สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

แผนสุขภาพจังหวัดสงขลา ก้าวใหญ่เพื่อสุขภาวะคนสงขลา

by kai @13 ก.พ. 49 08:24 ( IP : 58...213 ) | Tags : อัลบั้มกิจกรรม
photo  , 144x192 pixel , 13,911 bytes.

แผนสุขภาพจังหวัดสงขลา  ก้าวใหญ่เพื่อสุขภาวะคนสงขลา

นพ.สุภัทร  ฮาสุวรรณกิจ

สืบเนื่องจากมิติการมองสุขภาพในปัจจุบันที่ควรต้องมองประเด็นทางสุขภาพให้ครอบคลุมมิติต่างๆในวงกว้าง  ทั้งในด้านกาย จิต สังคม จิตวิญญาณและสิ่งแวดล้อม  ทำให้การจัดการปัญหาสุขภาพไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยกลไกของกระทรวงสาธารณสุขและมิติการตั้งรับในโรงพยาบาลเพียงเท่านั้น  จำเป็นต้องมีการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม  จึงจะนำพาสังคมสู่ความมีสุขภาวะได้ ประกอบกับจังหวัดสงขลามีลักษณะเด่นที่มีภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง  มีภาคองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความตั้งใจจะทำงานในด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของคนสงขลา  มีภาคราชการที่เปิดกว้างยอมรับการมีส่วนร่วมในการร่วมแก้ปัญหาของประชาชน  รวมทั้งมีภาควิชาการจากสถาบันอุดมศึกษาและนักวิชาการอิสระจำนวนหนึ่งที่ขับเคลื่อนสังคมมาอย่างต่อเนื่อง  จนถึงวันนี้  ทุกภาคส่วนในสังคมของจังหวัดสงขลาต่างเริ่มมีการตกผลึกทางความคิดร่วมกันว่า  ถึงเวลาแล้วที่จะมีการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนในการร่วมกันขับเคลื่อนจังหวัดสงขลาสู่การมีสุขภาวะ    ดังนั้น " แผนสุขภาพจังหวัดสงขลา " จึงได้กลายมาเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทุกฝ่ายยอมรับและเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างแนวทางเดินให้สงขลาสู่เส้นทางแห่งสุขภาวะให้ได้

ย้อนอดีตกับจังหวะก้าวการขับเคลื่อนด้านสุขภาพในจังหวัดสงขลา เมื่อทบทวนมองย้อนกลับไปในอดีต  จังหวะก้าวใหญ่ในอดีตที่ผ่านมาในการขับเคลื่อนเรื่องสุขภาพในจังหวัดสงขลา  ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญและส่งอานิสงส์แรงกระเพื่อมเชิงบวกมาถึงปัจจุบัน  ได้แก่

  1. การขับเคลื่อนของสงขลาประชาคมมาอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะในช่วงปี 2530-2543  ในประเด็นปัญหาทางสังคมในจังหวัดสงขลา ไม่ว่าในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม  สิทธิเด็ก  สื่อสารสาธารณะ รวมทั้งกระบวนการรณรงค์การสนับสนุนเพื่อร่างรัฐธรรมนูญสีเขียวอ่อนฉบับปี 2540  อีกทั้งยังมีกลุ่มปัญหาเฉพาะเช่น กลุ่มองค์กรประชาชนที่รวมตัวกันอนุรักษ์ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เป็นต้น ปรากฏการณ์นี้แม้จะไม่ใช่เรื่องของสุขภาพโดยตรง  แต่ก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้เกิดการรวมกลุ่มเป็นภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง มีตัวมีตน มีความเป็นเครือของจังหวัดสงขลา  อันเป็นรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนงานและความคิดเห็นของภาคประชาสังคมของจังหวัดสงขลาจนถึงปัจจุบัน

  2. การเกิดขึ้นของประชาคมสุขภาพสงขลา  อันเนื่องมาจากการดำเนินการตาม พรบ.การกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจาย อำนาจด้านสุขภาพ ซึ่งได้เกิดรูปแบบการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกำกับดูแลระบบบริการสาธารณสุขขึ้นมาเรียกกันว่า คณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ ( กสพ.) ในปี 2543  อันประกอบด้วยบุคคลจาก 3 ภาคส่วนขึ้นมา  คือ ภาคองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ภาคประชาสังคมและภาคราชการสาธารณสุข ซึ่งในครั้งนั้นได้มีการจัดเวทีประชาคมสุขภาพสงขลาขึ้นในหลายพื้นที่ของจังหวัดสงขลา          เพื่อระดมปัญหาสุขภาพของพื้นที่ นำเสนอแนวทางแก้ไข สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน  และยังได้ดำเนินการคัดสรรตัวแทนของภาคประชาชน    เพื่อเป็นกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ (กสพ.) ด้วย
    แม้ว่ารูปแบบการกระจายอำนาจในลักษณะของ กสพ. ได้สะดุดหยุดลงจากการดำเนินนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค  แต่ผลพวงของการขับเคลื่อนภาคประชาสังคมอย่างคึกคักเป็นเวลามากกว่า 1 ปีในครั้งนั้นก็ได้สร้างเครือข่ายภาคประชาชนและสร้างความตื่นตัวด้านสุขภาพให้แก่ประชาชนได้ไม่น้อย

  3. การสัญจรเพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจังหวัดสงขลาครบทั้ง 16 อำเภอ  สืบเนื่องจากการดำเนินนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้กำหนดวางรูปแบบการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการในระดับจังหวัดให้มีคณะกรรมการหลายภาคส่วนที่มีตัวแทนของภาคประชาชน ผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย  จึงเสมือนการฟื้นคืนคระกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ (กสพ.) ขึ้นมาแม้จะไม่เต็มรูปแบบก็ตาม  และในปี 2548 ที่ผ่านมา  คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้จัดกิจกรรมเวทีสัญจรเพื่อพบปะรับฟังปัญหาและความคิดเห็นจากกลุ่มตัวแทนองค์กรในชุมชนและประชาชนทั่วไปครบทั้ง 16 อำเภอ  ซึ่งการได้พบปะผู้คนในครั้งนั้นทำให้สามารถรวบรวมปัญหาและความคิดเห็นในการแก้ปัญหาสุขภาพได้มากพอสมควร  อีกทั้งยังเป็นการเปิดพื้นที่ สร้างการมีส่วนร่วมและเชื่อมเครือข่ายได้มากพอสมควร  โดยในปี 2549 นี้ทางผู้เกี่ยวข้องยังจะสานต่อการเวทีสัญจรใน 16 อำเภอต่อไป

  4. สมัชชาสุขภาพกับการขับเคลื่อนประเด็นระดับรากหญ้าอย่างต่อเนื่อง    โดยเริ่มต้นจากกระแสการขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ  ซึ่งในการสนับสนุนโดยสำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพ (สปรส.)  ทำให้เกิดเวทีการเรียนรู้และการนำเสนอปัญหาในพื้นที่เชิงประเด็น  รวมทั้งการแก้ปัญหาสุขภาวะในพื้นที่  แม้ว่าจะมีลักษณะการเคลื่อนไหวที่ไม่ต่อเนื่องนัก  แต่ก็สามารถสร้างฐานเชื่อมต่อผู้คนโดยเฉพาะในระดับรากหญ้าที่สนใจประเด็นด้านสุขภาพได้จำนวนหนึ่ง

  5. การผลักดันโครงการสร้างสุขภาพผ่านเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลาหรือ Node สสส. ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านส่งเสริมการสร้างเสริมสุขภาพโดยมีภารกิจในการพิจารณาโครงการที่ขอทุนสนับสนุนในการจัดทำโครงการสร้างสุขภาพในจังหวัด  และขยายเครือข่ายภาคีการสร้างสุขภาพเชื่อมร้อยให้เกิดการสร้างสุขภาพอย่างบูรณาการในจังหวัดสงขลา  ปี 2549 นี้เป็นปีที่ 4 ของการดำเนินงานของ Node สสส.  นั้น  บทเรียนที่สำคัญในการทำงานที่ผ่านมาคือการขาดการบูรณาการงานสร้างสุขภาพในจังหวัด  ภาคประชาชนกับสาธารณสุขและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการร่วมคิดร่วมทำน้อยมาก  ทั้งๆที่มีความสนใจในปัญหาเดียวกัน  ดังนั้น Node สสส.จึงได้เป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตีในการผลักดันให้เกิดแผนสุขภาพจังหวัดสงขลา เพื่อให้เกิดการบูรณาการในการทำงานสร้างสุขภาพขึ้น รวมทั้งศักยภาพและบทบาทของ Node สสส. นั้นสามารถที่จะช่วยเป็นกองเลขานุการในการทำแผนสุขภาพได้

  6. การที่รัฐบาลประกาศยุทธศาสตร์เมืองไทยสุขภาพดี ( Healthy Thailand ) ในปี พ.ศ. 2548 - 2550  และโครงการอาหารปลอดภัย ( Food  Safety )  รวมทั้งการประกาศให้ปี 2545 เป็นปีแห่งการเริ่มต้นการรณรงค์การสร้างสุขภาพทั่วไทย  ภายใต้ยุทธศาสตร์ " รวมพลังสร้างสุขภาพ " เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  มีส่วนร่วมในการสนับสนุนให้เกิดการสร้างสุขภาพมากกว่าการซ่อมสุขภาพ  ซึ่งนโยบายดังกล่าวมีมิติในการจัดการปัญหาที่ไกลกว่ามิติด้านสาธารณสุขเท่านั้น  และจำเป็นที่ทุกภาคส่วนในสังคมต้องเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อน  โดยมีทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเป็นแกนกลาง

  7. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสงขลาได้เห็นความสำคัญในการสร้างสุขภาพให้กับประชาชน  ในมิติด้านการจัดบริการสุขภาพเพื่อเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงบริการสุขภาพนั้นมีความโดดเด่นที่เทศบาลนครหาดใหญ่  เทศบาลนครสงขลา เทศบาลเมืองบ้านพรุ ส่วนในมิติด้านการส่งเสริมสุขภาพนั้น  องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาได้ให้การสนับสนุนโครงการด้านสุขภาพไปมากพอสมควร  แม้ว่าจะเป็นไปในลักษณะกระจายและไม่ต่อเนื่องเท่าที่ควรก็ตาม  นอกจากนี้ยังมีองค์กรปกครองท้องถิ่นหลายแห่งที่มีนวตกรรมด้านการสร้างสุขภาพที่น่าสนใจเช่น เทศบาลตำบลปริก  อำเภอสะเดา ที่ประกาศว่าจะเป็น เทศบาลสร้างสุขภาพ  องค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ที่มีโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่เป็นนวตกรรมหลายโครงการ เป็นต้น
    ด้วยความตื่นตัวของภาคองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านการเข้ามามีบทบาทในการดูแลด้านสุขภาพ  ทำให้เป็นโอกาสอันดีในการเชื่อมแระสานและก่อให้เกิดความร่วมมือในการทำงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และการรักษาความเจ็บป่วยและการฟื้นฟูสุขภาพต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม

  8. ในมิติด้านวิชาการ  จังหวัดสงขลามีสถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้ (สวรส.ใต้) เป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสุขภาพผ่านงานวิชาการและงานวิจัย  ซึ่งในปัจจุบันนั้น  ภารกิจของ สวรส.ใต้นั้นได้เน้นการขับเคลื่อนงานวิชาการควบคู่กับการขับเคลื่อนสังคมสู่สุขภาวะโดยมีงานวิชาการสนับสนุน  บทบาทของ สวรส.ใต้ในการเชื่อมต่อกับนักวิชาการให้มาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมร่วมกับภาคีอื่นๆนับเป็นจุดแข็งที่สำคัญ และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในผลักดันให้มีการจัดทำแผนสุขภาพจังหวัดสงขลาในครั้งนี้ ด้วยความเคลื่อนไหวด้านสุขภาพที่หลายภาคส่วนต่างช่วยกันขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง  ในวันนี้จึงดูเหมือนว่า  " แผนสุขภาพจังหวัดสงขลา " จะเป็นอีกหนึ่งนวตกรรมทางสังคมที่ทุกภาคส่วนในจังหวัดสงขลาเห็นความสำคัญและต้องการให้มีขึ้นในเร็ววัน

แผนที่หวังมากกว่าการได้มาซึ่งแผน จากบทเรียนการขับเคลื่อนประเด็นด้านสุขภาพในจังหวัดสงขลานั้น  แม้จังหวัดสงขลามีทุนทางสังคมด้านสุขภาพที่มีการขับเคลื่อนเชื่อมประสานมาระดับหนึ่งแล้ว  มีกลไกภายในจังหวัดจาหลายภาคส่วนที่เข้ามาช่วยกันสร้างสุขภาพของคนสงขลา  แต่อาจจะยังขาดการบูรณาการระหว่างองค์กร  ขาดการหนุนเสริมบนพื้นฐานที่ร่วมวางแผนและร่วมกันทำงานอย่างแท้จริง แผนสุขภาพจังหวัดจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สามารถเติมเต็มช่องว่างและเชื่อมต่อทุนทางสังคมที่มีอยู่แล้วได้อย่างลงตัว แต่อย่างไรก็ตาม  ภายใต้การเชื่อมร้อยภาคีต่างๆมาร่วมกระบวนการในการทำแผนสุขภาพจังหวัดสงขลานั้น  ผู้ทรงคุณวุฒิหลายๆท่านได้ให้ข้อคิดที่ตรงกัน 2 ประการคือ

  1. ความสำคัญของการทำแผนสุขภาพไม่ใช่การได้มาซึ่งแผนสุขภาพเท่านั้น  เพราะการเขียนแผนให้สวยงามนั้น  เขียนกันในหมู่นักวิชาการไม่กี่คนอาจได้แผนที่สมบูรณ์ที่สุดมากกว่าการใช้กระบวนมีส่วนร่วมด้วยซ้ำ  แต่ความสำคัญของการทำแผนสุขภาพอยู่ที่ " กระบวนการในการจัดทำแผน  ที่จัดโอกาสให้ผู้ที่สนใจที่อยู่ต่างองค์กรแต่มีภารกิจในประเด็นเดียวกัน  ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน  ได้มาทำความเข้าใจระหว่างกัน  เห็นข้อจำกัดเห็นจุดแข็งเห็นจุดเชื่อมประสานในการทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคต  "  ซึ่งในความเป็นจริง  การทำงานร่วมกันในอนาคตด้วยความเป็นเครือข่ายแนวราบนั้น  อาจมีความสำคัญมากกว่าการเชื่อมต่อด้วยเพียงตัวโครงการในแผนสุขภาพเท่านั้น

  2. แผนสุขภาพฉบับแรกไม่จำเป็นต้องคาดหวังที่จะให้ได้แผนที่สมบูรณ์เป็นเลิศ  เพราะช่องว่างทางความคิดและช่องว่างระหว่างหน่วยงานอาจยังมีมาก  ต้องการการปรับจูนเข้าหากันให้มากขึ้น  ความคิดที่เป็นระบบอย่างราชการสาธารณสุขกับความคิดแบบลูกทุ่งแต่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงของชาวบ้าน  จะสามารถนำมาประสานเชื่อมต่อกันได้อย่างไร  ดังนั้นจึงต้องวางกระบวนการในการทำแผนที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ร่วมทำแผนอย่างเท่าเทียม  ไม่ใช่ให้นักวิชาชีพด้านสุขภาพเป็นพระเอกแสดงนำจนกดทับโอกาสในการมีส่วนร่วมของฝ่ายอื่น  เพื่อแผนที่ได้จะได้เป็นแผนที่ทุกคนเป็นเจ้าของ  ไม่ใช่เป็นแผนของฝ่ายราชการสาธารณสุขที่ภาคประชาชนและองค์กรท้องถิ่นมีส่วนแค่ร่วมแสดงความคิดเห็นเท่านั้น  แต่ไม่รู้สึกถึงการเป็นเจ้าของ  เพราะความรู้สึกเป็นเจ้าของนี้จะสำคัญมากกับการนำแผนไปปฏิบัติผลักดันต่อให้เป็นจริง  มิเช่นนั้นก็อาจได้แผนที่ดีที่สมบูรณ์แต่วางไว้บนหิ้งเช่นหลายๆแผนในอดีตที่ผ่านมา

    จากข้อคิดทั้ง 2 ประการ  ซึ่งควรจะเป็นเสมือนกระดิ่งที่คอยเตือนทุกครั้งในการจัดกระบวนการในการทำแผนสุขภาพ  ว่าควรต้องเน้นที่กระบวนการทำแผนให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของด้วยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายทุกภาคีอย่างแท้จริง และเน้นการจัดโอกาสให้หน่วยงาน องค์กรในภาคส่วนต่างๆที่มีบทบาทในประเด็นนั้นๆ ได้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนเชื่อมร้อยจนเกิดเป็นความสัมพันธ์ของเครือข่ายแนวราบให้ได้  อันจะเป็นประโยชน์ในการประสานและทำงานร่วมกันต่อไปในระยะยาว

การขับเคลื่อนที่เดินไปแล้วในการทำแผนสุขภาพจังหวัดสงขลา เนื่องจากการขับเคลื่อนแผนสุขภาพจังหวัดสงขลาในครั้งนี้  ต้องการการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างมาก  เพื่อให้เกิดแผนสุขภาพจังหวัดสงขลาที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ

ในเบื้องต้นกองเลขานุการชุดริเริ่มในการทำแผนสุขภาพสุขภาพอันประกอบด้วย  เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา ( Node สสส.สงขลา ) และสถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้ ( สวรส.ใต้ )  ได้มีการประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา  ซึ่งได้ให้แนวทางในการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในสงขลาขึ้น  และให้ความสำคัญกับการมองภาพอนาคตสงขลาในอีก 10-20 ปีข้างหน้า  และได้แนะนำให้มีคณะทำงานที่มีสัดส่วนในความหลากหลายของภาคี มาทำงานและเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อคิดภาพรวมระบบสุขภาพของจังหวัด ภายใต้กรอบการมีส่วนร่วมในทุกเรื่อง และมีความยั่งยืนในอนาคต

ผลของการหารือ  ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายสมพร ใช้บางยาง  ได้ลงนามในคำสั่งที่ 3160/2548 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสร้างสุขภาพจังหวัดสงขลาแบบบูรณาการ ซึ่งเป็นคณะกรรมการหลายภาคส่วนเพื่อผลักดันให้เกิดแผนสุขภาพจังหวัดสงขลาและติดตามการสร้างสุขภาพแก่คนสงขลาในระยะยาว  ( ดังเอกสารแนบในภาคผนวก )  คำสั่งดังกล่าวมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างการยอมรับจากหลายภาคส่วนโดยเฉพาะส่วนของหน่วยงานราชการในการเข้ามาร่วมทำแผนสุขภาพอย่างจริงจัง  เพราะเป็นนโยบายหนึ่งของจังหวัดสงขลา

ในส่วนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลานั้น  นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา นายนวพล  บุญญามณี เองก็ได้ให้ความสำคัญกับการทำแผนสุขภาพจังหวัดสงขลาแบบมีส่วนร่วม  เพื่อใช้เป็นทิศทางในการขับเคลื่อนขององค์กรทุกภาคส่วนในจังหวัด  ทั้งในส่วนราชการ  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาสังคม ที่ผ่านมา อบจ.เองก็ประสบปัญหาการขอทุนสนับสนุนการทำโครงการด้านสุขภาพต่างๆจากองค์กรชมรมกลุ่มกิจกรรมต่างๆในจังหวัดอย่างหลากหลาย  ทำให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปในลักษณะที่มีโครงการ แต่ไม่มีพลังเพียงพอในการเปลี่ยนแปลงสังคมสู่สุขภาวะได้

ประกอบกับการทำงานขับเคลื่อนด้านสุขภาพในส่วนของภาคประชาสังคมที่ผ่านมานั้น  รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา  นายพีระ  ตันติเศรณี  ได้เข้าร่วมคิดร่วมเคลื่อนกับภาคประชาสังคมอย่างสม่ำเสมอทั้งในฐานะส่วนตัวและในบทบาทของการเป็นรองนายก อบจ.จังหวัดสงขลา  สิ่งเหล่านี้ทำให้การทำแผนสุขภาพจังหวัดสงขลาดังกล่าวได้กลายมาเป็นความเห็นร่วมที่ทาง อบจ.จะร่วมผลักดันให้เป็นจริง  จึงได้มีการสนับสนุนงบประมาณส่วนใหญ่ของการจัดทำแผนสุขภาพและยินดีที่จะนำรายละเอียดในแผนไปตั้งเป็นข้อบัญญัติทางงบประมาณสำหรับปี 2550- 2551 ต่อไปด้วย

อีกทั้งในส่วนของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลานั้น  ก็ได้มีการจัดทำแผนสุขภาพจังหวัดสงขลา  ซึ่งเป็นแผน 3 ปีคือปี 2549-2551 แล้วเสร็จตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายพินิจ  จารุสมบัติ  ซึ่งก็สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลนำเข้าในการจัดทำแผนสุขภาพจังหวัดสงขลาฉบับมีส่วนร่วมได้เป็นอย่างดี

ด้านของการเตรียมการขับเคลื่อนแผนสุขภาพจังหวัดสงขลานั้น  ได้มีการเตรียมงานไประดับหนึ่งแล้ว  โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมในระดับบน  ซึ่งเป็นเสมือนไฟเขียวที่ผู้บริหารระดับสูงของจังหวัดเปิดให้แล้ว  สำหรับภาคส่วนต่างๆรวมทั้งกลุ่มประชาสังคมที่สนใจในด้านสุขภาพก็มีความพร้อมที่จะเข้าร่วม  ดังนั้นสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของแผนสุขภาพจังหวัดสงขลาก็คือ  " การออกแบบกระบวนในการทำแผนอย่างมีส่วนร่วม  "  เพื่อให้แผนสุขภาพที่ออกมานั้นทุกฝ่ายให้การยอมรับและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง  รวมทั้งเกิดการเชื่อมประสานขององค์กรต่างๆที่สนใจหรือมีภารกิจในประเด็นเดียวกันได้เกิดการเรียนรู้  เข้าใจบทบาทขององค์กรอื่นและเกิดการประสานงานอย่างบูรณาการทั้งในแผนสุขภาพและกระบวนการอื่นนอกแผนสุขภาพต่อไป

13 ประเด็นหลักเพื่อสุขภาวะคนสงขลา จากวัตถุประสงค์ของแผนสุขภาพจังหวัดสงขลา  ซึ่งกำหนดเบื้องต้นเป็นแผน 2  ปีแบบมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในจังหวัดสงขลานั้น  ได้มีการประชุมเพื่อกำหนดประเด็นหลักที่มีความสำคัญสูงและเป็นที่สนใจของภาคส่วนต่างๆในการขับเคลื่อน  ได้ทั้งสิ้น 4 กลุ่มเนื้อหา รวม 13 ประเด็น  ได้แก่ 1  กลุ่มเนื้อหาด้านการจัดระบบบริการสุขภาพ  ซึ่งมี 3  ประเด็นย่อยคือ • ประเด็นการจัดระบบบริการสุขภาพของสถานบริการและหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
• ประเด็นกองทุนชุมชนหรือกองทุนออมทรัพย์ที่เอื้อต่อการสร้างสุขภาพ • ประเด็นบทบาท อสม.กับการสร้างเสริมสุขภาพ 2  กลุ่มเนื้อหาด้านการสร้างเสริมสุขภาพตามกลุ่มเป้าหมาย  ซึ่งมี 4 ประเด็นย่อยคือ • ประเด็นการส่งเสริมสุขภาพเด็กและเยาวชน • ประเด็นการดูแลผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส • ประเด็นสุขภาพวัยแรงงาน • ประเด็นการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ 3  กลุ่มเนื้อหาด้านปัญหาสุขภาพที่เป็นประเด็นเฉพาะ  ซึ่งมี 3 ประเด็นย่อยคือ • ประเด็นเกษตรเพื่อสุขภาพ และอาหารปลอดภัย • ประเด็นการป้องกันและลดอุบัติเหตุการจราจร • ประเด็นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ 4  กลุ่มกลไกการบริหารจัดการและการหนุนเสริม  ซึ่งมี 3 ประเด็นย่อยคือ • ประเด็นการจัดการข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ • ประเด็นการสื่อสารสาธารณะเพื่อสุขภาพ • ประเด็นการประสานงาน เชื่อมร้อยเครือข่ายและการวางระบบให้ต่อเนื่องยั่งยืน โดยในแต่ละประเด็นนั้น  ได้มีการทาบทามผู้ประสานงานไว้ 2 คน  เพื่อทำหน้าที่เชื่อมประสานและดำเนินกระบวนการทำแผนเฉพาะส่วนของประเด็นนั้นๆให้ลุล่วง โดยระดมสมองและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและองค์กรที่มีภารกิจในประเด็นนั้น ประเด็นละประมาณ 25 คนมาร่วมคิดร่วมวางให้เกิดเป็นแผนสุขภาพเฉพาะประเด็นที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเห็นด้วย เมื่อแต่ละประเด็นได้จัดทำแผนย่อยเฉพาะเสร็จแล้ว  ก็จะมีกระบวนการประชุมเพื่อนำแผนที่ได้มาบูรณาการหรือปรับเปลี่ยนให้สอดรับกันกับรายละเอียดของประเด็นอื่นๆด้วย โดยจัดหมวดหมู่ของแผนงานในแต่ละประเด็นย่อยให้เห็นเป็นยุทธศาสตร์ของจังหวัด เพื่อให้เป็นแผนสุขภาพจังหวัดสงขลาที่มีเนื้อหาเชิงบูรณาการ  ไม่ใช่แผนแยกส่วนตัดแปะ  เพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นแผนผังในการทำงานด้านสุขภาวะได้อย่างแท้จริง

การบริหารจัดการสำหรับการจัดทำแผนสุขภาพจังหวัดสงขลา การจัดทำแผนสุขภาพจังหวัดสงขลาในครั้งนี้  มีการบูรณาการงบประมาณในการจัดการจาก 3 ภาคส่วนคือ
1. องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา                              สนับสนุนงบประมาณ 313,025 บาท 2. สถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้ ( สวรส.ใต้ )            สนับสนุนงบประมาณ    72,500 บาท 3. เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา (Node สสส.)  สนับสนุนงบ          110,000 บาท รวมงบประมาณทั้งสิ้น    495,525 บาท

การบูรณาการงบประมาณจากหลายภาคส่วนนั้นนับเป็นกลไกที่สำคัญประการหนึ่งในการทำแผนสุขภาพในครั้งนี้  ทำให้สามารถปิดช่องว่างในข้อจำกัดเกี่ยวกับกฏเกณฑ์ด้านการจ่ายงบประมาณของแต่ละองค์กรได้
โดยมีการวางระบบการบริหารจัดการกลางให้สามารถเกิดการหนุนเสริมให้สามารถเกิดแผนสุขภาพที่ผู้คนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง  ซึ่งมีกองเลาขานุการที่ช่วยงานธุรการ  การเชื่อมประสาน การจัดการงบประมาณ และการจัดทำเอกสารจาก 4  องค์กรคือ 1. องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา
2. สถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้ ( สวรส.ใต้ )
3. เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา ( Node สสส.สงขลา )
4. งานแผนงาน นิเทศงานและประเมินผล  สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา

ทั้งนี้ในส่วนของประเด็นเนื้อหา 13 ประเด็นนั้น  ได้มีการสรรหาผู้รับผิดชอบในแต่ละประเด็น ๆ ละ 2 คน  เพื่อผลักดันเนื้อหาในรายประเด็น  ก่อนที่จะนำมาบูรณาการกันทั้ง 13 ประเด็น  เพื่อให้เกิดเป็นยุทธศาสตร์ร่วมของทุกภาคส่วนในระดับจังหวัดต่อไป การบูรณาการด้านงบประมาณและการมีภารกิจร่วมในการเป็นกองเลานุการในการจัดทำแผนนั้นสอดคล้องกับแนวคิดการบริหารจัดการอย่างใหม่คือ  ก้าวข้ามจากการมีส่วนร่วม ( participation ) มาสู่การเป็นหุ้นส่วน ( partnership)  ในการผลักดันแผนสุขภาพเพื่อสุขภาวะคนสงขลา

Relate topics

Comment #1
สุ (Not Member)
Posted @12 มิ.ย. 50 13:58 ip : 58...40

ประวัติศาสตร์ยาวนานของขบวนการภาคประชาชนสงขลา....แสดงถึงความเข้มแข็งของปชช.ตลอดเส้นทางบางคนมีส่วนร่วมในบางช่วงบางตอน  บางคนอย่างเกาะติดต่อเนื่องยาวนาน ...บางคนไปทำบางเรื่องที่สนใจ ...น่าสนใจว่าขบวนนี้จะไปไหนต่อ????? -รู้สึกว่า13ประเด็นที่บอกประเด็นการคุ้มครองผูบริโภคจะหายไปนะคะ...

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว