกับเรื่องการจัดการน้ำพบว่าการเก็บข้อมูลในคลองนาทับ มีการเก็บข้อมูลเพียงครั้งเดียว เป็นการเก็บข้อมูลแบบทุติยะภูมิ มีการขุดคลองรอบๆ เพื่อลดแรงดูด แก้ปัญหาการดูดสัตว์น้ำวัยอ่อน และมีการดูดน้ำประมาณ 40,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวัน ใช้กระบวนการฆ่าสัตว์น้ำวัยอ่อนที่ปะปนในน้ำที่ดูดเข้ามาหล่อเย็นโรงไฟฟ้าด้วยคลอรีน
"กระบวนการลดอุณหภูมิที่กำหนดไว้ ทำให้น้ำจากระบบหล่อเย็นมีอุณหภูมิสูงกว่าน้ำธรรมชาติ 1 องศา น้ำที่ปล่อยออกมาจะลดลง 10,000 ลบ.ม. นั่นคือส่วนของน้ำที่ปล่อยลงสู่คลองปากบาง คลองนาทับ และอุณหภูมิจะค่อยๆ ลดลงตามระยะทางจนอุณหภูมิเท่ากับธรรมชาติ การเก็บข้อมูล มีการเก็บเพียงครั้งเดียว ตั้งแต่เดือนตุลาคม ซึ่งช่วงนั้นน้ำแห้ง เป็นฤดูที่ไม่มีสัตว์น้ำมากนัก และน่าจะเป็นการเก็บตัวอย่างในกลางวัน เมื่อไปตรวจสอบจริงๆ นักศึกษาสามารถเก็บลูกสัตว์น้ำทั้งปีได้ 80 ชนิด ขณะที่คนทำการศึกษา EIA เก็บได้เพียง 49 ชนิด"
นางจารุณี กล่าวอีกว่า มีการคำนวณลูกสัตว์น้ำจะถูกดูดเข้าไปประมาณ 7 ล้านตัวต่อปี และตาย 700 ตัว ต่อวัน และในรายงานไม่มีการแจ้งเรื่องการเลี้ยงปลากะพงของชาวบ้านเลย EIA ระบุว่า มีปริมาณสัตว์น้ำ 500 ตัว ต่อ 1 ลบ.ม. แต่เท่าที่ให้นักศึกษาไปเก็บข้อมูล แจ้งว่ามีปริมาณสัตว์น้ำ ประมาณ 800 - 1,000 ตัวต่อ ลบ.ม. ฤดูที่เก็บได้มาก คือก่อนฤดูฝน 2,000 กว่าตัว ที่พบน้อยสุดคือ 800 ตัวต่อ ลบ.ม.
เท่าที่พิจารณา EIA เป็นการคำนวณต่ำว่าความเป็นจริงมาก และอุณหภูมิของน้ำที่แตกต่างกันจะทำให้สัตว์น้ำขนาดเล็กล้มตาย และสัตว์ใหญ่หนีออกจากพื้นที่ และใน EIA ระบุว่า การตรวจสอบคุณภาพของน้ำกระทำเพียงระยะทาง 2 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้าเท่านั้น
นายประสาท มีแต้ม อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า แม้ใน EIA จะระบุว่าน้ำที่ปล่อยออกมาจากระบบหล่อเย็นของโรงไฟฟ้า จะมีอุณหภูมิแตกต่างกับน้ำธรรมชาติ 1 องศา แต่ในความเป็นจริงน้ำในธรรมชาติ จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอด และหากกรณีที่โรงไฟฟ้าปล่อยน้ำจากโรงไฟฟ้าลงคลองในตอนค่ำ จะยิ่งทำให้อุณหภูมิของน้ำในธรรมชาติ และน้ำที่ปล่อยออกมามีความแตกต่างกันมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำวัยอ่อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และข้อมูลดังกล่าวไม่ได้มีระบุไว้ใน EIA แต่อย่างใด
นางสุไรด๊ะ โต๊ะหลี ชาวบ้านในพื้นที่ ต.นาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา กล่าวว่าคลองนาทับมีความยาว 20 กิโลเมตร ชาวบ้านอาศัยอยู่มาช้านาน แต่กลับมีการวิจัยว่าน้ำเสีย ดินเค็ม ไม่มีสัตว์น้ำ ซึ่งไม่เป็นเรื่องจริง การก่อสร้างโรงไฟฟ้าทำไมไม่วิเคราะห์ให้รอบคอบก่อน เพราะโรงไฟฟ้าไม่เพียงแต่ทำให้สัตว์น้ำหายไปเท่านั้น สัตว์บกและคนก็จะอยู่ไม่ได้เช่นกัน การรายงานว่าไม่มีการเลี้ยงปลาในกระชัง เป็นเรื่องเท็จ เพราะมีชาวบ้านอาศัยคลองนาทับทำกระชังปลานับร้อยราย
"การก่อสร้างไม่มีการขออนุญาต อบต. มีเพียงการนำเอกสารไปชี้แจง ว่าจะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเท่านั้น ช่วงแรกที่ไฟฟ้าเข้ามาประชาสัมพันธ์ บอกว่าไฟฟ้าไม่เพียงพอสำหรับคนสงขลา จึงมีการก่อสร้าง เป็นสิ่งที่ชาวบ้านได้รับทราบ และเมื่อมีการก่อสร้าง และเกิดผลกระทบก็เข้าหานักวิชาการ และบอกว่าไม่สามารถรื้อถอนการก่อสร้างได้ บริเวณการก่อสร้างเป็นแก้มลิงธรรมชาติ ถึงน้ำจะท่วมแต่ไม่อันตรายกับชาวบ้าน แต่ตอนนี้มีการขุดและถมดินสูง 7-8 เมตร จะเกิดอะไรขึ้นหากมีน้ำท่วม
นางสุไรด๊ะ กล่าวอีกว่า เมื่อมาฟังการประชุมก็ตกใจที่พบว่า ระบบหล่อเย็นทำให้ปลาตายทีละล้านตัว ตัวใหญ่หนี ตัวเล็กตาย แล้วคลองจะเหลืออะไร ชาวบ้านจะอยู่อย่างไร ชาวบ้านกำลังเดือดร้อนหนัก นอกจากเรื่องผลกระทบแล้ว ยังมีเรื่องเจ้าหน้าที่มาข่มขู่ ให้มีการวางท่อก๊าซจากโรงแยกมาโรงไฟฟ้า เจ้าหน้าที่ อส. พยายามข่มขู่ทุกอย่าง
"จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้มีการข่มขู่ชาวบ้าน ให้ทำหนังสือแจ้งไปยังรัฐบาลได้หรือไม่ เพื่อมิให้เจ้าหน้าที่มารังควานชาวบ้าน หากไม่มีการดำเนินการใดๆ อาจมีการนองเลือดเกิดขึ้น เพราะชาวบ้านเริ่มทนไม่ไหวแล้ว" นางสุไรดะ กล่าว
ด้าน รศ.ดร.สมบูรณ์ พรพิเนตรพงศ์ นักสมุทรศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า การทำ EIA มีปัญหา เพราะมีโรงไฟฟ้า มีโรงแยกก๊าซ ที่ก่อมลพิษทางเสียง ทางอากาศ เป็นต้น การพิจารณา EIA แต่ละโรงงานจะผ่านง่ายด้วยตัวมันเอง แต่หากรวมโรงงานทั้งหมด มลพิษก็จะเกินกว่าที่ชาวบ้านจะรับได้ และโรงไฟฟ้าต้องรับไปพิจารณา ยังไม่มีที่ไหนที่มีการควบคุมมลพิษสำเร็จ ไม่มีที่ไหนที่สามารถยกตัวอย่างได้เลย ต้องมีการประเมินโครงการเก่าให้ชัดเจนก่อน จึงอนุญาตให้มีการสร้างโครงการใหม่ได้
ด้านนายวสันต์ พานิชย์ ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ด้านทรัพยากรน้ำ ชายฝั่ง และแร่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวสรุปการประชุมว่า สภาพของคลองนาทับ ไม่ได้มีความอุดมสมบูรณ์เฉพาะส่วนกลางคลอง แต่มีความสมบูรณ์ตลอดสาย และเกี่ยวเนื่องจากการนำน้ำในคลองไปใช้ และปล่อยน้ำกลับลงคลอง ความสมบูรณ์ก็จะค่อยๆ เสียไป ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเป็นอันมาก
รายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการฯ มีความขัดแย้งกันกับข้อมูลที่นักวิชาการได้ลงพื้นที่ศึกษา ทั้งเรื่องของจำนวนสัตว์น้ำ ผลกระทบด้านอุณหภูมิ และระยะเวลาการศึกษาที่ยังไม่ครอบคลุม ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะนำเรื่องดังกล่าวสรุปออกมาเป็นเอกสาร เพื่อยื่นให้กับรัฐบาลนำไปพิจารณาเพื่อเร่งรัดให้มีการแก้ไขต่อไป
ในส่วนของชาวบ้านกลุ่มคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ไทย - มาเลเซีย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ระบุว่ากลุ่มชาวบ้านจะได้มีการร่วมประชุมกันอีกครั้ง ซึ่งแนวโน้มหลังจากนี้อาจจะมีการฟ้องศาลปกครองให้มีการระงับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจนกว่าจะมีการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่
สำหรับโรงไฟฟ้าสงขลา ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2548 ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้า 700 เมกะวัตต์ ใช้งบประมาณ 16,900 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2551 นี้
Relate topics
- 28 มกราคม 55 - เปิดตลาดนัดสุขภาพสายใยชุมชน
- ผลวิจัยคุณภาพชีวิตรอบโรงงานเปรียบเทียบในจะนะ
- ชวนลูก จูงหลาน ขี่รถ แลเขาคูหา
- ชวนชาวสงขลาร่วมช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยคาบสมุทรสทิงพระ
- สมัชชาสุขภาพกับการพัฒนาประเทศ
- ห้องเรียนท้องนาจะเปิดเรียนแล้วนะ
- 19 ส.ค. 53 13.30-15.30 น. ถ่ายทอดสดคลินิกทางไกล จากศูนย์เรียนรู้ สจรส. มอ.
- ขอเชิญร่วมโครงการเดินเพื่อสันติปัตตานี
- รางวัลสนับสนุนชุมฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า
- รวมน้ำใจเพื่อช่วยสร้างอาคารใหม่ "มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค” เหยื่อป่วนเผาเมือง