นโยบายอาหารปลอดภัย "ภารกิจเพื่อคนไทย" ดันครัวไทยสู่ครัวโลก
ปัจจุบันประชาคมโลกกำลังให้ความสนใจเรื่องอาหารปลอดภัย(Food Safety) มากขึ้น เนื่องด้วยปัจจัยของสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงจนน่าเป็นห่วง บวกกับการเพิ่มขึ้นของรายได้ประชากรและความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ที่ทำให้คนกล้าลงทุนและใส่ใจเรื่องคุณภาพชีวิตของตัวเอง
ขณะเดียวกันความพยายามของประเทศผู้นำเข้าทั้งหลายที่ไหลไปตามกระแสดังกล่าว ซึ่งมักจะยกประเด็นเรื่องสุขภาพอนามัยของประชาชน มาเป็นเครื่องมือต่อรอง เพื่อการกีดกันสินค้าเกษตรและอาหาร จากประเทศผู้ส่งออก
ผลกระทบที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ คือภาคการผลิตในอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศผู้ส่งออกเหล่านั้น ซึ่งเป็นธุรกิจต้นน้ำที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับห่วงโซ่อาหารทั้งระบบ จำเป็นต้องเร่งปรับตัว อีกทั้งการกำหนดนโยบายของรัฐ ก็ต้องมีการปรับปรุงให้ทันการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ที่สำคัญเรากำลังผลักดันนโยบายให้ไทยเป็น "ครัวของโลก" ด้วยศักยภาพของการเป็นแหล่งส่งออกสินค้าอาหารรายใหญ่ จำเป็นที่นโยบายควรมุ่งเน้นความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารอย่างจริงจังมากขึ้น
ทั้งนี้ คงต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ผลิตอาหารของไทย ในการรักษามาตรฐานคุณภาพความปลอดภัยของอาหารได้คงเส้นคงวาแค่ไหน เพราะกระบวนการในการตรวจสอบมาตรฐานและรับรองคุณภาพสินค้าที่บริโภคในประเทศ และที่ส่งออก ต้องมีคุณภาพตามหลักมาตรฐานสากล
รายงานตัวเลขการส่งออกสินค้าอาหาร พบว่าไทยอยู่ในอันดับ 15 ของโลก โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญคือ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้าอาหาร ตั้งแต่ปีพ.ศ.2540 ถึง พ.ศ.2546 พบว่ามูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 325,638 เป็น 457,410 ล้านบาท
แต่หากเปรียบเทียบสัดส่วนของมูลการส่งออกโดยรวมแล้ว กลับมีอัตราที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากร้อยละ 18.0 ในปี 2540 เป็นร้อยละ 13.8 ในปี 2546 อันเป็นผลมาจากการตั้งมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารในระดับที่สูงและนำมาเป็นเครื่องมือในการกีดกันสินค้านำเข้า (Non-tariff Bariers หรือ NTB) ทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารของไทยเริ่มประสบปัญหา
โดยเฉพาะกรอบความตกลงขององค์การการค้าโลก(WTO)ที่มีข้อตกลงระหว่างประเทศสมาชิกที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี เป็นอุปสรรคสำคัญซึ่งผู้ส่งออกต้องเผชิญ หรือแม้แต่ในสหภาพยุโรปเองก็ได้จัดทำสมุดปกขาว สำหรับความปลอดภัยของอาหาร(White Paper on Food Safety) ที่มีการกำหนดบังคับใช้ มาตรฐานระบบ HACCP (Hazard Analysis and Critical Control Point) และ GMP (Good Manufactoring Practices) เป็นต้น
จำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยเราจะต้องปรับตัว เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันเพื่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ เนื่องจากแนวโน้มการแข่งขันและการกีดกันทางการค้าเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเน้นเรื่องคุณภาพความปลอดภัยในการบริโภค เช่น เรื่องสารตกค้าง ความปลอดภัยทางชีวภาพ ตลอดจนจัดระบบการพัฒนาและควบคุมคุณภาพจากไร่นาถึงโต๊ะอาหาร(From Farm to Table) การยกระดับขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการที่จะใช้ในการตรวจสอบทั้งในระดับไร่นาและในด้านการแปรรูป การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องสินค้า GMOs
ทว่าตัวเลขการใช้สารเคมีในวงจรอาหารกลับสวนทางในสิ่งที่ควรจะเป็น เมื่อปริมาณการนำเข้าสารเคมีอันตรายทางการเกษตรได้เพิ่มขึ้นสูงมากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นับแต่ปีพ.ศ.2537 ถึง พ.ศ. 2546 พบว่ามีมูลค่าการนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้นจาก 3,584 ล้านบาทเป็น 11,341 ล้านบาท
จากการใช้สารเคมีที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ ทำให้ห่วงโซ่อาหารมีความเสี่ยงต่อการบริโภค ประเทศได้สูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดินและสิ่งแวดล้อมอย่างไม่อาจนับค่าได้
ทิศทางเกษตรอินทรีย์จึงเป็นยุทธศาสตร์ชาติที่สำคัญสำหรับอนาคตเพราะอยู่บนหลักการของการเอื้ออาทรต่อผู้ผลิต เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งนอกจากจะเปิดโอกาสให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าเกษตรได้มากขึ้นและสามารถลดข้อกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีลงได้แล้ว ยังเป็นวิธีการผลิตที่ช่วยลดการใช้สารเคมีต่างๆทำให้ดุลการค้าและดุลชำระเงินของประเทศดีขึ้นอีกด้วย
ทว่าเกษตรอินทรีย์ในปัจจุบันยังมีปัญหาในเรื่องความหลากหลายด้านมาตรฐาน ถ้าเป็นมาตรฐานการส่งออก ต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานระหว่างประเทศ (IFOAM) หรือหน่วยงานที่ต่างประเทศให้การรับรอง เช่น สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์(มกท.) นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานในประเทศอีกหลายสำนัก
ที่ผ่านมาได้มีความพยายามทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศคู่ค้าในฐานะผู้ส่งออกสินค้าอาหารที่มีคุณภาพและมาตรฐานรายใหญ่ เริ่มจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2546 เห็นชอบกรอบแนวทางปฏิบัติการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหาร (Road Map of Food Safety) จากนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานนับตั้งแต่ขั้นตอนการนำเข้า ฟาร์ม สถานที่ผลิต/ผู้ประกอบการ ผลผลิต ตลาด และผลสัมฤทธิ์
ด้านกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำ Road Map of Food Safety กำหนดแนวทางการดำเนินงานที่ครอบคลุมทางด้านการนำเข้า การแปรรูป การจำหน่าย การพัฒนาศักยภาพผู้บริโภคและผลผลิต ทั้งยังกำหนดเครื่องหมายการรับรอง "อาหารปลอดภัย"
ส่วนที่สถาบันคลังสมองของชาติได้จัดทำ "โครงการศึกษาสถานการณ์และระบบการจัดการความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศไทย" เพื่อศึกษาสถานภาพความปลอดภัยด้านอาหารในรูปแบบของห่วงโซ่อาหารแบบครบวงจร
ขณะที่สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย ร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ร่วมมือกันจัดเสวนาความปลอดภัยของอาหารประจำทุกเดือนนับแต่เดือนมกราคม 2546 จนถึงปัจจุบัน
ตลอดจนสถาบันอาหารได้จัดทำแผนแม่บทอุตสาหกรรมสาขา(สาขาอาหาร) เสนอต่อกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ต้องมีหน่วยงานกลางระดับชาติทำหน้าที่พัฒนาและยกระดับมาตรฐาน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านกฎระเบียบมาตรฐาน ด้านการตรวจสอบรับรองคุณภาพสินค้าและสนับสนุนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ด้านการเจรจาการค้า ด้านการกักกันตรวจสอบสินค้าอาหารนำเข้า
โลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับทางเลือกที่ท้าทายและโอกาสใหม่ๆในการพัฒนาภาคการเกตร คือจะเลือกผลิตตามแนวทางการเกษตรแบบธรรมชาติหรือเกษตรอินทรีย์ หรือการผลิตแบบอาศัยเทคโนโลยีที่ใช้สารเคมี สำหรับการตัดต่อทางพันธุกรรมซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ถึงแม้ว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้สูงกว่าการผลิตแบบใช้สารเคมีหรือแบบธรรมชาติ แต่ก็เป็นเทคโนโลยีที่ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาเข้าถึงได้ยากและยังเสี่ยงต่อการบริหารจัดการให้เป็นไปด้วยความปลอดภัย
ประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าจะดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและความปลอดภัยทางอาหารในแนวทางใดเป็นหลัก กล่าวคือจะมุ่งเปิดตลาดสินค้าที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรมโดยหวังได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศสหรัฐอเมริกาที่กำลังก้าวหน้าไปอย่างมากหรือจะสร้างศักยภาพให้ประเทศไทยเป็นแหล่งการเกษตรยั่งยืนเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารปลอดภัยในภูมิภาคที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้เป็นอย่างดี โดยสอดคล้องกับเงื่อนไขพื้นฐานทางด้านปัจจัยการผลิตและฐานะด้านการพัฒนาทางเทคโนโลยีของไทยด้วย
ปัจจุบันเรากำลังผลักดันนโยบายให้ไทยเป็น "ครัวของโลก" ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดที่เห็นว่าอาหารไทยเป็นอาหารที่มีรสชาติเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ทิศทางของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงสู่การบริโภคที่เน้นความปลอดภัย เป็นสำคัญ ไม่เพียงแต่การเน้นรสชาติที่แปลกใหม่เท่านั้น นโยบายของประเทศจึงควรหันมามุ่งเน้นความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารอย่างจริงจังมากขึ้น โดยให้ความสำคัญทั้งในเรื่องของการค้าระหว่างประเทศและสุขภาพอนามัยในการบริโภคของประชาชนภายในประเทศที่ได้มาตรฐานทัดเทียมกับนานาชาติด้วย
หมายเหตุ : ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน วันอังคารที่ 21 มิถุนายน 2548
Relate topics
- อีกหนึ่งอุดมการณ์ สานความตั้งใจฟื้นฟูวิถีชาวนาไทยแห่งลุ่มน้ำคลองภูมี
- เปิดตัวสำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม 4 ก.พ.นี้
- ออกปากดำนาภูมิปัญญา - ห้องเรียนท้องนา
- สัญจรสภาความร่วมมืออาหารปลอดภัยโซนคาบสมุทรสทิงพระ อ.กระแสสินธุ์
- รายงานการประชุมคณะทำงานประเด็นเกษตรและอาหารที่เอื้อต่อสุขภาพ ประจำเดือนมิถุนายน
- "สะตอ" ผักพื้นบ้านภาคใต้มากประโยชน์
- เร่งดันผลิต 'เกษตรอินทรีย์' รองรับตลาดโลก 1.3 ล้านล้านบาท
- พบ16กลยุทธ์เคมีเกษตรทำชาวนา-ผู้บริโภคตายผ่อนส่ง
- กรมวิชาการเกษตรชี้ปลูกพืชGMOเพื่อศึกษาวิจัย-ยันมีมาตรการคุมเข้ม
- กรมวิชาการฯแนะ5กรรมวิธี คุมวัชพืชสวนยางไม่พึ่งสารเคมี