สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

“เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค” ดันตั้งสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคด้านโทรคมนาคมฟันนายทุนเอาเปรียบ

by kai @15 ธ.ค. 49 21:22 ( IP : 124...84 ) | Tags : ข่าวสุขภาพประจำวัน

"เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค" ดันตั้งสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคด้านโทรคมนาคมฟันนายทุนเอาเปรียบ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 ธันวาคม 2549 17:51 น.

  ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคใต้ร่วมกับ กทช. จัดเวทีสัมมนาระดมความคิดรุกตั้งสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคด้านโทรคมนาคมเป็นหน่วยงานอิสระ พร้อมร่างระเบียบคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 หลังพบปัญหาผู้ให้บริการเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง ภายใต้การกระตุ้นการบริโภคจากระบบเสรีทุนนิยม
      วันนี้ (15 ธ.ค.) ที่โรงแรมลี การ์เด้น (สาย1) อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคใต้ ร่วมกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จัดเวทีสัมมนาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านโทรคมนาคม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้ความเข้าใจ และกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคด้านโทรคมนาคม ระดมความคิดเห็นแนวทางการผลักดันองค์กรอิสระผู้บริโภคและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
      โดยการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคด้านโทรคมนาคมเพื่อทำหน้าที่พิทักษ์สิทธิสร้างความชอบธรรม ภายใต้ร่างระเบียบคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 ซึ่งภาคใต้เป็นที่สุดท้ายของการจัดเวทีสัมมนาดังกล่าว
      นายเหรียญชัย เรียววิไลสุข กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปัจจุบันนี้บริการโทรศัพท์บ้านมีสัดส่วน 10% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ แต่ก็ยังน้อยกว่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งมีมากถึง 32 ล้านเลขหมาย ซึ่งคิดเป็น 50% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ แต่พบว่าผู้บริโภคยังไม่ได้รับการคุ้มครองเท่าที่ควร
      ศ.ประสิทธ์ ประพิณมงคลการ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากข้อมูลของสำนักคุ้มครองผู้ใช้บริการ สำนักงาน กทช. พบว่าระหว่างเดือนมกราคม - พฤจิกายน 2549 มีการร้องเรียนจากผู้ใช้บริการด้านโทรคมนาคมตามประเภทบริการมากที่สุดตามลำดับ ได้แก่ อันดับหนึ่ง บริการโทรศัพท์ 76% (121 เรื่อง) ประกอบด้วย คุณภาพสัญญาณ-บริการไม่ดี 15%, ปัญหาค่าบริการที่ไม่เป็นธรรม 13%, บัตรเติมเงิน 11 %, ผู้ใช้บริการเข้าใจคลาดเคลื่อน 11%, ข้อมูลส่วนบุคคล-สิทธิความเป็นส่วนตัว 6%, และอื่นๆ อีก 20% อันดับสอง บริการดาวน์โหลด 19% (30 เรื่อง) และอันดับสาม บริการอินเตอร์เน็ต 5% (8 เรื่อง)
      อย่างไรก็ตาม ศ.ประสิทธ์ มั่นใจว่าหากมีสถาบันคุ้มครองผู้ใช้บริการโทรคมนาคมด้านโทรคมนาคมเกิดขึ้นในแต่ละภูมิภาค คนในท้องถิ่นที่เจอปัญหาการเอารัดเอาเปรียบด้านคุณภาพและค่าบริการจะสามารถเรียกร้องสิทธิคุ้มครองได้ทั่วถึงและมีเรื่องร้องเรียนมากกว่านี้อย่างแต่นอน
      ทั้งนี้ ผู้ร่วมเวทีสัมมนาได้ร่วมสะท้อนปัญหาบริการของผู้ให้บริการกิจการโทรคมนาคมที่ได้รับการความเดือดร้อน และรู้สึกถูกเอารัดเอาเปรียบเป็นอย่างมาก อาทิ 1.บัตรเติมเงินที่กำหนดวัน ทำให้ผู้บริโภคต้องไม่สามารถโทรออกได้กรณีที่ยังมีวงเงินเหลือแต่วันหมด 2.การเร่งผู้บริโภคซื้อซิมการ์ดใหม่เพื่อรับโปรโมชั่นใหม่ ทำให้เกิดความหนาแน่นของเลขหมาย และบริโภคเกินความจำเป็น
