สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

บีบลดโฆษณาเหล้าออกทีวีหลังตี2แล้ว

by kai @17 ม.ค. 49 22:01 ( IP : 58...134 ) | Tags : ข่าวสุขภาพประจำวัน

บีบลดโฆษณาเหล้าออกทีวีหลังตี2แล้ว

วงการเหล้ากระอักครั้งใหญ่ กก.ควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เตรียมสั่งคุมเข้มทุกรูปแบบ ตั้งแต่เตรียมลด

โฆษณาทุกชนิด ทางทีวีจากสี่ทุ่มถึงตี 5 เหลือแค่ ตี 2-ตี 5 และคุมเข้มในนิตยสาร หนังสือพิมพ์ ฯลฯ ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กต่ำกว่า 21 ปี แทนจากเดิมที่ห้ามต่ำกว่า 18 ปี ห้ามขายแอลกอฮอล์ในสถานที่ 10 ประเภท ทั้งวัด โรงเรียน ปั๊มน้ำมัน สถานศึกษา ยานพาหนะ ฯลฯ คาดมาตรการทั้งหมดเรียบร้อยก.พ.นี้ ด้านวงการบุหรี่เริ่มเอาจริงวันนี้ สิงห์อมควันที่พ่นมั่วโดนจับปรับสูงถึง 2 หมื่นบาทแน่นอน หลังสธ.ลงนามร่วมเกือบทุกกระทรวงเอาจริง เพราะประกาศเขตควบคุมมานาน แต่ปล่อยปละละเลย

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 16 ม.ค. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ นายพินิจ จารุสมบัติ รมว.สาธารณสุข กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ (คบอช.) เพื่อพิจารณามาตรการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และร่างพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อเตรียมวางมาตรการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปี 2549 ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

นายพินิจกล่าวว่า มาตรการระยะสั้นมี 2 แนวทาง คือการเตรียมออกกฎหมาย ห้ามโฆษณาเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทางวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร อย่างเด็ดขาด หรือแนวทางที่ 2 จะใช้วิธีจำกัดการโฆษณาเพิ่มเติม โดยลดเวลาอนุญาตให้โฆษณาเหล้าทางวิทยุ โทรทัศน์จากเดิม ตั้งแต่ 22.00-05.00 น. รวม 7 ชั่วโมง แต่เวลาโฆษณาใหม่นี้จะลดเหลือเพียง 3 ชั่วโมง ตั้งแต่ 02.00-05.00 น. และจะมีการตัดข้อความโฆษณาแอบแฝงที่บริษัทสุรามักใช้เลี่ยงนำมาโฆษณาแฝงในลักษณะต่างๆ ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยลดการดื่มสุราลงได้อีกทางหนึ่ง

"มาตรการดังกล่าวเป็นการป้องกันเยาวชน ซึ่งจะให้คบอช.พิจารณาเรื่องการห้ามจำหน่ายแอลกอฮอล์ให้แก่เยาวชนอายุต่ำกว่า 21 ปี จากเดิมที่ห้ามจำหน่ายแก่เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี และจะมีการพิจารณาเรื่องของสถานที่จัดจำหน่ายเพิ่มเติม เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวไม่น่ามีปัญหาเพราะเป็นการรวมกฎหมายที่มีอยู่แล้ว ทั้งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมประชาสัมพันธ์ และสคบ. ซึ่งการออกกฎกระทรวงใหม่นี้ เป็นเพียงการเอากฎหมายมารวมเพื่อทำให้ควบคุมได้ดีขึ้นเท่านั้น และสามารถประกาศใช้ได้ทันที ไม่ต้องนำเรื่องผ่านครม. ทั้งนี้ร่างดังกล่าวจะพิจารณาให้เสร็จภายใน 30-45 วัน นับจากนี้" นายพินิจกล่าว

นายพินิจกล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการระยะยาว จะผลักดันพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งขณะนี้ยังเป็นร่างกฎหมายอยู่ มีสาระสำคัญทั้งเรื่อง การควบคุมผลิตและนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม การออกใบอนุญาตขายและการจำกัดพื้นที่ในการดื่มเครื่องดื่ม จะไม่ให้ออกใบอนุญาตขายและดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ 10 ประเภท ได้แก่ วัดและศาสนสถาน สถานพยาบาล ร้านขายยา สโมสรเยาวชน สถานศึกษา ยานพาหนะขนส่งมวลชน ปั๊มน้ำมัน ร้านค้าที่เปิดบริการทั้งวันหรือเกินกว่า 16 ชั่วโมง สวนสาธารณะและทางสาธารณะ โดยเฉพาะห้ามขายในหอพัก และห้ามดื่มในขณะขับขี่ยานพาหนะทุกชนิด

นายพินิจกล่าวต่อว่า มาตรการที่จะพิจารณาเพิ่มเติมในพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยังจะรวมถึงการห้ามจำหน่ายแอลกอฮอล์ให้แก่ผู้ที่ยังอยู่ในอาการมึนเมา จนแสดงพฤติกรรมวุ่นวาย ห้ามขายเหล้าเบียร์โดยเครื่องอัตโนมัติ การเร่ขาย การแจกแถม หรือแจกจ่ายรางวัล การควบคุมการโฆษณาทางสื่อต่างๆ ทั้งนี้คาดว่าร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะแล้วเสร็จภายในเดือนก.พ.2549 และใช้เวลาในการทำประชาพิจารณ์กับประชาชน และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วประเทศอีกประมาณ 2 เดือน ก่อนนำเสนอครม. คณะกรรมการกฤษฎีกา รัฐสภา และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

นายพินิจกล่าวต่อว่า สาเหตุที่ต้องควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากการศึกษาขององค์การอนามัยโลกพบว่า การห้ามโฆษณาเหล้ามีผลต่อนักดื่มหน้าใหม่ โดยปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มประเทศที่มีการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้อยกว่ากลุ่มประเทศที่ไม่มีการห้ามหรือจำกัดการโฆษณา ถึง 16 % และที่สำคัญคือ อัตราการตายจากอุบัติเหตุจราจรในกลุ่มประเทศที่มีการห้ามการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต่ำกว่าประเทศที่ไม่มีการห้ามหรือจำกัดการโฆษณาถึง 23 %

นายพินิจกล่าวต่ออีกว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้เกิดโรคต่างๆมากกว่า 60 กลุ่มโรค และเป็นสาเหตุการบาดเจ็บ การเจ็บป่วย การตาย และพิการมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคที่เกิดจากเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุจราจรมีมูลค่าสูงถึงปีละหนึ่งแสนล้านบาท รวมทั้งสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจปีละประมาณ 5 แสนล้านบาท

"ทั้งนี้ในการดำเนินการควบคุมลดปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะมีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการควบคุม ลด และเลิกการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากขณะนี้ขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินการ เช่น อาจใช้ 2% ของภาษีสรรพสามิตสุรา หรือใช้ 5-10% ของงบประมาณสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส." นายพินิจกล่าว

วันเดียวกัน เวลา 12.00 น. นายพินิจได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการจัดเขตปลอดบุหรี่ ตามพ.ร.บ.คุ้มครองสุขภาพผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2535 ที่กำหนดให้สถานที่ราชการหรือรัฐวิสาหกิจเป็นสถานที่ที่ให้มีการคุ้มครองผู้ไม่สูบบุหรี่ โดยมีปลัดกระทรวงและผู้แทนจาก 29 หน่วยงาน ร่วมลงนาม เพื่อให้สถานที่ทำงานจัดเขตปลอดบุหรี่ โดยเฉพาะสำนักงานส่วนกลาง เป็นแบบอย่างที่ดีของสถานที่สาธารณะอื่นๆในการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย

นายพินิจกล่าวว่า หลังจากกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกระทรวง (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2545 บังคับให้สถานที่ราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นสถานที่สาธารณะให้เป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่เพื่อคุ้มครองผู้ไม่สูบบุหรี่ ในขณะให้บริการประชาชนมานานกว่า 10 ปี แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากขาดนโยบายที่ชัดเจนและไม่มีผู้รับผิดชอบโดยตรง ดังนั้นการลงนามข้อตกลงร่วมกันในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในสถานที่เหล่านี้

"ต่อไปหลังลงนามความร่วมมือร่วมกันแล้ว หากข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง ประชาชน ยังสูบในที่ห้ามจะโดนปรับอย่างจริงจังตามกฎหมายคือ 2,000 บาท ส่วนปลัดกระทรวงจะถูกลงโทษปรับด้วย 20,000 บาท ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 17 ม.ค.2549 เป็นต้นไป" นายพินิจ กล่าว

นายพินิจกล่าวว่า ข้อตกลงร่วมกันระหว่าสถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ คือ ต้องจัดสถานที่และติดเครื่องหมายเขตปลอดบุหรี่หรือเขตสูบบุหรี่ให้ถูกต้องตามกฎหมายอย่างต่อเนื่องเป็นรูปธรรมและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง งดการโฆษณาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ยาสูบ จัดระเบียบการค้าขายภายในสถานที่ราชการ ไม่อนุญาตให้ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบแก่เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี และไม่รับการอุดหนุนหรือสนับสนุนด้านการเงินและสิ่งอื่นๆจากอุตสาหกรรมยาสูบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยงานที่ร่วมลงนามประกอบด้วย สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คมนาคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พลังงาน พาณิชย์ มหาดไทย ยุติธรรม แรงงาน กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศึกษาธิการ อุตสาหกรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด กรุงเทพมหานคร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

Relate topics

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว