โรคเรื้อรัง เป็นสาเหตุฆ่าตัวตายมากที่สุด
28 พฤศจิกายน 2548 12:50 น.
สธ. ชี้ต้นเหตุการฆ่าตัวตายที่สำคัญของคนไทย มาจาก 3 โรคสำคัญ พบมากอันดับ 1 ได้แก่ โรคทางกายเรื้อรัง อาทิ มะเร็ง พบได้ 57% รองลงมาคือ โรคซึมเศร้า 22%
และโรคจิต 11% วางมาตรการรุกเพื่อป้องกัน ด้วยการเปิดเว็บไซต์ให้ความรู้ประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง เริ่มต้นปีหน้านี้
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีช่วยว่า การกระทวงสาธารณสุข เปิดประชุมชี้แจงนโยบายเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานป้องกันการฆ่าตัวตาย จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน และสถานีอนามัย จากทั่วประเทศ 250 คน ในการจัดทำแผนบูรณาการในเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้มีภาวะซึมเศร้าและเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ประจ ำปี 2549 เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หลังจากที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา
นายอนุทิน กล่าวว่า จากการวิเคราะห์สถิติการฆ่าตัวตายในประเทศไทยล่าสุดในรอบ 6 เดือนแรกปี 2548 พบว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จลดลงจากแสนละ 8.2 ในปี 2544 เหลือแสนละ 6.4 ในปี 2548 จากการวิเคราะห์สภาพปัญหาการฆ่าตัวตายในปี 2547 พบว่าผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จมากที่สุด 1 ใน 4 อยู่ในกลุ่มอายุ 30-39 ปี รองลงมาคือผู้ที่ในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น อายุ 20-29 ปี มี22% และกลุ่มอายุ 10-19 ปี มี 8% โดยเพศหญิงมีอัตราฆ่าตัวตายมากกว่าผู้ชาย ถึง 3 ต่อ 1
ปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการทำร้ายตัวเอง พบว่าส่วนใหญ่เกิดจากการทะเลาะบุคคลใกล้ชิด 36% รองลงมาได้แก่น้อยใจ ถูกดุด่า ตำหนิ 33% มาจากความรัก ความหึงหวง 21% และภาวะซึมเศร้า 13% ภาคที่มีอัตราการฆ่าตัวตายมากที่สุดได้แก่ ภาคเหนือ พบได้แสนละ 11.96 รองลงมาคือภาคกลางแสนละ 7.28
นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า นอกจากมูลเหตุทางอารมณ์แล้ว ยังพบว่า ผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ จะมาจาก โรคประจำตัวด้วย มากที่สุด ได้แก่ โรคทางกายเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง ติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดเชื้อเรื้อรัง อื่นๆพบได้ 57% รองลงมาได้แก่โรคซึมเศร้า 22% และโรคจิต 11% และยังพบว่ามีการทำร้ายตัวเองร่วมกับทำร้ายคนอื่นด้วยในอัตราแสนละ 0.29 ดังนั้นในการป้องกันและลดปัญหาการฆ่าตัวตาย หากพบผู้ป่วยดังกล่าว ขอให้พาเข้ารักษาที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน เนื่องจากเป็นโรคที่สามารถบำบัดรักษา ป้องกันไม่ให้โรคกำเริบอาการรุนแรงได้
สำหรับในปี 2549 จะขยายหน่วยบริการด้านการคัดกรองและช่วยเหลือผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า เสี่ยงฆ่า ตัวตายเพิ่มขึ้นโดยเพิ่มบริการในโรงพยาบาลชุมชนเพิ่มจาก 80% เป็น 85% เพิ่มบริการในสถานีอนามัย ศูนย์สุขภาพชุมชน จาก 60% เป็น 65% โดยตั้งเป้าลดอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จไม่เกินแสนละ 7 ให้การดูแลช่วยเหลือผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จอย่างต่อเนื่องครอบคลุม 90% และลดอัตราการฆ่าตัวตายซ้ำใน ผู้พยายามฆ่าตัวตายที่เคยมารับบริการแล้ว 10%
ด้านนายแพทย์หม่อมหลวงสมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาการฆ่าตัวตายของประชาชน ในปี 2549 จะเน้นหนักใน 3 เรื่องได้แก่ การสร้างความรู้ ความเข้าใจ การยอมรับในสังคม การพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรในเครือข่าย และการพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง โดยจะเปิดเว็บไซต์ให้ความรู้การป้องกันการฆ่าตัวตายสำหรับนักวิชาการและประชาชน และเว็บไซต์เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโม ง
ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการ คาดว่าจะเปิดบริการในต้นปีหน้านี้ นอกจากนี้จะมีการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบปัจจัยทางสังคมจิตใจของผู้ฆ่า ตัวตายในเขตภาคเหนือกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อวางมาตรการแก้ไขที่เหมาะสมขึ้นไปอีก
Relate topics
- 28 มกราคม 55 - เปิดตลาดนัดสุขภาพสายใยชุมชน
- ผลวิจัยคุณภาพชีวิตรอบโรงงานเปรียบเทียบในจะนะ
- ชวนลูก จูงหลาน ขี่รถ แลเขาคูหา
- ชวนชาวสงขลาร่วมช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยคาบสมุทรสทิงพระ
- สมัชชาสุขภาพกับการพัฒนาประเทศ
- ห้องเรียนท้องนาจะเปิดเรียนแล้วนะ
- 19 ส.ค. 53 13.30-15.30 น. ถ่ายทอดสดคลินิกทางไกล จากศูนย์เรียนรู้ สจรส. มอ.
- ขอเชิญร่วมโครงการเดินเพื่อสันติปัตตานี
- รางวัลสนับสนุนชุมฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า
- รวมน้ำใจเพื่อช่วยสร้างอาคารใหม่ "มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค” เหยื่อป่วนเผาเมือง