สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

"ไฟใต้-น้ำท่วม" ฉุดเศรษฐกิจ 4 จชต.ดิ่งเหวทั้งระบบ

by kai @3 ม.ค. 49 00:00 ( IP : 58...129 ) | Tags : แนะนำจังหวัดสงขลา

"ไฟใต้-น้ำท่วม" ฉุดเศรษฐกิจ 4 จชต.ดิ่งเหวทั้งระบบ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 2 มกราคม 2549 22:57 น.


                ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - ในห้วงปี 2548 ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ได้ฉุดรั้งเศรษฐกิจใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา ไม่ให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างสะดวก แถมบ่อยครั้งหากเกิดเหตุการณ์ใหญ่ๆ ขึ้นมาคราใด ความถดถอยกลับมาเยือนอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงเอาเสียด้วย ไม่เพียงเท่านั้นสถานการณ์น้ำท่วมยังกระหน่ำซ้ำเติมยังความสูญเสียทางเศรษฐกิจแบบทบเท่าทวีคูณเข้าไปอีก
      เหตุผลดังกล่าวทำให้ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการ ในพื้นที่เห็นความซบเซาอย่างชัดเจน และไม่มีสัญญาณฟื้นตัวแต่อย่างใด โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมปัจจุบันมีจำนวนการสำรองห้องพักล่วงหน้าน้อยมาก อีกทั้งยังไม่มีนักท่องเที่ยวจากตลาดอื่น มาทดแทนนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย นอกฤดูกาลท่องเที่ยวโรงแรมส่วนหนึ่งมีรายได้เหลือเพียงนักธุรกิจชาวไทยที่จัดสัมมนาในจังหวัด และงานเทศกาลสำคัญประจำปีเท่านั้น ส่วนในช่วงเทศกาลนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนพฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับแทน
      ท่องเที่ยววิกฤต! โรงแรมชักแถวปิดตัวเพียบ
      โดยที่ จ.นราธิวาส นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในครึ่งปีแรก 75,599 คน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 32.0 อัตราการเข้าพักเฉลี่ยร้อยละ 29.08 เท่านั้น และมีปิดกิจการชั่วคราวคือ โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส ระดับ 5 ดาว ในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส ที่ได้ประกาศปิดตัวอย่างเป็นทางการรับปีใหม่ 1 ม.ค.2548 เนื่องด้วยมีรายจ่าย 500,000 บาทต่อวัน แต่มีรายได้เพียง 30,000 บาทต่อวันเท่านั้น
      ไม่เพียงเท่านั้น โรงแรมใน จ.นราธิวาสยังมีการประกาศปิดตัวอย่างถาวรตามมาอีกคือ โรงแรม เร็คโฮเต็ล ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส และโรงแรมเมอร์ลิน ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส สำหรับ จ.ยะลา ก็มีการประกาศขายโรงแรมมายเฮาส์ โรงแรมใหญ่ในเขตเทศบาลนครยะลาเช่นกัน
      ปรากฏการณ์เหล่านี้ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่มายัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางธุรกิจและทางประตูสู่การท่องเที่ยวของจังหวัดชายแดนใต้ จากสภาวะเมื่อเหตุการณ์ยังปกติมีนักท่องเที่ยวหมุนเวียนเข้าพักเฉลี่ย 80 %นั้น ตลอดปี 2548 เหลือนักท่องเที่ยวเพียง 30 % ในวันธรรมดาเท่านั้น และจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในวันหยุด ซึ่งชาวมาเลเซียจะเข้ามาบ้าง สำหรับเทศกาลต่างๆ นั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพเหตุการณ์ ซึ่งอยู่ในภาวะขาดทุนทั้งสิ้น เพราะต้นทุนการดำเนินการของธุรกิจโรงแรมสูงถึงกว่า 60% ของรายได้
      โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีชาวต่างชาติเข้าสู่หาดใหญ่ ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง 496,966 คน ลดลงร้อยละ 10.4 ของช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยลดลง ในสัดส่วนที่มากกว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพราะมีความอ่อนไหวด้านเหตุการณ์ความไม่สงบมากกว่า ส่งผลให้โรงแรมในเมืองหาดใหญ่ปิดกิจการ 1 แห่งคือ โรงแรมมายเฮาส์ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่
      อุตสาหกรรมการเกษตรตกต่ำทั้งระบบ
      ส่วนธุรกิจประมงทะเลปี 2548 ก็อยู่ในภาวะซบเซาหนักเช่นกัน โดยประสบปัญหาปริมาณสัตว์น้ำลดลง ราคาน้ำมันแพง แต่ราคาสัตว์น้ำไม่ได้ปรับตัวเพิ่ม ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่หยุดทำการประมงเป็นปัจจัยลบจากภายนอก ในปีนี้ จ.ปัตตานีและ จ.นราธิวาสมีผู้ประกอบการประมงจากภาคอื่น เช่น ภาคตะวันออก ภาคกลาง ย้ายกลับถิ่นเดิม เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย
      เช่นเดียวกับแรงงานจากภาคอีสานที่หายไปเรื่อยๆ จึงต้องหันไปใช้แรงงานต่างด้าวแทน ไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว เขมร ขณะที่ราคาสัตว์น้ำที่จำหน่ายในมาเลเซียสูงกว่า จูงใจให้เรือตั๋วที่จับสัตว์น้ำในมาเลเซียไม่นำสัตว์ขึ้นมาเทียบเรือประมงที่ไทย โดยในเดือน มี.ค. 2548 นี้ มีโรงงานต้องปิดกิจการ 1 แห่งด้วยคือ บริษัท เซาท์อีสต์เอเซีย จำกัด หรือซีแพค แล้วย้ายไปเปิดที่มหาชัย จ.สมุทรสาครแทน เนื่องจากปัญหาไม่มีวัตถุดิบ
      ทั้งนี้ ปริมาณสัตว์น้ำใน จ.ปัตตานี ระหว่างเดือน ม.ค.-ต.ค.2548 มีปริมาณรวม 79,688.60 เมตริกตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 22,728.34 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน 4.41% แต่คิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้น 11.12% ส่วนที่ จ.นราธิวาส เพียงครึ่งปีแรกมีปริมาณสัตว์น้ำขึ้นท่าเทียบเรือขององค์การสะพานปลา 3,026 เมตริกตัน ลดลงจากปี 2547 ร้อยละ 25.7 โดยมีมูลค่า 76.9 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 24.4 และที่ จ.สงขลามีปริมาณสัตว์น้ำนำขึ้นท่าเทียบเรือจำนวน 54,593 เมตริกตัน มูลค่า 1,627.4 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 56.9 และ 56.2 ตามลำดับ
      ด้านเกษตรกรชาวสวนยางพาราต้องประสบปัญหาภัยแล้งในไตรมาส 2 ของปี 2548 แม้ว่าราคายางพาราในปีนี้จะพุ่งพรวด เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ความต้องการยางธรรมชาติมีสูงแทนที่ยางสังเคราะห์ที่มีต้นทุนเพิ่มตามมูลค่าการผลิต และความต้องการใช้ยางจากจีนและญี่ปุ่นยังมีอย่างต่อเนื่อง แต่วิถีชีวิตของชาวสวนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เปลี่ยนเวลากรีดยางจาก 01.00-02.00 น. เป็นเวลา 06.00 น. เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งเวลาดังกล่าวทำให้ได้น้ำยางน้อยกว่าเวลาปกติ ยกเว้นใน อ.เบตง จ.ยะลา ที่สถานการณ์มีความสงบมากกว่าพื้นที่อื่น นอกจากนี้ยังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในสวนยาง ซึ่งอพยพหนีเพราะเหตุการณ์ความไม่สงบด้วย
      สำหรับลองกอง ซึ่งเป็นผลไม้ที่สร้างชื่อเสียงให้กับ จ.นราธิวาสนั้น ราคาในปีนี้ไม่สูงนัก ขณะที่อุปกรณ์และเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรปรับตัวสูงขึ้น แต่โชคดีที่การกระจายสู่ตลาดได้รับการดูแลจากรัฐดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยการจัดตั้งศูนย์คัดแยกไม้ผลชุมชนขึ้นในทุกอำเภอๆ ละ 1 ศูนย์ พร้อมสนับสนุนเงินหมุนเวียนอีกศูนย์ละ 1 ล้านบาท เพื่อรับซื้อลองกองจากเกษตรกร ยกเว้นผลผลิตในเกรดต่ำที่ราคาถูกและพ่อค้าคนกลางไม่กล้าเข้าไปรับซื้อ
      ภาวะการค้าและการลงทุนชะงักแบบสุดๆ
      เช่นเดียวกับภาคการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากปัจจัยแวดล้อมที่ไม่เกื้อหนุน ทำให้การก่อสร้างมีแนวโน้มลดลง ผู้ประกอบการชะลอการลงทุนเนื่องจากประสบปัญหาแรงงานอพยพออกนอกพื้นที่ เนื่องจากความไม่สงบในพื้นที่ ต้นทุนวัสดุก่อสร้างอยู่ในเกณฑ์สูง ทำให้การส่งมอบงานล่าช้า จนต้องจ่ายเงินทดแทนสร้างความเดือดร้อนอีกระดับหนึ่ง
      โดยในครึ่งปีแรกสถานการณ์ของ จ.ยะลา มีพื้นที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างในเขตเทศบาลจำนวน 43,268 ตารางเมตร ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 51.2 ที่ จ.นราธิวาส พื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 65.6 ส่วนใหญ่เป็นการก่อสร้างที่อยู่อาศัย ที่ จ.ปัตตานี มีพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างในเขตเทศบาลจำนวน 18,155 ตารางเมตร ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 17.6 เป็นพื้นที่ก่อสร้างเพื่อที่อยู่อาศัย 17,530 ตารางเมตร ลดลงร้อยละ 20.5 ส่วนที่ จ.สงขลา มีพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างในเขตเทศบาลเพียง 187,566 ตารางเมตร ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 37.5
      ขณะที่ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่อยู่อำเภอรอบนอก ต่างอพยพเข้ามาอยู่ในเขตเทศบาลและย้ายออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย และส่วนหนึ่งอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นับตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.-31 ธ.ค.2547มีจำนวน 756 คน และเพิ่มขึ้นอีก 552 คนใน 9 เดือนแรกหรือช่วง ม.ค.-ก.ย.2548 ทำให้มีตัวเลขการย้ายออกตามข้อมูลทะเบียนราษฎรรวมทั้งสิ้น 1,317 คน
      ส่วนการส่งเสริมการลงทุนก็ยังสะดุดไม่แพ้กัน โดยที่ จ.ปัตตานี มีกิจการที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จากศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคใต้จำนวน 1 โครงการ เมื่อเดือน พ.ค.2548 คือธุรกิจโรงแรมของบริษัท เซาท์ เทิร์น วิว จำกัด วงเงินลงทุน 97 ล้าน การจ้างงาน 167 คน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนจำนวนรายเท่ากัน แต่เงินลงทุนและการจ้างงานลดลงร้อยละ 93.2 และ 78.0 ตามลำดับ ซึ่งเป็นกิจการโรงแรมอาคาร 9 ชั้น ขนาด 107 ห้อง
      ส่วนการจดทะเบียนนิติบุคคลตั้งแต่เดือน ม.ค.-ต.ค.2548 ของ จ.ปัตตานี มีการจดใหม่จำนวน 52 ราย เป็นเงินทุน 68.50 ล้านบาท แจ้งยกเลิก 38 ราย คงอยู่ 773 ราย ที่ จ.ยะลามีโครงการได้รับการลงทุนจำนวน 1 ราย เงินลงทุน 90.0 ล้านบาท การจ้างงาน 55 คน เป็นการลงทุนในกิจการผลิตน้ำยางข้น
      ที่ จ.สงขลา ตั้งแต่ ม.ค.- ส.ค.2548 มีการจดทะเบียนตั้งโรงงานคงที่อยู่ ณ วันที่ 30 ก.ย.2548 จำนวน 1,875 โรง เงินทุน 36,920 ล้านบาท คนงานรวม 76,172 คน และตั้งแต่ ม.ค.-ส.ค.2548 มีโครงการที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจำนวน 11 โครงการ เป็นเงินลงทุน 1,398.6 ล้านบาท มีการจ้างคนไทยจำนวน 1,599 คน มีการจดทะเบียนนิติบุคคลใหม่ 462 ราย เงินลงทุน 1,041.12 ล้านบาท แจ้งยกเลิก 219 ราย คงอยู่ 7,678 ราย ส่วนที่ จ.นราธิวาส ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ต.ค. 2548 ยังไม่มีอุตสาหกรรมใดได้รับการส่งเสริม และมีการจดทะเบียนนิติบุคคลใหม่เพียง 5 ราย และแจ้งยกเลิก 16 ราย คงอยู่ 1,144 ราย
      ค้าชายแดนมีเพียงด้านสงขลาที่ไม่ซบ
      นอกจากนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้น ยังส่งผลต่อภาวะการค้าชายแดนที่ลดลงด้วย เนื่องจากความไม่ปลอดภัยและสินค้าส่งออกลดน้อยลง จากข้อมูลตั้งแต่ ม.ค.-ต.ค.2548 ที่ จ.นราธิวาส ณ จุดผ่านแดนถาวร (ด่านสุไหงโก-ลก และด่านตากใบ) มีมูลค่าการค้ารวม 3,268.52 ล้านบาท เป็นค้าส่งออก 921.1 ล้านบาท และการนำเข้า 2,347.42 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 1,426.32 ล้านบาท มีทะเบียนนิติบุคคลทั้งสิ้น 1,144 ราย เป็นเงินทุนจดทะเบียน 8,620 ล้านบาท
      ส่วนที่ จ.ปัตตานี มูลค่าการค้าชายแดน ณ ด่านศุลกากร จ.ปัตตานี มีการค้ารวม 4.03 ล้านบาท โดยไม่มีการส่งออกแต่อย่างใด เนื่องจากมีพื้นที่ทางทะเลติดกับประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น จึงมีการขนถ่ายสินค้ายังด่านในจังหวัดใกล้เคียงแทน
      ใน จ.สงขลา ตั้งแต่ ม.ค.-ก.ย. 2548 มีมูลค่าการค้าชายแดนรวม (ผ่านด่านศุลกากรสะเดา-ปาดังเบซาร์) 188,727.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2547 จำนวน 23,674.75 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 14.34 มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 9,317.70 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7.81 โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญได้แก่ ยางแผ่นรมควัน ยางธรรมชาติ ถุงมือยาง อาหารทะเลแช่แข็ง ไม้ยางพาราแปรรูป ส่วนมูลค่านำเข้าเพิ่มขึ้น 14,357.05 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 31.30 สินค้านำเข้าที่สำคัญได้แก่ อุปกรณ์ขุดเจาะ อะไหล่และอุปกรณ์ เครื่องจักร หลอดภาพโทรทัศน์ ประมวลผลข้อมูล วงจรพิมพ์ สัตว์น้ำแช่แข็ง รวม 68,278.66 ล้านบาท
      อุทกภัยหนักสุดในรอบ 10 ปีกระหน่ำซ้ำ
      และเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่เกิดอุทกภัยใน 8 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ต้องน้ำตานองหน้า เมื่อน้ำท่วมหนักสุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เบื้องต้นมีการสรุปความเสียหายเบื้องต้นทั้ง 13 อำเภอใน จ.นราธิวาส ที่ประสบภัยน้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย.-17 ธ.ค.2548 ทำให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 40,734 คน จำนวน 18,434 ครัวเรือน ความเสียหายเบื้องต้น 121,235,300 บาท ทั้ง 13 อำเภอ ยกเว้นในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส ถนนได้รับความเสียหาย 120 สาย
      ที่ จ.ปัตตานี สรุปความเสียหายเบื้องต้นจากสถานการณ์น้ำท่วม ณ วันที่ 21 ธ.ค. มีราษฎรได้รับความเดือดร้อน จำนวน 105 ตำบล 519 หมู่บ้าน จำนวน 41,624 ครอบครัว รวม 169,290 คน โดยเป็นบ้านเรือนเสียหาย 763 หลัง ถนนเสียหาย 368 สาย สะพาน 21 แห่ง ฝายน้ำล้น 21 แห่ง นาข้าว 30,511 ไร่ พืชไร่ 3,879 ไร่ พืชสวน 9,704 ไร่ ปศุสัตว์ 33,467 ตัว บ่อปลาเสียหาย 1,281 บ่อ สรุปความเสียหายเป็นเงิน 120,984,615 บาท
      ส่วนที่ จ.ยะลา 13-22 ธ.ค.สรุปความเสียหายในเบื้องต้นมูลค่าร่วม 98 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่การเกษตรพื้นที่ประสบภัย 58 ตำบล 354 หมู่บ้าน ประชากรเดือดร้อน สะพาน 141 แห่ง ถนน 651 สาย ความเสียหายด้านการเกษตร 10 ล้านบาท ประมง 11 ล้านบาท ปศุสัตว์ 3 ล้านบาท สาธารณะประโยชน์ 74 ล้านบาท บ้านเรือนและสถานที่ราชการ 6 ล้านบาท หมู่บ้านที่ประสบภัยหนักที่สุด ที่บ้าน กม.26 ใน หมู่ที่ 2 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา เนื่องจากถูกดินถล่มจนชาวบ้านกว่า 1,000 คนไม่สามารถออกสู่โลกภายนอกได้
      ส่วนที่ จ.สงขลา แม้ว่าความสูญเสียเกิดขึ้นน้อย เมื่อเทียบกับปี 2543 ซึ่งน้ำท่วมตัวเมืองหาดใหญ่ทั้งชั้นนอก และชั้นในทั้งหมด น้ำยังขังอยู่นานความมูลค่าความเสียหายจึงเกิน 1,000 ล้านบาท
      นอกจากนี้ ผลกระทบที่ตามมายังภาวะน้ำท่วมถือว่าซ้ำเติมธุรกิจค้าส่งใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้ทรุดหนักลงไปอีก นอกจากลูกค้าสั่งซื้อสินค้าน้อยลง ยอดขายลดลง 50% เพราะแต่ละร้านต้องปิดเร็วขึ้น ทำให้มีระยะเวลาขายสินค้าสั้นลงแล้ว ถนนที่ขาดหลายสาย บางจุดรถใหญ่ไม่สามารถผ่านได้ ทำให้ไม่สามารถส่งสินค้าได้ตามกำหนด รายได้ของผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก-ส่งจึงลดลงอีกประมาณ 40%
      ทั้งนี้ "ผู้จัดการรายวัน" ได้สอบถามนักธุรกิจในจังหวัดชายแดนใต้ ให้ความเห็นว่าเหตุการณ์ความไม่สงบที่ทำให้ประชาชนใน 3 จังหวัดหวาดกลัวมากที่สุดคือ การข่มขวัญและก่อเหตุฆ่ารายวัน โดยใช้วิธีก่อกวน เผาทรัพย์สินสาธารณะ สถานที่ราชการ วางระเบิด และซุ่มยิง ทำให้ชาวบ้านทุกหัวระแหงอยู่อย่างหวาดกลัว โดยต่างให้ความเห็นว่าหากสถานการณ์ความไม่สงบลดน้อยลงจนสู่ภาวะปกติ ภายใน 1 ปี ก็จะสามารถฟื้นฟูกิจการให้มีความมั่นคงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง