สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

5 คำถามที่ต้องคิด..ถ้าคิดจะปลูกสบู่ดำเพื่อทำไบโอดีเซล

5 คำถามที่ต้องคิด..ถ้าคิดจะปลูกสบู่ดำเพื่อทำไบโอดีเซล 

            ถึงแม้ว่าเราจะพยายามหลายครั้งหลายคราที่จะหาอาชีพใหม่ให้คนไทย ซึ่งแต่เดิมตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย เรายึดอาชีพเกษตรเป็นกิจกรรมหลัก เลี้ยงดูฟูมฟักให้คนไทย มีความกินดี อยู่ดีมาตลอด โดยที่เราพยายามอยากจะให้คนไทยมีอาชีพใหม่ที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรม แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด ต้องหันกลับมาใช้หลักสูตรเดิม คือ เกษตรกรรม ความจริงแล้วประเทศไทยเรามีพื้นที่ไม่ถึงกับเล็กหรือใหญ่ ถ้าเทียบกับประเทศอื่นในโลก เรามีเนื้อที่รวมทั้งประเทศประมาณ 321 ล้านไร่ ซึ่งก็ถูกแบ่งเป็นสัดส่วนเอาไปใช้ในกิจการอื่นๆ และที่สำคัญก็คือ พื้นที่ในสัดส่วนใหญ่สุดของประเทศได้ถูกนำมาใช้ในภาคการเกษตร ซึ่งอาชีพเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ก็คือ การปลูกพืช หรือที่เรียกว่า กสิกรรม

เรามีพื้นที่ปลูกข้าวปีละกว่า 60 ล้านไร่ เรามีพื้นที่ปลูกยาง 10 กว่าล้านไร่ ถึงแม้ว่าเราปลูกไม่เยอะ แต่เราก็ได้เป็นแชมเปี้ยนผู้ส่งออกที่สำคัญของโลก อันได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา จากประชากรไทยที่มีประมาณ 63 ล้านคนเทียบกันแล้วไม่มาก คิดเป็นประชากรประมาณสัก 1% ของชาวโลก ประเทศไทยเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่ละวันแต่ละปี ก็มีความต้องการใช้ทรัพยากรอย่างมาก ที่สำคัญก็คือ เราจำเป็นต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจัดเป็นพลังงานธรรมชาติที่ทุกคนต้องใช้ ในแต่ละปีเรามีการนำเข้าพลังงาน 4-5 แสนล้านบาท ปริมาณการนำเข้าอย่างมหาศาล ก็ถูกนำมาใช้ในกิจกรรมต่างๆ เงินจำนวนมากมายมหาศาลนี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่เราส่งออกพืชผลทางการเกษตร

พูดง่ายๆก็คือ เราปลูกพืชกันอย่างหลังขดหลังแข็ง แล้วก็นำผลผลิตส่งออกเป็นสินค้าขาเข้า ซึ่งก็เทียบไม่ได้เลยกับการนำเข้าน้ำมัน ปัญหาเรื่องน้ำมันที่เป็นวิกฤติในปัจจุบันนี้มี 2 แนวทางที่จะสามารถแก้ไขได้ก็คือ หนึ่ง การประหยัดพลังงานและการหาพลังงานทดแทน วิธีการประหยัดพลังงานมีหลายรูปแบบ ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้างก็ว่ากันไป ขั้นตอนปฏิบัติก็ทำแบบสุกเอาเผากิน เช่น ทำใบปลิว ออกสปอท หรือโฆษณาให้ประชาชนร่วมแรงร่วมใจกันประหยัดพลังงาน รณรงค์กันที ก็ประหยัดกันที พอคนเลิกให้ความสนใจการใช้ก็เหมือนเดิม วิธีการประหยัดพลังงานจะได้ผลดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวประชาชน ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของประชาชน ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของภาครัฐ

วิธีการที่พอจะได้เรื่องได้ราวหน่อยก็คือ การหาพลังงานทดแทน ในช่วงที่ผ่านมามีการพูดถึงกันอย่างมาก ตัวพลังงานที่สามารถนำมาทดแทนได้ก็คือ พลังงานลม พลังงานน้ำ และพลังงานแสงแดด พลังงานที่น่าสนใจมากในช่วงนี้ก็คือ การนำพืชพลังงานทดแทนมาปลูกในประเทศไทย หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ "สบู่ดำ"

โดยที่สบู่ดำจัดเป็นพืชที่สามารถให้น้ำมันได้ในปริมาณที่น่าสนใจ ความดังของสบู่ดำ จะเห็นได้เลยว่า ไปที่ไหนมีแต่คนพูดถึง กล่าวถึงมากที่สุด ดังนั้นจึงมีการรณรงค์หรือป่าวประกาศกันอย่างเป็นทางการว่า ประเทศไทยจะลุยสบู่ดำอย่างจริงจัง ความชัดเจนเรื่องของสบู่ดำยังไม่มี แต่ก็มีผู้สนใจมากมาย เกษตรกรก็ลุยกันไป ส่วนภาครัฐก็ชักลังเล เพราะเราไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับสบู่ดำเลย

กระแสความสนใจของเกษตรกรก็คือ อยากจะปลูกกันอย่างจริงจัง บางรายก็ตัดสินใจปลูกไปเลย ในขณะที่บางรายก็จดๆจ่อๆ ว่าจะเอายังไงดี พวกที่ปลูกก็กลัวว่าจะไม่ทันเพื่อน แล้วกลายเป็นคนหลังเขา การปลูกสบู่ดำ คงไม่ใช่ปลูกไว้กินหรือเอาเมล็ดไว้ใช้ เป้าหมายหลักของการปลูกสบู่ดำก็คือ การใช้เป็นพลังงานทดแทน ซึ่งน้ำมันที่สกัดได้จากสบู่ดำที่เรียกว่า น้ำมันสบู่ดำ ก็สามารถนำไปใช้ในเครื่องยนต์ได้บ้าง สอง น้ำมันสบู่ดำที่แปรรูปจะได้เป็นไบโอดีเซล อันนี้ขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยาก แต่สุดท้ายก็คือ หากภาครัฐมีการส่งเสริมให้ปลูกกันอย่างจริงจัง ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสบู่ดำ คงต้องหาเพิ่มเติมกันอีกมากมาย รายละเอียดเกี่ยวกับสบู่ดำเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาสบู่ดำเพื่อไบโอดีเซล การจะปลูกจะทำสบู่ดำเอาหรือไม่เอา ชาวบ้านเกษตรกรก็ตัดสินใจกันไปแล้ว เรื่องของสบู่ดำ ดูๆแล้วเหมือนกับว่าจะง่าย แต่เมื่อถามจริงๆกันว่า เรื่องราวของสบู่ดำ จะทำอย่างไรจึงจะได้คุ้มค่า คุ้มทุน คุ้มเวลาของเกษตรกร ยังไม่มีคำตอบ

สบู่ดำ พืชเก่า..เท่าที่เรารู้จัก เมื่อสบู่ดำได้กลายเป็นพืชดังที่ใช้ทำไบโอดีเซลของเมืองไทย ก็มีคนพูดถึงกันทั่วทุกทิศทุกทาง ถ้าถามว่าเรารู้จักสบู่ดำมากน้อยเพียงใด คนแก่ๆเท่านั้นที่พอจะรู้จัก แต่ก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสบู่ดำเพียงเล็กน้อย คนเก่าคนแก่ก็จะเล่าเพียงว่า สบู่ดำเป็นพืชที่รู้จักกันในชนบท ชาวบ้านเอามาปลูกทำรั้ว กันวัว กันควาย เมล็ดของสบู่ดำมีน้ำมันสามารถจุดไฟติด สมัยก่อนเคยใช้ทำเป็นน้ำมันตะเกียง เมล็ดสบู่ดำเอามาหีบทำน้ำมัน และใช้ทำสบู่ได้ เรื่องต่างๆของสบู่ดำที่เราพอจะรู้จักก็มีอีกไม่มาก

ความจริงแล้วสบู่ดำเป็นพืชที่เราได้มาจากต่างประเทศ เมื่อราวสัก 300 ปีที่ผ่านมาก็มีชาวโปรตุเกสนำเข้ามา โดยที่หวังว่าจะให้ชาวบ้านนำไปทำสบู่ คนไทยเห็นเข้าก็นึกภาพออกได้ว่าสามารถนำไปทำสบู่ และเมล็ดมีสีดำ ก็เลยเรียกว่า "สบู่ดำ" สบู่ดำเป็นพืชยืนต้นขนาดกลาง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและกิ่งปักชำ จัดเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ออกดอกตามกิ่ง มีดอกตัวผู้และดอกตัวเมียในช่อเดียวกัน 1 ผลมี 3 เมล็ด เมล็ดจะมีสีดำ

วิธีการปลูกสบู่ดำก็คือใช้กิ่งปักชำ และใช้เมล็ดนำมาเพาะให้งอกแล้วย้ายปลูก สบู่ดำที่ปลูกกันมาสมัยแต่เก่าแก่ คือการปลูกแบบไม่ค่อยตั้งใจ เรื่องราวของสบู่ดำ ก็กลับกลายเป็นคำถามที่ไม่มีใครพูดถึงไปอีกหลายสิบปีหลังจากสงครามโลกสงบลง เพราะเรามีน้ำมันใช้อย่างเพียงพอ ราคาน้ำมันก็ไม่แพง เราก็เลยใช้กันเพลิน และลืมสบู่ดำกันไปอย่างสิ้นเชิง เรื่องของสบู่ดำนั้นถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในยุคน้ำมันแพง ข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับสบู่ดำก็ถูกถามหา ใครล่ะ..ที่รู้จริง ผู้ใดล่ะ..จะสามารถตอบในเรื่องราวของสบู่ดำได้

คำถามเกี่ยวกับสบู่ดำ..ที่คอยคำตอบ การปลูกสบู่ดำเพื่อทำไบโอดีเซล ได้ถูกตัดสินใจไปแล้วทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งเกษตรกรทั้งๆที่เรายังมีคำถามคาใจอีกหลายเรื่องซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่า จะมีใครตอบได้ จริงอยู่สบู่ดำเป็นพืชที่ปลูกง่าย แต่ถ้าจะปลูกเพื่อทำไบโอดีเซลก็ต้องคิดกันให้มากหน่อย ข้อสงสัยที่ต้องการคำตอบเกี่ยวกับสบู่ดำมีมากมาย

คำถามที่ 1 ปลูกสบู่ดำ แล้วจะให้ผลผลิตกี่กิโลกรัมต่อไร่ คำถามแรกที่เกษตรกรถามถึงมากที่สุด ก็คือการให้ผลผลิตของสบู่ดำ ซึ่งจะเป็นตัวชี้ว่าปลูกแล้วจะไหวหรือไม่ไหว การให้ผลผลิตของสบู่ จากการให้ดอก ให้ผล ต่อต้นต่อปี ผลผลิตของสบู่ดำที่ว่ากี่กิโลกรัมต่อไร่ เป็นการพูดถึงผลผลิตน้ำหนักเมล็ดที่ตากแดดลดความชื้นแล้ว ในปัจจุบันนี้ก็มีการพูดกันไปว่า ถ้าปลูกสบู่ดำแล้วจะให้ผลผลิต 200 300 เรื่อยไปจนถึง 800 กิโลกรัม/ไร่/ปี บางรายก็ว่ากันเป็นตัน แต่ความจริงแล้วได้เท่าไรใครล่ะจะเป็นผู้ยืนยัน เพราะเท่าที่สังเกตก็คือสบู่ดำออกดอกตลอดทั้งปี แต่ในบางเดือนโดยเฉพาะในฤดูแล้ง การออกดอกติดผลจะน้อย การจะได้สบู่ดำสัก 1 กิโลกรัม ต้องคิดให้ดีเพราะโดยเฉลี่ยแล้วก็ต้องเก็บผลผลิตได้ทั้งหมด 400 ลูก ก็จะมีลูกละ 3 เมล็ด รวม 1,200 เมล็ด และนำมาตากแดดจะได้ประมาณ 1 กิโลกรัม เพราะฉะนั้นการคำนวณการคิดผลผลิตต่อไร่จะต้องนำจำนวนต้นต่อไร่มาคิดด้วย

คำถามที่ 2 ปลูกสบู่ดำ จะต้องใส่ปุ๋ยให้คุ้มค่าหรือไม่ พืชทุกพืชก็ต้องใส่ปุ๋ย ให้น้ำ แต่การปลูกสบู่ดำ ถ้าจะมีการใส่ปุ๋ยเคมี ใส่ปุ๋ยคอกหรือ การให้น้ำมันจะคุ้มค่าหรือเปล่า เป็นเรื่องน่าคิด การไม่ใส่ปุ๋ยเลยจะยิ่งทำให้ผลผลิตเก็บไม่ได้เลย แต่เมื่อเพิ่มปุ๋ยแล้วมูลค่าผลผลิตกับต้นทุนปุ๋ยจะคุ้มหรือไม่เป็นเรื่องที่น่าคิด สำหรับการให้น้ำนั้นเท่าที่สังเกตก็คือ สบู่ดำที่ให้น้ำก็จะมีใบดี แต่ออกดอกออกผลยังไม่เท่าไหร่ การให้ปุ๋ยให้น้ำ ถ้าให้ได้ก็ดี แต่อย่าลืมว่า มันคือต้นทุนทั้งสิ้น

คำถามที่ 3 ปลูกสบู่ดำแล้วขายกิโลกรัมละเท่าไร ราคาขายสบู่ดำเป็นเรื่องน่าคิด ถ้าจะเอาตัวต้นทุนการปลูกมาคำนวณอย่างเดียวก็ไม่ได้เพราะจะไปยันกับราคาของน้ำมันดีเซล โดยทั่วไปพบว่า เมล็ดสบู่ดำประมาณ 3-4 กิโลกรัมถึงจะหีบน้ำมันได้ 1 ลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลในราคา 20 กว่าบาท ก็จะเป็นตัวชี้วัดว่า การหีบน้ำมันควรจะมีต้นทุนการซื้อเมล็ดสบู่ดำราคาเท่าไรจึงจะยุติธรรม ถ้าซื้อแพงต้นทุนน้ำมันสบู่ดำก็แพง แต่ถ้าซื้อถูก เกษตรกรผู้ปลูกก็อยู่ไม่ได้ เรื่องขายราคาผลผลิตเมล็ดสบู่ดำ เป็นสิ่งที่ผู้ปลูกต้องการรู้อย่างยิ่งเพราะเท่ากับว่าเป็นการคำนวณต้นทุนการปลูกและกำไรหรือขาดทุนได้ ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดหรือชี้แนะราคาที่ยุติธรรม

คำถามที่ 4 น้ำมันสบู่ดำที่หีบได้ สามารถใส่เครื่องยนต์ได้เลยหรือเปล่า น้ำมันที่หีบได้จากเมล็ดสบู่ดำ เรียกว่า น้ำมันสบู่ดำ ส่วนน้ำมันสบู่ดำที่นำมาผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า ไบโอดีเซล น้ำมันส่วนแรกที่ได้มาที่เรียกว่า น้ำมันสบู่ดำ มีการทดลองกันบ้างแล้ว โดยนำมาใส่เครื่องยนต์ แต่ก็เป็นการทดลองใช้เพียงระยะสั้น ยังไม่มีการตรวจสอบระยะยาวว่ามีผลต่อเครื่องยนต์หรือไม่ เท่าที่รู้ก็คือ ใส่แล้วเครื่องยนต์ทำงานได้ ส่วนน้ำมันไบโอดีเซลที่ผ่านกระบวนการนั้นก็สามารถสตาร์ทติดได้เช่นกัน เป็นการใช้ในช่วงเวลาสั้นๆเหมือนกัน ทั้งนี้ก็เพราะว่าเราพึ่งมีการปลูกสบู่ดำกันมาไม่ถึงปีนี้เอง ทำให้ไม่มีน้ำมันเพื่อที่จะทดสอบได้ การทดสอบก็เป็นเพียงการทดลองของพี่น้องเกษตรกร แล้วก็ดูผลระยะสั้นเท่านั้น ยังไม่มีการรับรองว่าใช้ได้จริง ไม่ทำให้เครื่องยนต์เสียหาย

คำถามที่ 5 ภาครัฐจะส่งเสริม สนับสนุนมากน้อยเพียงใด เรื่องของการส่งเสริมการปลูกสบู่ดำใหม่ๆ ก็พูดกันดี แต่พอมาพักหลังชักลังเลในหน่วยงานที่ออกมาบอกว่า สบู่ดำเป็นพืชพลังงาน ก็ชักแผ่วๆลงโดยเฉพาะปัญหาเรื่องการให้ผลผลิต ยังไม่เห็นเลย เรื่องนี้ชาวบ้านรอฟังผลกันมาตลอด การสนับสนุนจากภาครัฐ ในรูปแบบของการให้สินเชื่อ หรือการส่งเสริมเมล็ดที่ยังไม่ชัดเจน ชาวบ้านกลัวว่า ปลูกแล้วจะไม่มีใครรับซื้อ ปลูกแล้วจะมีเครื่องหีบและทำไบโอดีเซลได้อย่างไร แต่ที่สำคัญก็คือ การที่ชาวบ้านปลูกและทำไบโอดีเซล จะถูกตรวจสอบโดยสรรพสามิตหรือไม่ยังไม่มีคำตอบ แต่ที่สำคัญก็คือ มาตรฐานไบโอดีเซล ที่รัฐบาลประกาศออกมา ชาวบ้านจะทำได้จริงหรือเปล่า

5 คำถามหลักที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ใช้ประกอบในการตัดสินใจของพี่น้องเกษตรกร ใครที่ขี้เกียจหาคำตอบ ก็ปลูกไปเลย อันนี้ไม่ว่ากัน แต่ผู้ที่ยังลังเลใจก็กำลังนั่งรอ นอนรอคำตอบ ใน 5 คำถามนี้ก่อนเป็นหลัก ยังมีคำถามอีกมากมายที่ติดตามมา คำถามต่างๆเหล่านี้เป็นเรื่องน่าคิด ถ้าคนไทยคิดจะปลูกสบู่ดำเพื่อทำไบโอดีเซล ที่สำคัญก็คือ รอบคอบ หรือ นั่งรอนานเกินไปก็จะไม่ทันการ การตัดสินใจเร็วเกินไปก็อาจทำให้ผู้ปลูกขาดทุนเสียหาย เป็นหนี้เป็นสินต่อไป หน่วยงานไหนที่เกี่ยวข้องคงต้องโดดเข้ามาร่วมคิดร่วมทำกันอย่างจริงจังก่อนที่สบู่ดำจะกลายเป็น โครงการเกษตรอีกหลายโครงการที่ล้มเหลว
ข้อมูลจาก www.kasetcity.com

Relate topics

Comment #1
แจแปน (Not Member)
Posted @21 ม.ค. 50 15:02 ip : 222...118

เป็นสิ่งที่ดีมากฮะผม

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว