ไบโอดีเซล B100 ทางเลือกของรากหญ้า
ปัจจุบันไบโอดีเซล B5 ได้เริ่มเป็นที่รู้จักของประชาชนมากขึ้น เพราะยอดขายได้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง แต่การใช้งานก็ยังไม่แพร่หลายมากนัก เพราะจำนวนสถานีบริการที่เปิดจำหน่ายมีอยู่น้อย สาเหตุหลักคือ ปริมาณการผลิตไบโอดีเซลมีไม่มากนัก เพราะโรงงานเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จ อัตราส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลปกติ ขณะนี้ยังคงอยู่ในระดับต่ำเป็นไปตามคำแนะนำของบริษัทรถยนต์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์ทั้งรุ่นเก่า และรุ่นใหม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับประเทศไทยนั้น กลุ่มที่มีการใช้น้ำมันดีเซลเป็นจำนวนมากคือ กลุ่มขนส่ง โดยเฉพาะรถยนต์ขนาดใหญ่ที่มีความต้องการใช้น้ำมันดีเซลสูงมาก และกลุ่มเกษตรกร ซึ่งใช้เครื่องยนต์ทางการเกษตรที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซลรอบต่ำ และรถขนส่งขนาดเล็ก ทั้งสองกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีรายได้น้อย แต่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ จึงน่าจะมีทางเลือกและมีโอกาสใช้ไบโอดีเซลในราคาที่ต่ำ เพราะไบโอดีเซลถือเป็นน้ำมันของชาวรากหญ้าอย่างแท้จริง
นอกจากการนำไบโอดีเซลมาผสมกับน้ำมันดีเซลปกติแล้ว อีกทางเลือกหนึ่ง คือการใช้ไบโอดีเซล B 100 (ไบโอดีเซลล้วนๆไม่ผสมน้ำมันดีเซลปกติ) ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับน้ำมันดีเซลปกติ อีกทั้งมีการทดสอบการใช้งานในต่างประเทศว่าสามารถใช้แทนน้ำมันดีเซลทั่วไปได้จริง ดังนั้นในแต่ละประเทศจึงมีการจำหน่ายไบโอดีเซล B 100 ค่อนข้างแพร่หลาย อย่างเช่น ประเทศเยอรมัน บริษัทรถยนต์หลายแห่งได้ออกแบบเครื่องยนต์ให้สามารถใช้กับไบโอดีเซล B 100 ได้โดยตรง ขณะที่สหรัฐอเมริกาเองก็มีผู้ที่นิยมนำไบโอดีเซลไปใช้งานกับเครื่องยนต์ที่มีรอบต่ำ หรือนำไปผสมกับน้ำมันดีเซลปกติในอัตราส่วน ร้อยละ 10 ,20 หรือ 30 ตามแต่ความเหมาะสมในการใช้งาน
ปัจจุบันราคาจำหน่ายไบโอดีเซล B 5 มีความแตกต่างจากน้ำมันดีเซลปกติไม่มากนัก เพราะมีราคาต่ำกว่าเพียง 50 สตางค์ต่อลิตร ในขณะที่ไบโอดีเซล B 100 นั้นจะมีราคาต่ำกว่าน้ำมันดีเซลปกติราว 2 บาทต่อลิตร(ถ้าไม่เสียภาษีและกองทุนน้ำมันฯ) ดังนั้น ผู้ที่สามารถนำไบโอดีเซล B 100 ไปใช้งานโดยตรง หรือนำไปผสมกับน้ำมันดีเซลปกติในอัตราส่วนที่สูงๆ เพื่อใช้งานได้ จะสามารถประหยัดได้มากพอควรที่เดียว
ทั้งนี้ ความแตกต่างของราคาจำหน่ายน้ำมันดีเซลปกติ และไบโอดีเซล B 5 หรือ B 100 จะมีมากหรือน้อย โดยหลักการจะขึ้นอยู่กับราคาของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตไบโอดีเซล ซึ่งคือราคาน้ำมันปาล์มดิบนั่นเอง รวมทั้งราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นอกจากนี้อัตราการเก็บภาษีและกองทุนน้ำมันฯที่ปัจจุบันยังคงเก็บอยู่ในอัตราที่สูง ก็ส่งผลต่อความแตกต่างของราคาจำหน่ายด้วยเช่นกัน
การสนับสนุนให้ผู้บริโภคหันมาใช้น้ำมันไบโอดีเซลทั้ง B 5 และ B 100 ให้แพร่หลายมากขึ้นนั้น นอกจากจะใช้ปัจจัยด้านราคามาดึงดูดความสนใจแล้ว ความน่าเชื่อถือในคุณสมบัติของน้ำมันไบโอดีเซล และการรับรองคุณภาพจากบริษัทรถยนต์ ก็เป็นประเด็นสำคัญที่มีผลต่อความสนใจหันมาใช้งานของผู้บริโภคด้วย
ปัจจุบันบริษัทรถยนต์ยอมรับให้สามารถนำไบโอดีเซลผสมเพื่อใช้กับรถยนต์ในอัตราส่วนร้อยละ 5 เท่านั้น สำหรับการผสมไบโอดีเซลในอัตราสูงๆ นั้น ถึงแม้จะมีใช้กันอยู่มากในต่างประเทศ แต่บริษัทรถยนต์ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ ดังนั้น ผู้ใช้จะต้องทดสอบการใช้งานด้วยด้วยตนเองว่าอัตราส่วนผสมที่เท่าใดจึงจะเหมาะสม เพราะเครื่องยนต์ดีเซลของแต่ละประเภทการใช้งานจะมีความแตกต่างกัน
หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ บริษัทผู้ค้าน้ำมัน บริษัทผู้ผลิตรถยนต์และเครื่องจักรกล ไบโอดีเซล B 100 จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้ใช้รถยนต์เครื่องดีเซลในการประหยัดค่าใช้จ่ายในภาวะน้ำมันแพงได้เป็นอย่างดี
ที่มา หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 16 มกราคม 2549
Relate topics
- การแยกขยะ มาตรวัดกึ๋นท้องถิ่นบ้านเรา/คอลัมน์...ได้อย่าง ไม่เสียอย่าง
- 'บุหรี่' เลิกไม่ยาก
- "ใช้เน็ตแบบปลอดภัย" โดย Security-in-a-Box
- เหตุผลที่พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืน
- ขนมบรรจุซอง ภัยร้ายใกล้ตัวเด็ก
- ปากคำ"แพทย์"เหยื่อพริตตี้ กลยุทธ์ขายยาล้ำ"จริยธรรม"
- เปิดโลกการอ่าน ตอนโลกการ์ตูน
- ระวัง ‘พริกน้ำปลา’ ภัยร้ายผู้สูงวัย มีโซเดียมเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด
- กระบวนการสอนสร้างอนาคตร่วมกัน - Future Search Conference (F.S.C.)
- เด็กไทยเห็นแก่ตัว “ให้” ไม่เป็น