เผยคุณภาพชีวิตเด็กไทยน่าห่วง วิจัยชี้ทำการบ้าน-จับเจ่าหน้าทีวี
โครงการวิจัยนำร่องเรื่อง "ความฉลาดทางการเล่น" หรือเพลย์คิว (Play Q) ซึ่งเป็นรากฐานของไอคิว (IQ) และอีคิว (EQ) เด็กอายุ 8-12 ปี จำนวนกว่า 4,000 คน ใน 4 ประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงในเอเชีย ผลการสำรวจพบว่าเด็กมีคุณภาพชีวิตที่น่าเป็นห่วง
นางศันสนีย์ สุภัทรวณิชย์ รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนและทันตผลิตภัณฑ์ บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า บรีสได้มอบหมายให้สำนักวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินโครงการวิจัยนำร่องเรื่อง "ความฉลาดทางการเล่น" หรือเพลย์คิว (Play Q) ซึ่งเป็นรากฐานของไอคิว (IQ) และอีคิว (EQ) รวมทั้งยังเป็นดัชนีบ่งชี้คุณภาพของเด็ก โดยศึกษาพฤติกรรมการใช้เวลาของเด็กอายุ 8-12 ปี จำนวนกว่า 4,000 คน ใน 4 ประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงในเอเชีย ได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งผลการสำรวจพบว่าเด็กไทยมีคุณภาพชีวิตที่น่าเป็นห่วง โดย 69% ของเด็กไทยใช้เวลาหลังเลิกเรียนในวันธรรมดาและในวันหยุดสุดสัปดาห์ไปกับการทำการบ้าน และใช้เวลาจับเจ่าอยู่หน้าทีวีมากถึง 56% ขณะที่เด็กญี่ปุ่นและเด็กเวียดนามกว่า 60% ใช้เวลาหลังเลิกเรียนและในวันหยุดออกไปเล่นกลางแจ้งและเล่นกีฬา ส่วนเด็กในอินโดนีเซียใช้เวลาอ่านหนังสือ ดูทีวี และทำการบ้านในสัดส่วนที่เท่าๆ กัน
นางศันสนีย์กล่าวต่อว่า ผลการสำรวจยังพบว่าเด็กๆ ในปัจจุบันมีเวลาเล่นน้อยมาก แม้แต่ในวันหยุดสุดสัปดาห์ แทนที่เด็กๆ ใน 4 ประเทศนี้จะได้เล่นกันอย่างเต็มที่ กลับมีเวลาเล่นเพียงประมาณ 1-3 ชั่วโมงเท่านั้น ในขณะที่ต้องใช้เวลาเรียนเพิ่มเติม เรียนกวดวิชาในวันหยุดมากถึง 3 ชั่วโมง โดยเฉพาะเด็กเวียดนามที่ต้องเรียนกวดวิชาวันเสาร์-อาทิตย์มากถึง 6 ชั่วโมง ทั้งนี้ ผลการวิจัยระบุว่า สาเหตุสำคัญอันดับ 1 ที่พ่อแม่ใน 4 ประเทศนี้ห้ามไม่ให้ลูกเล่น ก็เพราะกลัวทำความสกปรกเลอะเทอะ มีมากถึงประมาณ 40% และเกือบ 20% ห้ามลูกๆ ออกไปเล่นกลางแจ้ง ทั้งที่การเล่นเป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการเติบโตและการเรียนรู้ของเด็ก เพราะโดยธรรมชาติเด็กจะเรียนรู้จากสิ่งรอบข้างและการเลียนแบบ นอกจากนี้ การเล่นยังช่วยส่งเสริมการพัฒนากล้ามเนื้อส่วนต่างๆ พัฒนาทักษะทางสังคม รู้จักแบ่งปัน ไหวพริบและเชาวน์ปัญญา ที่สำคัญเด็กๆ ที่ได้เล่นเต็มที่จะเป็นเด็กอารมณ์ดี และพร้อมรับสิ่งใหม่ๆ
"ถ้าเด็กๆ ไม่มีโอกาสเล่น ต้องมานั่งจับเจ่าอยู่หน้าทีวี หรือไปเรียนกวดวิชา จะทำให้เครียด เด็กจะเสียความเชื่อมั่น ไม่รู้จักเข้าสังคม ขาดความกล้าที่จะทดลอง ค้นหาหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ไม่รู้จักดูแลเรื่องความปลอดภัยของตนเอง ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดคือ ต้องปล่อยให้เด็กได้เล่นอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างสมดุลและเป็นธรรมชาติ สมองก็จะพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ" นางศันสนีย์กล่าว
ที่มา
ข้อมูลข่าว: หนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2549 หน้า 26
Relate topics
- 28 มกราคม 55 - เปิดตลาดนัดสุขภาพสายใยชุมชน
- ผลวิจัยคุณภาพชีวิตรอบโรงงานเปรียบเทียบในจะนะ
- ชวนลูก จูงหลาน ขี่รถ แลเขาคูหา
- ชวนชาวสงขลาร่วมช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยคาบสมุทรสทิงพระ
- สมัชชาสุขภาพกับการพัฒนาประเทศ
- ห้องเรียนท้องนาจะเปิดเรียนแล้วนะ
- 19 ส.ค. 53 13.30-15.30 น. ถ่ายทอดสดคลินิกทางไกล จากศูนย์เรียนรู้ สจรส. มอ.
- ขอเชิญร่วมโครงการเดินเพื่อสันติปัตตานี
- รางวัลสนับสนุนชุมฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า
- รวมน้ำใจเพื่อช่วยสร้างอาคารใหม่ "มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค” เหยื่อป่วนเผาเมือง