การอยู่ร่วมกันในสังคม
การอยู่ร่วมกันในชุมชนดั้งเดิมนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นญาติพี่น้องไม่กี่ตระกูล
ซึ่งได้อพยพย้ายถิ่นฐานมาอยู่ หรือสืบทองบรรพบุรุษจนนับญาติกันได้ทั้งชุมชน
มีคนเฒ่าคนแก่ที่ชาวบ้านเคารพนับถือเป็นผู้นำ หน้าที่ของผู้นำไม่ใช่การสั่ง แต่
่เป็นผู้ให้คำแนะนำปรึกษา มีความแม่นยำในกฎระเบียบประเพณีการดำเนินชีวิต
ตัดสินไกล่เกลี่ยหากเกิดความขัดแย้ง ช่วยกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
ปัญหาในชุมชนก็มีไม่น้อย ปัญหาการทำมาหากิน ฝนแล้ง น้ำท่วม
โรคระบาด โจรลักวัวควาย เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีปัญหาความขัดแย้งภายใน
ชุมชนหรือระหว่างชุมชน การละเมิดกฎหมายประเพณี ส่วนใหญ่จะเป็นการ
" ผิดผี " คือ ผีของบรรพบุรุษ ผู้ซึ่งได้สร้างกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ไว้ เช่น กรณีที่ชาย
หนุ่มถูกเนื้อต้องตัวหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน เป็นต้น หากเกิดการผิดผีขึ้นมา
ก็ต้องมีพิธีกรรมขอขมา โดยมีคนเฒ่าคนแก่เป็นตัวแทนของบรรพบุรุษ มีการ
ว่ากล่าวสั่งสอนและชดเชยการทำผิดนั้นตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้
ชาวบ้านอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกัน ยามเจ็บไข้ได้ป่วย ยามเกิดอุบัติเหตุ
เภทภัย ยามโจรขโมยวัวควายข้าวของ การช่วยเหลือกันทำงานที่เรียกว่า
การลงแขก ทั้งแรงกายแรงใจที่มีอยู่ก็จะแบ่งปันช่วยเหลือเอื้ออาทรกัน การ
แลกเปลี่ยนสิ่งของ อาหารการกิน และอื่นๆ จึงเกี่ยวข้องกับวิถีของชุมชน
ชาวบ้านช่วยกันเก็บเกี่ยวข้าว สร้างบ้าน หรืองานอื่นที่ต้องการคนมาก ๆ
เพื่อจะได้เสร็จโดยเร็ว ไม่มีการจ้าง
กรณีตัวอย่างจากการปลูกข้าวของชาวบ้าน ถ้าปีหนึ่งชาวนาปลูกข้าว
ได้ผลดี ผลิตผลที่ได้จะใช้เพื่อการบริโภคในครอบครัว ทำบุญที่วัด เผื่อแผ่ให้
พี่น้องที่ขาดแคลน แลกของ และเก็บไว้เผื่อว่าปีหน้าฝนอาจแล้ง น้ำอาจท่วม
ผลิตผลอาจไม่ดี
ในชุมชนต่าง ๆ จะมีผู้มีความรู้ความสามารถหลากหลาย บางคนเก่ง
ทางการรักษาโรค บางคนทางการเพาะปลูกพืช บางคนทางการเลี้ยงสัตว์
บางคนทางด้านดนตรีการละเล่น บางคนเก่งทางด้านพิธีกรรม คนเหล่านี้
ต่างก็ใช้ความสามารถเพื่อประโยชน์ของชุมชน โดยไม่ถือเป็นอาชีพที่มีค่า
ตอบแทน อย่างมากก็มี " ค่าครู " แต่เพียงเล็กน้อย ซึ่งปกติแล้ว เงินจำนวน
นั้น ก็ใช้สำหรับเครื่องมือประกอบพิธีกรรม หรือเพื่อทำบุญที่วัดมากกว่าที่
หมอยาหรือบุคคลผู้นั้นจะเก็บไว้ใช้เอง เพราะแท้ที่จริงแล้ว " วิชา " ที่ครู
ถ่ายทอดมาให้แก่ลูกศิษย์จะต้องนำไปใช้เพื่อประโยชน์แก่สังคม ไม่ใช่เพื่อ
ผลประโยชน์ส่วนตัว การตอบแทนจึงไม่ใช่เงินหรือสิ่งของเสมอไป แต่เป็น
การช่วนเหลือเกื้อกูลกันโดยวิธีการต่าง ๆ
ด้วยวิถีชีวิตเช่นนี้ จึงมีคำถามเพื่อเป็นการสอนคนรุ่นหลังว่า
ถ้าหากคนหนึ่งไปจับปลาช่อนตัวใหญ่ได้หนึ่งตัว ทำอย่างไรจึงจะกินได้
นานทั้งปี คนสมัยนี้อาจจะบอกว่า ทำปลาเค็ม ปลาร้า หรือเก็บรักษา
ด้วยวิธีการต่าง ๆ แต่คำตอบที่ถูกต้อง คือ แบ่งปันให้พี่น้องเพื่อนบ้าน
เพราะเมื่อเขาได้ปลา เขาก็จะทำกับเราเช่นเดียวกัน
ชีวิตทางสังคมของหมู่บ้านมีศูนย์กลางอยู่ที่วัด กิจกรรมของส่วนรวม
จะทำกันที่วัด งานบุญประเพณีต่าง ๆ ตลอดจนการละเล่นมหรสพ พระสงฆ์
เป็นผู้นำทางจิตใจ เป็นครูที่สอนลูกหลานผู้ชายซึ่งไปรับใช้พระสงฆ์ หรือ
" บวชเรียน " ทั้งนี้เพราะก่อนนี้ยังไม่มีโรงเรียน วัดจึงเป็นทั้งโรงเรียนและ
หอประชุมเพื่อกิจกรรมต่าง ๆ ต่อเมื่อโรงเรียนมีขึ้นและแยกออกจากวัด
บทบาทของวัดและของพระสงฆ์จึงเปลี่ยนไป
งานบุญประเพณีในชุมชนแต่ก่อนมีอยู่ทุกเดือน ต่อมาก็ลดลงไป
หรือสองสามหมู่บ้านร่วมกันจัด หรือผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน เช่น
งานเทศน์มหาชาติ ซึ่งเป็นงานใหญ่ หมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่อาจจะจัดได้ทุกปี
งานเหล่านี้มีทั้งความเชื่อ พิธีกรรมและความสนุกสนาน ซึ่งชุมชนแสดง
ออกร่วมกัน
Relate topics
- แครอท ลดมะเร็งปอด
- ดอกโสน อาหารปลอดสารพิษ
- หนุนกินดอกไม้ป้องกันโรคภัย ซ่อนกลิ่นมีสารต้านมะเร็งสูง
- ส่งเสริมดอกไม้กินได้มีสรรพคุณทางยา
- รู้จัก....ยาจีน รู้จักภูมิปัญญาตะวันออก
- พืชผักต้านมะเร็ง
- ชาเขียวมีประโยชน์ต้องชงดื่ม ไม่ใช่ดื่มจากขวด
- "สุขภาวะแบบพอเพียง" มุมมองใหม่นักเรียนวังตะกู
- โป๊ยกั๊กสมุนไพรสุดฮอต
- พิจารณาผลไม้เพื่อสุขภาพ/ สายันห์ เล็กอุทัย
555 (Not Member)