      3.โทรศัพท์บ้านถูกขโมยสัญญาณใช้ ทำให้ต้องจ่ายค่าบริการที่ไม่ได้ใช้บริการ 4.บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงเหมาจ่ายรายเดือน แต่คุณภาพต่ำ มีปัญหาการใช้บ่อยแต่ไม่ได้บริการที่ดี 5.การแทรกแซงสื่อโทรทัศน์ฟรีทีวี ทำให้ประชาชนได้รับข่าวสารเพียงด้านเดียว
      ด้านนางสาวสารี อ๋องสมหวัง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวถึงสิทธิของผู้บริโภคว่า ในมาตรา 3 พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ได้กำหนดให้ผู้บริโภคหมายถึงผู้ซื้อ หรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ หรือผู้ซึ่งได้รับการเสนอหรือชักชวนเพื่อให้สินค้าหรือรับบริการ รวมถึงผู้ใช้สินค้าและบริการแม้มิได้เป็นผู้เสียค่าตอบแทน
      จากสถิติการร้องเรียนของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พบว่ามีผู้บริโภคเป็นหนี้จากบัตรเครดิตจากจำนวนสูงสุด 16 ใบ เพิ่มเป็น 22 ใบแล้ว ขณะที่หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก 75,000 บาท เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เพิ่มเป็น 110,000 บาท คิดเป็น 160,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1 ใน 3 ของ GDP ของประเทศ ภายใต้การกระตุ้นการบริโภคจากระบบทุนนิยมเสรี นโยบายของรัฐ จึงส่งผลกระทบต่อครอบครัว เศรษฐกิจและสังคม
      นอกจากนี้ปัญหาผู้บริโภคในปัจจุบันที่พบ อาทิ การขึ้นค่าธรรมเนียมรถไฟ, ทางด่วน, รถเมล์, ค่าFT(ไฟฟ้า), การขึ้นราคาน้ำมัน โดยไม่อาจทราบต้นทุนหรือโครงสร้างที่แท้จริงของราคาน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งหน่วยงานรัฐที่ให้บริการสาธารณะมีกลไกผลักภาระให้ผู้บริโภคในการให้บริการ การทำสัญญาที่ผู้บริโภคเสียประโยชน์ โดยไม่มีการขอความคิดเห็นจากตัวแทนผู้บริโภค หรือไม่ได้สนใจข้อมูลที่ได้จากการขอความคิดเห้นในการกำหนดนโยบายที่ส่งผลกระทบและเกี่ยวข้องกับผู้บริโภค
      ดังนั้น องค์กรอิสระผู้บริโภคที่อยากจะเห็นควรจะมีความเป็นอิสระในการให้ความคิดเห็น ไม่ถูกแทรกแซง แต่สามารถถูกตรวจสอบจากประชาชนหรือผู้บริโภค โดยมีสำนักงานในการดำเนินงานเป็นของตนเองเพื่ออิสระในการทำงาน และกรรมการที่ทำงานต้องไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับการให้ความเห็นและเสนอแนะต่อนโยบาย กฎหมาย ข้อบังคับ และมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค มีกองทุนสนับสนุนความเข็มแข็ง และไม่ใช่ตัวแทนผู้ประกอบการที่ตั้งสมมาคมเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
      ทั้งนี้ ข้อคิดเห็นเบื้องต้นของเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคใต้ ต่อร่างระเบียบคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 ได้ประมวลความคิดเห็นเบื้องต้นและมีความคิดเห็นต่อร่างดังกล่าวดังนี้
      1.สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมควรจะเป็นอิสระส่วน สำนักงานกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) โดยให้ขึ้นตรงต่อ กทช.โดยตรงเพื่อทำหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ มิใช่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของ สำนักงาน กทช.
      2.วัตถุประสงค์ที่เขียนในร่างฯ สมบูรณ์อยู่ในตัว แต่หากมาดูที่บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถาบันฯ แล้ว แทบจะไม่สอดรับกัน ดังนั้น ควรเพิ่มอำนาจหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ อาทิ การพัฒนากลไกการคุ้มครองผู้บริโภค, การเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ผู้บริโภค, องค์กรผู้บริโภค, การศึกษาวิจัย, ให้ความรู้พื้นฐานด้านสิทธิ, หน้าที่ของผู้บริโภค ฯลฯ
      3.คณะกรรมการสถาบันฯ ควรมีสัดส่วนของภูมิภาคด้วยตามสมควร และจุดสำคัญคือการมีส่วนร่วมของทุกส่วนในกระบวนการสรรหา การคัดสรร และการให้พ้นจากตำแหน่ง

Relate topics

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว