สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

การอยู่ร่วมกันในสังคม

photo  , 600x450 pixel , 95,929 bytes.

การอยู่ร่วมกันในสังคม           การอยู่ร่วมกันในชุมชนดั้งเดิมนั้น  ส่วนใหญ่จะเป็นญาติพี่น้องไม่กี่ตระกูล ซึ่งได้อพยพย้ายถิ่นฐานมาอยู่  หรือสืบทองบรรพบุรุษจนนับญาติกันได้ทั้งชุมชน มีคนเฒ่าคนแก่ที่ชาวบ้านเคารพนับถือเป็นผู้นำ  หน้าที่ของผู้นำไม่ใช่การสั่ง แต่ ่เป็นผู้ให้คำแนะนำปรึกษา  มีความแม่นยำในกฎระเบียบประเพณีการดำเนินชีวิต ตัดสินไกล่เกลี่ยหากเกิดความขัดแย้ง  ช่วยกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น           ปัญหาในชุมชนก็มีไม่น้อย  ปัญหาการทำมาหากิน  ฝนแล้ง  น้ำท่วม โรคระบาด  โจรลักวัวควาย  เป็นต้น  นอกจากนั้นยังมีปัญหาความขัดแย้งภายใน ชุมชนหรือระหว่างชุมชน การละเมิดกฎหมายประเพณี  ส่วนใหญ่จะเป็นการ " ผิดผี "  คือ ผีของบรรพบุรุษ  ผู้ซึ่งได้สร้างกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ไว้  เช่น  กรณีที่ชาย หนุ่มถูกเนื้อต้องตัวหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน  เป็นต้น  หากเกิดการผิดผีขึ้นมา ก็ต้องมีพิธีกรรมขอขมา  โดยมีคนเฒ่าคนแก่เป็นตัวแทนของบรรพบุรุษ มีการ ว่ากล่าวสั่งสอนและชดเชยการทำผิดนั้นตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้           ชาวบ้านอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกัน  ยามเจ็บไข้ได้ป่วย  ยามเกิดอุบัติเหตุ เภทภัย  ยามโจรขโมยวัวควายข้าวของ  การช่วยเหลือกันทำงานที่เรียกว่า การลงแขก  ทั้งแรงกายแรงใจที่มีอยู่ก็จะแบ่งปันช่วยเหลือเอื้ออาทรกัน  การ แลกเปลี่ยนสิ่งของ  อาหารการกิน  และอื่นๆ จึงเกี่ยวข้องกับวิถีของชุมชน ชาวบ้านช่วยกันเก็บเกี่ยวข้าว  สร้างบ้าน  หรืองานอื่นที่ต้องการคนมาก ๆ เพื่อจะได้เสร็จโดยเร็ว  ไม่มีการจ้าง


 


          กรณีตัวอย่างจากการปลูกข้าวของชาวบ้าน ถ้าปีหนึ่งชาวนาปลูกข้าว ได้ผลดี  ผลิตผลที่ได้จะใช้เพื่อการบริโภคในครอบครัว  ทำบุญที่วัด เผื่อแผ่ให้ พี่น้องที่ขาดแคลน  แลกของ  และเก็บไว้เผื่อว่าปีหน้าฝนอาจแล้ง  น้ำอาจท่วม ผลิตผลอาจไม่ดี           ในชุมชนต่าง ๆ จะมีผู้มีความรู้ความสามารถหลากหลาย บางคนเก่ง ทางการรักษาโรค  บางคนทางการเพาะปลูกพืช  บางคนทางการเลี้ยงสัตว์ บางคนทางด้านดนตรีการละเล่น  บางคนเก่งทางด้านพิธีกรรม  คนเหล่านี้ ต่างก็ใช้ความสามารถเพื่อประโยชน์ของชุมชน  โดยไม่ถือเป็นอาชีพที่มีค่า ตอบแทน  อย่างมากก็มี " ค่าครู "  แต่เพียงเล็กน้อย  ซึ่งปกติแล้ว เงินจำนวน นั้น ก็ใช้สำหรับเครื่องมือประกอบพิธีกรรม  หรือเพื่อทำบุญที่วัดมากกว่าที่ หมอยาหรือบุคคลผู้นั้นจะเก็บไว้ใช้เอง  เพราะแท้ที่จริงแล้ว  " วิชา " ที่ครู ถ่ายทอดมาให้แก่ลูกศิษย์จะต้องนำไปใช้เพื่อประโยชน์แก่สังคม  ไม่ใช่เพื่อ ผลประโยชน์ส่วนตัว  การตอบแทนจึงไม่ใช่เงินหรือสิ่งของเสมอไป แต่เป็น การช่วนเหลือเกื้อกูลกันโดยวิธีการต่าง ๆ
          ด้วยวิถีชีวิตเช่นนี้  จึงมีคำถามเพื่อเป็นการสอนคนรุ่นหลังว่า ถ้าหากคนหนึ่งไปจับปลาช่อนตัวใหญ่ได้หนึ่งตัว  ทำอย่างไรจึงจะกินได้ นานทั้งปี  คนสมัยนี้อาจจะบอกว่า  ทำปลาเค็ม  ปลาร้า  หรือเก็บรักษา ด้วยวิธีการต่าง ๆ แต่คำตอบที่ถูกต้อง คือ แบ่งปันให้พี่น้องเพื่อนบ้าน เพราะเมื่อเขาได้ปลา  เขาก็จะทำกับเราเช่นเดียวกัน           ชีวิตทางสังคมของหมู่บ้านมีศูนย์กลางอยู่ที่วัด กิจกรรมของส่วนรวม จะทำกันที่วัด  งานบุญประเพณีต่าง ๆ ตลอดจนการละเล่นมหรสพ พระสงฆ์ เป็นผู้นำทางจิตใจ  เป็นครูที่สอนลูกหลานผู้ชายซึ่งไปรับใช้พระสงฆ์ หรือ " บวชเรียน " ทั้งนี้เพราะก่อนนี้ยังไม่มีโรงเรียน  วัดจึงเป็นทั้งโรงเรียนและ หอประชุมเพื่อกิจกรรมต่าง ๆ ต่อเมื่อโรงเรียนมีขึ้นและแยกออกจากวัด บทบาทของวัดและของพระสงฆ์จึงเปลี่ยนไป           งานบุญประเพณีในชุมชนแต่ก่อนมีอยู่ทุกเดือน  ต่อมาก็ลดลงไป หรือสองสามหมู่บ้านร่วมกันจัด  หรือผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน  เช่น งานเทศน์มหาชาติ  ซึ่งเป็นงานใหญ่ หมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่อาจจะจัดได้ทุกปี งานเหล่านี้มีทั้งความเชื่อ  พิธีกรรมและความสนุกสนาน  ซึ่งชุมชนแสดง ออกร่วมกัน

Comment #1
555 (Not Member)
Posted @30 ก.ย. 50 17:09 ip : 125...138

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว