คำกล่าว ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในโอกาสรับฟังผลการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 23 ณ โรงแรมอมรินทร์ลากูน จังหวัดพิษณุโลก
วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม 2548 เวลา 10.45 น.
ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก
ท่านประธานกรรมการหอการค้าไทย ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดจากทั่วประเทศ
ท่านสมาชิกสภาหอการค้าไทย หอการค้าจังหวัดทุกท่าน
เป็นอีกวาระหนึ่งที่เราได้มาพบกันปีละหน เมื่อปีที่แล้วที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ปีหน้านครราชสีมา ผมฟังสรุปเที่ยวนี้ ฟังรายงานจากท่านประธานหอการค้าไทย ฟังผลสรุปจากท่านเลขานุการ ผมมีความรู้สึกว่าวันนี้เปลี่ยนไป เปลี่ยนไปในลักษณะที่เป็นมืออาชีพมากขึ้น มีหลักแผนการมากขึ้น ซึ่งเป็นอะไรที่ผมอยากเห็นอย่างนี้มานานแล้ว เพราะจุดอ่อนของนักธุรกิจไทยคือมักจะเป็นธุรกิจที่ทำแบบครอบครัวโบราณมานานแล้ว และไม่ค่อยยอมรับเรื่องการเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมรับการใช้วิชาการสมัยใหม่ อันนี้คือจุดอ่อนที่ทำให้ธุรกิจไทยไม่ค่อยเข้มแข็ง ธุรกิจไทยใหญ่ ๆ มีน้อยเพราะว่าการไม่รู้เท่าทันโลกทุนนิยม เราไม่สามารถที่จะใช้วิชาการ ใช้เครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ภายใต้ระบบทุนนิยมนี้ได้อย่างดีพอ เราก็เลยไม่ค่อยแข็งแรง แต่วันนี้มาฟังรู้สึกดูแล้ว มีการพูดถึงเรื่องจริยธรรม มีการพูดถึงเรื่อง Logistic มีการพูดถึงเรื่องของพลังงาน คือมีการทำให้ตัวเองทันสมัยกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก
ผมได้รับทราบว่าผู้ว่าราชการจังหวัดปีนี้ให้ความสนใจในเรื่องของเศรษฐกิจมากขึ้นกว่าทุกปี เป็นสัญญาณที่ดี ถ้าไม่เช่นนั้นเราจะไม่มีโอกาสที่จะเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่เข้มแข็งเลย ประเทศที่มีเศรษฐกิจที่เข้มแข็งก็มักจะเป็นประเทศที่มีคนที่เราเรียกว่าเป็นคนชั้นผู้ประกอบการจำนวนมากพอ เพราะไม่เช่นนั้นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจมีไม่พอ เพราะตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่แท้จริงนั้นคือภาคธุรกิจเอกชน ภาคราชการมีส่วนกระตุ้นสนับสนุนให้รักษากติกา แต่ว่าตัวของผู้ประกอบการเองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ที่จะทำให้เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง ผมจำได้ว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้บอกเมื่อวันเปิดสัมมนาว่า ต่อไปเราจะพึ่งเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น ซึ่งผมได้ยกตัวอย่างเรื่องนี้มานาน และขอยกต่อไป ท่านดูออสเตรเลียซึ่งมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ใหญ่กว่าประเทศเรา 3.3 เท่า แต่ส่งออกน้อยกว่าประเทศไทย แสดงให้เห็นว่า GDP ของเขาที่เติบโตนั้นส่วนใหญ่มาจากเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งเมื่อก่อนนี้เราไม่เคยสนใจเลย เรามุ่งส่งออกอย่างเดียว มุ่งเรื่องของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) อย่างเดียว ในที่สุดคนของเราไม่ค่อยแข็งแรง เกษตรกรก็ไม่ค่อยแข็งแรง มีคนแข็งแรงไม่กี่เจ้า แต่พอผมมาเป็นรัฐบาลเมื่อปี 2544 หัวข้อของผมคือว่าต้องเร่งเศรษฐกิจในประเทศ และในที่สุดเราก็ฟื้น แล้วเราก็ใช้หนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ หัวข้อต่อไปนี้เศรษฐกิจในประเทศจะถูกส่งเสริมมากขึ้น แต่โดยเชื่อมประสานเข้ากับการ พัฒนาประเทศให้ทันสมัยและการส่งออก ในลักษณะการค้าแบบแลกเปลี่ยน (Barter Trade) มากขึ้น วันนี้ผมอยากจะมาบอกกับพวกท่านว่าเตรียมตัวอย่างไร และผมบอกได้เลยว่าถ้าวันนี้คนซึ่งเริ่มเข้าใจวิชาการ เข้าใจเรื่องของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม และเป็นผู้ประกอบการที่มีความแข็งแรงในระดับหนึ่งแล้ว จะเป็นผู้ที่พร้อมรับเศรษฐกิจที่กำลังจะเปลี่ยนไปนี้ได้ดีที่สุด แต่ถ้าคนยังคิดว่าข้าไม่เปลี่ยน ข้าขออยู่ของข้าอย่างนี้ ข้าจะไม่รับรู้อะไรเลย ก็ได้ผลเหมือนกัน เพราะว่าเศรษฐกิจดีขึ้นแต่ยังไม่มาก
เพราะฉะนั้นวันนี้อยากมาพูดเรื่องราวต่อไปนี้ให้ฟัง อย่างเมื่อสักครู่นี้เราพูดกันถึงเรื่องว่าอยากได้องค์กรที่มาดูแลเรื่องเขตการค้าเสรี FTA (Free Trade Agreement) เป็นพิเศษ อันนี้แน่นอน ที่เรากำลังพูดกันเมื่อสักครู่นี้บอกว่า ภาษีศุลกากรในปี 2525 จะเหลือ 0 ซึ่งคงจะเร็วกว่านั้น ถ้าให้ผมยิ่งอยู่นานยิ่งเร็วกว่านี้ เพราะว่าผมบอกกับทางกรมศุลกากรว่าให้เตรียมการได้เลยว่า ภาษีส่วนที่เป็นรายได้ของรัฐ ส่วนที่มาจากภาษีศุลกากรนั้น ให้ทำใจได้เลยว่ามีแต่จะลดลง เพราะจะตั้งเป้าให้ภาษีศุลกากรขึ้นนั้นเป็นเป้าที่ไม่ เป็นจริงแล้ว ทุกประเทศ ทั่วโลกเขามองกันว่าโลกทั้งโลกคือตลาด เพราะฉะนั้นผมอยากจะบอกท่านว่าให้มองทีละขั้นครับ
ขั้นแรกมองตลาดก่อนว่าโลกทั้งโลกคือตลาด ถ้าท่านเห็นตัวเลขส่งออกของเรา เวลานี้เราเติบโตในตลาดใหม่สูงมาก บางประเทศเติบโตถึง 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ 80 เปอร์เซ็นต์ ก็มี ตลาดเก่าที่แย่งกันพรุนหมดแล้วนั้นมีการเติบโตค่อนข้างน้อย 8 เปอร์เซ็นต์ 7 เปอร์เซ็นต์ แต่ตลาดใหม่เราโตมาก เพราะฉะนั้นโลกทั้งโลกคือตลาดของเรา แล้วพอบอกว่าโลกทั้งโลกคือตลาด ไม่ต้องไปไกลครับ จีน แต่ละมณฑลใหญ่กว่าหลายประเทศ อินเดียกำลังจะเปิด สองประเทศนี้มีประชากรเท่ากับ 1 ใน 3 ของประชากรโลก ไม่ต้องไปไกลเลย เสร็จแล้วให้มองอีกอันหนึ่ง ด้านผลิต ต้องมองว่าประเทศไทยทั้งประเทศคือโรงงานของเรา ถ้าท่านมองบอกว่าโรงงานของท่านต้องอยู่ที่หลังบ้าน หรือต้องอยู่ที่ที่พ่อแม่ซื้อไว้ให้ ท่านจะมีข้อจำกัดทันที แต่ถ้าท่านมองว่าประเทศไทยทั้งประเทศคือโรงงานของท่าน ท่านจะสามารถขยายกำลังการผลิตได้เร็ว โดยที่ไม่มีโสหุ้ยมากนัก แต่เดี๋ยวผมจะพูดเรื่อง Logistic
แล้วถ้าท่านมองเก่งกว่านั้น ท่านก็มองว่าประเทศเพื่อนบ้านก็คือโรงงานของเรา ตรงนั้นจะมองได้อีกชั้นหนึ่ง ผมจะวกกลับมาว่าทำไมผมพูดอย่างนี้ ประเทศไทยวันนี้ผมไปพบผู้นำประเทศทั่วโลก ผมบอกเขาว่าประเทศไทยมีเงินตราหลายสกุล มีเงินตราสกุลบาท เงินตราสกุลไก่ เงินตราสกุลยางพารา เงินตราสกุลข้าว มีหลายสกุล แล้วโรงพิมพ์แบงก์ของเราไม่ได้อยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้น หรือธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้เป็นคนจ้างโรงงานพิมพ์แบงก์ โรงงานพิมพ์แบงก์เราอยู่ในนาก็มี อยู่ในฟาร์มก็มี อยู่ในสวนก็มี นั่นหมายความว่าต่อไปนี้การค้าแบบแลกเปลี่ยนจะถูกใช้มากขึ้น แต่เรากำลังจะวางกลไกตัวนี้ให้เร็วขึ้น โดยมีสะพานทางการเงิน (Bridge Financing) หรือใช้การค้าแบบหักบัญชี (Account Trade) เข้ามาเป็นตัวเพิ่มตัวเสริม นั่นคือสิ่งที่ว่าเราต้องการ พัฒนาประเทศไทยให้สมัยใหม่อย่างเร็ว อย่างด่วน โดยที่ไม่มีปัญหาบน Current Account หมายความว่า 2 ขา ขาซื้อและขาขาย ถูกนับเป็น GDP หมด เราจะไปเอาของต่างประเทศเข้ามาให้พัฒนาประเทศไทยสมัยใหม่ขึ้น แล้วเราจะชำระเขาด้วยสินค้าเกษตร ซึ่งเราจะไปแทนที่ตลาดของคนอื่นเขา เพราะว่าโดยธรรมชาติของผู้ผลิตนั้นต้องการขาย ถ้าเขาจะซื้อจากคนที่ไม่ได้ซื้อของเขา เขาเลือกซื้อจากคนที่ซื้อของจากเขาดีกว่า ยกตัวอย่าง รัสเซีย ไก่ ไม่เคยซื้อจากเราสักตัว แต่เขานำเข้าไก่ปีละ 1 ล้านตัน เอามาจากสหรัฐอเมริกาและจากบราซิล ถามว่าเราส่งไก่เข้ารัสเซียได้หรือไม่ ได้ แต่ว่าเงื่อนไขมากมายไปหมด แต่ถ้าแลกของล่ะ แลกของเงื่อนไขจะลดลงไปฮวบเลย แล้วทำอย่างไร ผมก็ไปตั้งโรงงาน e - wap ตามหมู่บ้านต่าง ๆ พร้อมการแก้ปัญหาความยากจนในตัว ชวน ซี พี เข้ามา ชวนเบทาโกรเข้ามา ชวนศรีไทย ชวนสหฟาร์มเข้ามา มาต่อยอด ชาวบ้านได้เรียนรู้ ลูกหลานบางคนจบ ปวช.ก็มาเล่นคอมพิวเตอร์ควบคุมการป้อนอาหารไก่ บางคนก็เป็นแรงงาน แล้วเราก็สามารถที่จะเอาไปแลกสินค้า 1. ประเทศได้พัฒนา 2. เกษตรกรมีงานทำ 3. เราได้ตลาดใหม่เพื่อไปแย่งตลาดคนอื่น อันนี้จะทำให้เศรษฐกิจโตเร็วมาก นี่คือทิศทางที่จะเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ยกตัวอย่างง่าย ๆ มีบางประเทศมาเสนอว่าจะสร้างรถไฟฟ้าให้เรา 400,000 ล้านบาทถึง 500,000 ล้านบาท ไม่เอาเงินสักบาทหนึ่ง 6 ปีค่อยผ่อน แล้วผ่อนเป็นยางพารา ถ้าผมตกลงอย่างนี้แสดงว่าผมประกาศปลูกยางพาราเต็มบ้านเลย เพื่อที่จะให้ได้กรีดยางไปส่งให้ครบ 6 ปี ปลูกวันนี้ ยางพารา 5 ปีก็กรีดแล้ว ปีที่ 6 ได้น้ำยางมากเลย ผมก็เอายางพาราส่ง เกษตรกรผมมีงานแล้ว มีรายได้แล้ว รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงิน รัฐบาลจ่ายเงินให้ใคร จ่ายเงินให้เกษตรกร แล้วเกิดอะไรขึ้น เกษตรกรมีเงินใช่ไหม การจับจ่ายใช้สอยเศรษฐกิจในประเทศดีใช่ไหม ผมเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มใช่ไหม ผมเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้นิติบุคคลใช่ไหม แล้วตรงนั้นผมเอาไปใช้ใคร ก็ไปใช้แบงก์ที่ผมเอามาซื้อยางพารา สรุปแล้วไม่ต้องทำอะไร แต่ประเทศพัฒนาแล้ว ชาวบ้านมีรายได้แล้ว นี่คือสิ่งที่เรากำลังทำ และจะเป็น Model ที่หลายประเทศเริ่มมาสนใจ และถาม และผมได้ไปตกลงกับหลายประเทศ เขารับตรงนี้หมด แม้กระทั่งสหรัฐอเมริกาซึ่งไม่เคยรับมาก่อน ก็รับ เรามีสกุลกุ้ง คือเราสามารถปั๊มเงินจากดิน น้ำ ลม ไฟ แต่ในขณะที่ทุกประเทศเขาปั๊มเงินจากโรงงาน วันนี้ถ้าเราจะปั๊มเงินจากโรงงาน เราไม่ทันเขา เพราะเทคโนโลยี ความรู้ต่าง ๆ ฐานองค์ความรู้ (Knowledge Based) เราไม่ทัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ทันไม่ใช่จะยอมแพ้ แต่เราต้องทำพร้อมคู่ขนานกันไป นี่คือทิศทางที่จะบอกให้รู้ว่า ต่อไปนี้เกษตรและการแปรรูปเกษตรจะเป็นจุดที่ทำรายได้
อันที่สองถ้า Link เรื่องเกษตร ก็จะมีเรื่องของเกษตรที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน เกษตรที่เกี่ยวข้องกับพลังงานก็คือทำเอทานอล ทำไบโอดีเซล ก็คือปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง อ้อย ต่อไปนี้น้ำตาลไม่มีปัญหาราคาตกแล้ว เพราะเนื่องจากว่าส่วนหนึ่งถูกเอาไปทำเอทานอล น้ำตาลก็จะไม่ล้นตลาด เพราะฉะนั้นราคาน้ำตาลก็จะไปได้ สินค้าที่อิงน้ำมันอีกอันหนึ่งคือยางพารา ทำไมยางพาราอิง ก็เพราะยางพาราอิงราคาคู่แข่งของยางพารา คือยางสังเคราะห์ (Synthetic Rubber) ซึ่งสังเคราะห์ทำจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ซึ่งอิงราคาน้ำมัน เพราะฉะนั้นถ้าราคาน้ำมันยังสูงอย่างนี้ ยางพาราก็สูงต่อไป แล้ววันนี้ประเทศเพื่อนบ้านที่เรากำลังคุย ที่ท่านพูดกันเรื่อง AMECS การทำ Contract Farming กับประเทศเพื่อนบ้าน ทุกประเทศเขายินดีและเต็มใจอย่างยิ่ง เพราะเขาต้องการเงินทุนและการจ้างงานในประเทศเขา การลงทุนตรงนี้ทำให้เราไม่ต้องเสียเงินในการมาแก้ปัญหาในประเทศ มีทั้งแรงงานผิดกฎหมาย มีทั้งโรคติดต่อ มีทั้งยาเสพติด มีทั้งอาชญากรรม หลายอย่าง ที่คุมไม่อยู่ ความมั่นคง เพราะฉะนั้นการไปทำตรงนี้จะเป็นการช่วยประเทศทางอ้อม และช่วยประเทศเพื่อนบ้านทางอ้อม แล้วได้ความรู้สึกที่ดีต่อกัน ในฐานะเป็นประเทศเพื่อนบ้านติดกัน ตรงนี้จะไปเชื่อมโยงเรื่องของการแปรรูปสินค้าเกษตรเบื้องต้น
ผมกำลังมองเรื่อง Logistic 2 อย่าง อย่างหนึ่งคือระบบขนส่งของตัวมันเอง ไม่ว่าบก น้ำ ราง อะไรก็แล้วแต่ กับอีกอันหนึ่งคือว่า การสร้างให้เกิดเป็นชุมชนที่พึ่งตนเอง เพื่อให้การเคลื่อนไหวในการขนส่งลดน้อยลง อาทิ เช่น การทำโรงงานแปรรูปเบื้องต้นในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้การขนส่งนั้นมีการขนส่งวัตถุดิบน้อยลง ไม่ต้องขนวัตถุดิบ ก็ขนของที่แปรรูป อย่างเช่น เรื่องปาล์มน้ำมัน เราก็มีโรงงานอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เราก็เอากลับมา มากลั่นแยกในประเทศ การขนส่งก็ลดน้อยลง หรือแม้ว่ากลุ่มจังหวัด เราจะได้เป็น Self Contain ก็คือว่ามี Cluster บ้าง เมื่อ Cluster จังหวัดเกิดขึ้น ผมไปคิดถึงเรื่องอะไรทราบไหมครับ เรื่องถนน อย่างวันนี้ที่พิษณุโลกถือว่าเป็น Road Hub เป็นศูนย์กลางทางด้านถนนที่เชื่อม East West Corridor หรือที่ทางนี้เรียกกันว่าแยกอินโดจีน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเรามีการรวมกลุ่มของกลุ่ม ผมทำถนนวงแหวนเชื่อมหลายจังหวัด แล้วมีถนนย่อยไส้ไก่เชื่อมไป จะทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น แล้วจะเกิดการสร้างเศรษฐกิจที่ใช้สินค่า วัตถุดิบอยู่ในกลุ่ม เพราะฉะนั้นการเดินทางข้ามกลุ่มจะลดน้อยลง พอลดน้อยลงก็การขนส่งต่าง ๆ ค่าขนส่งต่าง ๆ ค่าโสหุ้ยต่าง ๆ จะถูก อันนี้คือการลด Logistic ซึ่งผมได้มอบให้กระทรวงคมนาคมไปทำแล้วว่า ลองไปคิดดูว่ากลุ่มจังหวัดเราจะทำถนนที่มีปัจจุบันมาเชื่อมให้เป็นวงกลมอย่างไร ถ้าไม่มีจะทำใหม่อย่างไร แม้กระทั่งในกรุงเทพฯ ผมจะทำวงแหวนอีกชั้นหนึ่ง วงแหวนชั้นนอกที่เรามีอยู่ จะทำอีกชั้นหนึ่ง เพราะฉะนั้นจะเชื่อมปริมณฑลหมด เพื่อที่จะให้การคมนาคมขนส่ง เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ
แล้ววันนี้อะไรเกิดขึ้น จีนกำลังชะลอตัวเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่จีนมีโรงงานเหล็กจำนวนมาก มีเครื่องมือหนักจำนวนมาก จีนวันนี้ต้องการออกข้างนอก แต่ขณะเดียวกันจีนกำลังเติบโตทางเศรษฐกิจ สิ่งที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของจีนนั้นเตรียมไว้มาก แต่กำลังชะลอ เพราะฉะนั้นเขาพร้อมที่จะมาทำ อย่างกรณีนี้เราชวนมาได้ มา มาทำให้เรา เงินไม่จ่าย จ่ายเป็นอาหาร เป็นสิ่งอื่น ๆ นั่นคือสิ่งที่เรากำลังมอง เมื่อวันก่อนผมได้ประชุม มีทีม ดร.ทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับทีมวิชาการของเขา ผมให้ไปศึกษาเรื่องการรู้เท่าทันโลกาภิวัตน์ ในด้านการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ สิ่งที่เราจะทำก็มีหลายขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 คือ เรากำลังจะปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยแยกเป็นสาขาอุตสาหกรรม การเกษตร บริการ และท่องเที่ยว เรากำลังดูว่าอะไรที่แข่งขันไม่ได้จะปรับให้แข่งขันได้อย่างไร อะไรที่แข่งขันได้ดีอยู่แล้วจะรักษาอย่างไร อะไรที่ปรับอย่างไรก็ไม่ไหว จะเปลี่ยนอย่างไร ทั้งด้านอุตสาหกรรมเกษตรและบริการ รวมทั้งท่องเที่ยว ตรงนี้เรากำลังจะทำ Roadmap ในแต่ละด้าน ซึ่งแน่นอนพวกท่านทั้งหลายจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม ไม่เช่นนั้นท่านก็จะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร คือวันนี้ทางภาคราชการเป็นภาคที่ใช้วิชาการมาก และพร้อมจะแชร์กับภาคเอกชน
ผมถึงบอกว่าหอการค้าก็ดี สภาอุตสาหกรรมก็ดี สิ่งที่เรากำลังพูดกันถึงเรื่องของข้อมูล สารสนเทศ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องรู้เราและรู้เขา จุดอ่อนของสังคมไทย จุดอ่อนของนักธุรกิจไทยคือไม่รู้ทั้งเราและไม่รู้ทั้งเขา แข่งขันก็แพ้ และแพ้หมดรูป และบางทีแพ้แล้วไม่รู้ตัวว่าแพ้ เพราะไม่รู้เราและไม่รู้เขา การจะรู้เราและรู้เขาต้องมีระบบสารสนเทศที่ดี มีระบบวิเคราะห์วิจัยที่ดี เพราะฉะนั้นทุนทั้งหลายที่เก็บมาเป็นกองทุนเป็นอะไรต่ออะไร ส่วนใหญ่ต้องเอามาใช้เพื่อการนี้ เพื่อจะให้ปัญญา ให้ข้อมูลแก่สมาชิก เพื่อสมาชิกจะได้ตั้งตัว ตั้งหลักได้ทัน จะปรับเปลี่ยนตัวเองได้ทัน ตรงนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกสถาบันจะต้องสร้าง สร้างแล้วมาแชร์ สร้างแล้วมาปรับเข้ากัน เพื่อจะให้เกิดกระบวนการรู้จริงของปัญหา ที่ผมพูดอยู่ตลอดเวลาว่าสังคมไทยเถียงกันไม่ตกฟาก เพราะอะไร เพราะคนไม่รู้เถียงกับคนไม่รู้ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีข้อมูลที่แท้จริง การเถียงยุติได้ชั่วเวลาสั้น ๆ เลย เพราะของจริงปรากฏว่าความจริงคืออันนี้
วันนี้เราจึงต้องการที่จะเห็นสถาบันอย่างหอการค้าก็ดี สภาอุตสาหกรรมก็ดี สมาคมธนาคารก็ดี ได้ใช้เวลาและใช้เงินกับสิ่งเหล่านี้ เพราะผมไปต่างประเทศ แต่ละแห่งมีการทำการค้นคว้าวิจัยที่ซับซ้อนละเอียดอ่อน (Sophisticate) การค้นคว้าวิจัยความคิดเห็นธรรมดา (Opinion Research) นั้นได้ระดับหนึ่ง เป็นการตอบรับของ Outside in เท่านั้นเอง แต่การค้นคว้าวิจัยที่จะมีการวิเคราะห์ทิศทางต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการวิจัย ที่ Sophisticate ขึ้น อันนี้ผมขอ แล้วก็ถ้าต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาล รัฐบาลพร้อมสนับสนุน แต่อยากสนับสนุนในลักษณะของการให้ได้ปัญญาให้ได้ความรู้ที่แท้จริงของการแก้ปัญหา แล้วเราจะได้ถูกทิศทาง ที่ห่วงกันเรื่อง FTA MTB ผมขอเรียนว่าเรื่องของ FTA นั้น สิ่งที่เราบรรจุเข้าไปคือการสร้างระบบที่เรียกว่าข้อตกลงมาตรฐานร่วมกัน (Mutual Recognition Arrangement) หรือ MRA เป็นการตัดสินใจก่อน กำหนดก่อน เป็นการตกลงกันล่วงหน้า วางระบบไว้ล่วงหน้าว่าต่อไปนี้เราจะตรวจกันอย่างนี้ ถ้ามาตรฐานอย่างนี้ ห้ามกักกัน จบนะ คุยกันล่วงหน้า นั่นคือ FTA ถ้าไม่มี FTA แล้วอยู่ในกรอบกว้าง แน่นอนเจอแน่ แล้วผมก็บอกว่าเราก็ต้องสร้างของเรา ไม่ใช่เขามากันเรา เราก็ไม่กัน ของเราคนซื้อก็จะซื้อ คนขายก็จะขาย ไม่ได้คุยกันระหว่างคนซื้อคนขาย อำนาจต่อรองไม่มี
เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เราได้มีการวางกลไกไว้ในภาครัฐ เพื่อให้เกิดอำนาจต่อรองด้วย คือเราต่อรองไม่เป็น จุดอ่อนของเราไม่รู้เป็นอะไร บางทีไม่ค่อยอยากจะพูดภาษาอังกฤษหรืออย่างไรก็ไม่รู้ ก็ไม่ค่อยไปต่อรอง เวลาไปที่ไหนเป็นผู้ฟังที่ดี เขาบอกอย่างไรก็เออ กลับมาก็โดนเขากิน ผมบอกว่าต่อไปนี้ไม่ได้ ผมสั่งเลยในคณะรัฐมนตรี ถ้าหน่วยงานไหนไม่พร้อม เขาเชิญไปประชุมต่างประเทศ ไปเพื่อเป็นให้ครบองค์เขา อย่าไปเลย เปลืองค่าเครื่องบิน การไปต้องเตรียมตัวให้พร้อม ให้รู้ว่าเขาจะไปประชุมเรื่องอะไร จะพูดเรื่องอะไร และจุดยืนของเราคืออะไร ถ้าเมื่อไรเราเป็นคนที่ให้โลกกำหนดกติกาให้เล่น แพ้ทั้งชาติ เราต้องร่วมกำหนดกติกาให้โลกด้วย เราถึงจะมีโอกาสเสมอหรือชนะ ถ้าเราไปถึงแล้วก็นั่งฟัง เสร็จแล้วเขาบอกว่าต่อไปนี้กฎมี 1-2-3-4-5 แล้วกลับมาถึงก็มาบอกเพื่อนว่าไปฟังมาแล้วกฎมี 5 ข้อ แล้วเราไม่ได้กำหนดเลย แล้วกฎทั้ง 5 ข้อบี้เราเต็มที่ เราต้องกลับมาบอกกันให้รู้เรื่อง ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องไป อันนี้ผมย้ำทั้งคณะรัฐมนตรี ทั้งข้าราชการประจำด้วยว่า ไม่ต้องไป ถ้าไปแบบนั้นอย่าไป ถ้าไปต้องเตรียมให้พร้อม อย่างเวลาที่ผมจะเดินทางไปต่างประเทศ ข้าราชการเดี๋ยวนี้เกร็ง เพราะผมอัดกลับไปเรื่อย เพราะว่ามาถึง Present แล้วปรากฏว่าไม่รู้ทั้งเราไม่รู้ทั้งเขา ไปทำอะไร ไปอย่างนี้โดนกิน ก็ไล่ให้ไปหาข้อมูลมาใหม่ ต้องโทรเช็คเมืองนอก เช็คอะไรต่ออะไรกันมา แล้วมาคุยกันใหม่ แล้วผมบอกว่า เอาละ เวลาประเทศไทยคุยมีไม่พอ ไปคุยในเครื่องบิน คุยในเครื่องบินยังไม่พออีกต้องคุยเป็น Breakfast meeting ผมต้องตื่นเช้า เวลาไปต่างประเทศ 7 โมงเช้าตื่นมานั่งกินข้าวไปด้วย ฟังเขาเสนอรายงานไปด้วย เพราะไม่เช่นนั้นถ้าเราไม่แน่น ข้อมูลเราไม่แน่น เราไม่รู้จะต่อรองมุมไหน ไปก็เสียเปรียบ โดนกินหมด ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะอยากจะบอกท่านทั้งหลายว่า ต่อไปนี้ท่านจะเป็นสากลหรือไม่สากล มันสากลโดยที่ท่านไม่ต้องมาขอเป็น เพราะเนื่องจากว่าโลกได้ไร้พรมแดน การแข่งขันโดยตรงหรือโดยอ้อมเกิดขึ้นกับท่านอยู่แล้ว ท่านบอกว่าผมไม่แข่ง ผมอยู่เฉย ๆ เขาก็จะแข่งกับท่าน เพราะฉะนั้นการเจรจาทั้งในประเทศและภูมิภาค และต่างประเทศนั้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน อันนี้เทคนิคในการเจรจามีมาก
มีคนหนึ่งเล่าให้ผมฟัง เขาเขียนหนังสือด้วย เขาบอกว่า ขอโทษครับขอพูดตรง ๆ เขาบอกว่า เขารู้ว่าคู่เจรจาของเขาต้องเข้าห้องน้ำบ่อย เขาก็ให้คนเสริฟน้ำตลอด เขาก็ชวนกินน้ำ แล้วเขาก็จิบเฉย ๆ คนนั้นก็ดื่มเป็นแก้ว ๆ ถึงเวลาจะต้องเข้าห้องน้ำเขาก็ไม่ยอมให้เข้า เจรจาอยู่นั่น ผลสุดท้ายปวดท้องปัสสาวะมาก ก็เลย Deal done นี่คือเทคนิคในการเจรจา เลยต้องมาเล่าให้ฟังว่าท่านทั้งหลายจะต้องเตรียมตัว แต่หลักการที่ดีของการเป็นนักธุรกิจนั้น คือความซื่อสัตย์สุจริต มีนักธุรกิจคนหนึ่งเป็นเจ้าของโรงงานทำสารเคมี เข้าใจว่าชื่อนาย Huntsman เขาเขียนหนังสือเรื่อง Winner Never Cheat เขาบอกว่าเขาเป็นบริษัทครอบครัวที่โตมาโดยระบบที่เรียกว่าใช้นักกฎหมายน้อยที่สุด ใช้ระบบแฮนด์เช็ค พอเขาตกลงเช็คแฮนด์นั่นคือถือว่าเป็นสิ่งที่เขาต้องปฏิบัติตามยิ่งกว่าการเซ็นสัญญาอีก แล้วคนก็เชื่อถือเขา แล้วเขาไม่เคยเบี้ยวสิ่งที่รับปากหรือตกลง แล้วในที่สุดเขาก็เป็นบริษัทที่ใหญ่โต ไม่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่ใหญ่มาก โดยที่อาศัยสร้างเครดิต เพราะว่าหัวใจของระบบทุนนิยมนั้นคือความไว้ใจและความเชื่อมั่น ไม่มีความไว้ใจ ไม่มีความเชื่อมั่น มีเงินก็ไม่มีความหมาย ถ้ามีความไว้ใจ มีความเชื่อมั่น ไม่ต้องใช้เงิน ใช้คำพูด ใช้กระดาษแปะโป้ง ทุกอย่างเป็นเงินหมด เพราะฉะนั้นความไว้เนื้อเชื่อใจ ความไว้วางใจกันเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด และนายคนนี้เขียนหนังสือระบุด้วยว่า เมื่อปี 2523 มีบริษัทญี่ปุ่นชวนมาตั้งโรงงานในประเทศไทย และมาขอเงินว่าต้องจ่ายใต้โต๊ะให้ระบบราชการและรัฐบาล ระบุในหนังสือเลย แล้วเขาบอกว่าขอเขาในส่วนของเขากี่แสนเหรียญก็ไม่รู้ เขาบอกว่า 10 เซ็นต์ก็ไม่จ่าย เพราะเขาทำไม่ได้สิ่งนี้ และเขาเลยต้องขายหุ้นทิ้ง ขาดทุนไป 3 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับญี่ปุ่น เพราะว่าการทำธุรกิจต้องตรงไปตรงมา และผมก็เอาเรื่องนี้มาบอกกับคณะรัฐมนตรีให้รู้ด้วยว่า สิ่งเหล่านี้มันโผล่ และมันเสียหายประเทศชาติ เพราะฉะนั้นทุกคนต้องซื่อสัตย์สุจริต
วันนี้ผมดีใจที่เราพูดกันเรื่องของจริยธรรม ของสมาชิกหอการค้า คนที่จะร่ำรวยได้ต้องเป็นคนคิด Long Term ต้องยอมทน ยอมเหนื่อย ยอมลำบาก ด้วยหลักที่ถูกต้อง ถ้าคนคิด Long Term ไม่เป็น คิด Short Term คนนั้นไม่เคยที่จะสำเร็จในชีวิต ผมท้าได้เลย สำเร็จก็สำเร็จสั้น ๆ ในช่วงยุคเก่า แต่ในยุคใหม่นี้ คนที่คิดสั้น ๆ โตยาก คนคิดยาว ๆ ลำบากหน่อย เหนื่อยหน่อย แต่หลังจากนั้นจะโตและเข้มแข็งมาก
ผมอยากจะเรียนว่า Logistic เป็นหัวข้อใหญ่ที่รัฐบาลจะทำในช่วงนี้ เรื่องระบบ IT ก็เป็นหัวข้อใหญ่ที่กำลังจะทำ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ด้าน IT จะโตเร็วมากตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ของประเทศ ด้าน IT จะโตเร็วมาก เพราะว่าเราจะลงไประดับเด็ก ในปี 2550 เราจะผลักดัน One Laptop per Child ให้เกิดขึ้น นั่นก็คือว่าเด็กเข้าไปประถมหนึ่ง เข้าไปเรียนหนังสือให้ Laptop คนละตัว ไม่ต้องแจกตำรา ตำราอยู่ใน Laptop ตัวนั้นแล้ว มีเป็นระบบ e- Book ตอนนี้กำลังให้เตรียมโปรแกรมไว้ ปีหน้าโรงเรียนทุกโรงเรียนจะมีคอมพิวเตอร์หมด
เพราะฉะนั้นจะไปที่ระดับเด็ก จะแรงมาก เมื่อแรงมากแน่นอนว่าจะบูมขึ้นมาข้างบน ระบบ IT ระบบการลงทุนทางด้าน Logistic ลงทุนด้านพัฒนาประเทศสมัยใหม่จะเกิดขึ้น แล้วมองไปข้างหน้า ผมบอกกับคณะของ ดร.ทนงฯ กับดร.สมคิดฯ ว่า ให้มองไม่กี่รูปแบบ แต่ไม่ใช่ Copy แต่เป็นมองรูปแบบให้รู้ว่า ผมบอกว่า Nestle ซึ่ง Nestle คืออะไร แปรรูปเกษตร อาหาร ให้มองเรื่องของ Tesco ขายของสด สองบริษัทนี้ ยอดขายรวมกันใหญ่ว่า GDP ประเทศไทย แล้วถามว่าศักยภาพของประเทศไทยสามารถผลิตของที่สองบริษัทนี้ขาย ได้เหมือนเขาไหม สบายมาก เห็นหรือยังครับ เห็นหรือยังว่าเราสามารถทำได้ แต่เราขาดการบริหารจัดการ เรื่องเงินทุนไม่เป็นปัญหาเลย โลกยุคใหม่เงินไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป ปัญหาคือ Ideas สมอง และคนที่ปฏิบัติตาม เอาความคิดไปใช้ ความคิดนั้น ดำเนินการ อันนั้นนั่นคือปัญหา เงินเรื่องเล็ก วันนี้ถ้าประเทศไทยบอกว่าวันนี้ถ้าผมจะลงทุนประเทศไทยอีกสัก 5 ล้านล้าน ต้องถามก่อนว่าลงทุนแล้วได้อะไร ถ้าลงทุนแล้วมีกำไร เรื่องเล็ก เรียกหาเงินเมื่อไรก็มา เงินไปทุกที่ที่มีความปลอดภัยและได้ผลตอบแทนดี เป่านกหวีดเรียกหาเงินได้ทั้งประเทศ ทั้งโลก ถ้าหากว่าเขาเห็นว่าเงินมาที่นี่ปลอดภัย แล้วได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า เพราะฉะนั้นเงินมัน Free มัน Flow ไปหมดทุกที่ เพราะฉะนั้นเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ ผมเลยบอกว่าให้มองเรื่องว่าทำไม Nestle , Tesco สองบริษัทรวมกันขายของแล้วมากกว่า GDP ของประเทศไทย แล้วทั้งสองบริษัทนี้ ประเทศไทยสามารถป้อนได้ทุกอย่างหรือไม่ ทำได้ นั่นคือ Vision ตัวนั้นให้แปลงมาเป็นทางปฏิบัติให้ได้ นั่นคือเรื่องของอาหาร
เรื่องที่สองคือ ผมบอกว่าไปมอง LVMH บริษัทที่เรียกว่า Louis Vitton Moet Hennessy เป็นบริษัทที่มีสาขาจำหน่ายของตัวเองทั่วโลก คุมราคาสินค้า คุมคุณภาพสินค้าของตัวเอง แล้วก็ขึ้นราคาทุกปี เพื่อให้สินค้าตัวเองมีค่า ถามว่าประเทศไทยทำได้ไหม เรามีงานฝีมือ หลุยส์ วิตตองนี่ทำด้วยมือครับ เขาไม่ทำด้วยจักร ถามว่าเรามีฝีมือทำไหม มี แต่ไม่เป็นระบบ ไม่มีการจัดการที่ถูกต้อง ไม่มีการทำ การสร้างมูลค่า (Value Creation) นี่คืออีกหัวข้อหนึ่งที่เราจะทำการสร้างมูลค่า ถ้าเราหาเงินอยู่กับ Value Chain ในขั้นต้น ปฐมภูมิ เราจะเป็นทาสของทั้งโลก เพราะเป็นผู้ที่ต้องทำงานหนัก ใช้แรงงานสูงและได้เงินน้อย เพราะฉะนั้นเราจะต้องขับ ขยับขึ้นมาเป็นการเคลื่อนตามห่วงโซ่มูลค่า (Move up Value Chain) นั่นคือมีการแปรรูป มียี่ห้อ มีสาขาจำหน่าย นั่นคือการเคลื่อนตามห่วงโซ่มูลค่า แต่ละชั้น ๆ ห่วงโซ่ของราคานั้นถ้าเราเคลื่อนไม่เป็น เราก็ทำงานหนักได้เงินน้อย คนที่อยู่ฐานล่าง คือคนทำงานหนักได้เงินน้อย คนที่อยู่ฐานบนคือคนทำงานน้อยได้เงินมาก เราต้องเลื่อนขึ้นไปทีละชั้น ๆ เลื่อนไป นั่นคือทิศทางที่ผมบอกกับทั้งสองท่านไปว่านี่คือสิ่งที่ต้องไป ถ้าเราไม่ไปแบบนี้ ไม่รู้จะเอาอะไรไปสู้ แน่นอนครับเรื่องการศึกษา เรื่องอะไรที่จะเข้าไปสู่ฐานความรู้ นั่นก็อีกอันต้องเข้าไป ทำคู่ขนาน เหมือนกับพ่อแม่จะส่งลูกเรียน แต่พ่อแม่ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้จะส่งลูกเรียนได้อย่างไร การเตรียมตัวเข้าไปสู่สังคมฐานความรู้นั้นคือการที่ต้องลงทุนตั้งแต่วันนี้ แต่ลงทุนวันนี้ต้องหาเงินวันนี้ด้วย ไม่อย่างนั้นไม่มีเงินจะไปลงทุน ทำคู่ขนานกัน ลงทุนเพื่อที่จะให้สู่สังคมฐานความรู้ แต่พร้อมกันนั้นก็ทำหาเงินตรงนี้ และเพื่อไปส่งตรงนั้นให้แข็งแรง ต้องทำคู่ขนานกันไป
นี่คือทิศทางที่กำลังจะไป ซึ่งต้องบอกให้หอการค้ารู้ว่า ท่านไปคิดว่าท่านจะเตรียมตัวเองลงไปตรงไหน วันนี้ผมอยากจะฝึกให้นักธุรกิจไทยมองไกล แต่ต้องสำรวจตัวเอง ถ้ามองไกลไม่สำรวจตัวเอง เดินก็หกล้ม สะดุด ตกบันได มองไกลแล้วสำรวจตัวเองให้รู้ว่าความแข็งแรงของตัวเองแค่ไหน ตัวเองจะก้าวอย่างไร แล้วรู้ทิศทางที่จะก้าว รู้ว่าต้องไปให้ไกล การจะไปให้ไกลต้องเตรียมเสบียง ต้องเตรียมความแข็งแรงของร่างกาย เหมือนกัน ฉันใด ฉันนั้น ถ้าเรามองไกล เราเข้าใจ เราก็จะเตรียมตัวเราพร้อม นี่คือสิ่งที่ผมอยากเห็นหอการค้า ท่านนักธุรกิจทั้งหลาย วันนี้นักธุรกิจภูธรผมบอกได้เลยว่าฐานท่านเล็ก แต่การเติบโตของท่านใหญ่ เพราะฐานเล็กเลยเติบโต ถ้าเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วการเติบโตสูง แล้วในอนาคตข้างหน้า 3 - 4 ปีนี้ ผมบอกได้เลยว่านักธุรกิจภูธรจะมีการเติบโตสูง เพราะเรื่องของการแก้ปัญหาความยากจน นั่นคือการเพิ่มกำลังซื้อ มีการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งการลงทุนของภาครัฐนั้นส่วนใหญ่ลงอยู่ในภูธร น้ำ ภูธร โรงเรียน ภูธร สาธารณสุข ภูธร บ้านก็ภูธรเป็นส่วนใหญ่ ในกรุงเทพฯ มีแน่นอน แต่ว่าสัดส่วนที่ภูธรทั้งหมด มีอยู่ ระบบถนน ระบบการเชื่อมโยง การแก้ปัญหาเรื่อง Logistic ในปริมณฑลกับต่างจังหวัดก็จะมาก เพราะฉะนั้นกำลังซื้อใน 3 - 4 ปีข้างหน้าจะเพิ่มในต่างจังหวัด
คือคนมองไม่เหมือนผม บางครั้งนักเศรษฐศาสตร์ในกรุงเทพฯ ก็มองแบบหนึ่ง อย่างแม้กระทั่งในกระทรวงการคลัง เขาก็มองแบบตามสูตรเดิม คือผมเดาได้ว่าถ้าเราทำแบบนี้จะเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่ไหน การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจหมุนเท่าไรการเก็บภาษีก็จะเกิดขึ้นเท่านั้น ท่านรู้ไหมว่า ปี 2548 งบประมาณสิ้นสุด 30 กันยายน ที่ผ่านมา ผมตั้งงบกลางปีไป 50,000 ล้านบาท วันนั้นผมจะตั้ง 100,000 ล้านบาท แต่กระทรวงการคลังไม่กล้า กลัว ผมบอกว่า 70,000 ล้านบาทก็กลัว ผมบอกอย่างนั้นเหลือ 50,000 ล้านบาท เขาบอก 50,000 ล้านบาทนี่ Safe เขากลัวว่าการประกาศจะเป็นงบสมดุลในปีแรกจะไม่เป็นจริง ถ้าตั้งไว้สูงเผื่อ ผมก็ยอม 50,000 ล้านบาทก็ 50,000 ล้านบาท เพื่อให้คุณสบายใจ ก็ตั้งไป 50,000 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ตั้งงบปกติไป 1.2 ล้านล้านบาทแล้ว ก็เติมไปอีก 50,000 ล้านบาท เป็น 1.25 ล้านล้านบาท ปรากฏว่าสิ้นปีมาแล้ว ภาษีอย่างเดียวยังไม่นับรายได้รัฐวิสาหกิจที่ส่งให้คลัง เกินดุลอยู่ 60,000 ล้านบาท ภาษีอย่างเดียว พอบวกกับรัฐวิสาหกิจที่จะต้องส่งรายได้เข้าคลังอีก 60,000 ล้านบาท ก็แสดงว่าเกินดุลไป 120,000 ล้านบาท ที่คนเขาว่าผมใช้เงินมาก ผมเหลือ 120,000 ล้านบาท ปีนี้ ปีใหม่นี้ คลังเริ่ม วิตกแล้ว กลัวภาษีน่าจะมีปัญหา จะไม่ได้อีกแล้ว กลัวว่าจะไม่เกินดุล กะว่าสมดุล แต่วันนี้ผมคำนวณคร่าว ๆ งบประมาณปี 2549 ถ้าไม่ทำอะไรเลย ปล่อยปกติ คำนวณจากว่าฐาน สมมติว่าปีที่แล้ว เก็บมีรายได้เท่าไร ปีนี้ได้เท่าเดิมนะ ไม่มี Growth เลยนะ เกินดุลแล้
Relate topics
- 28 มกราคม 55 - เปิดตลาดนัดสุขภาพสายใยชุมชน
- ผลวิจัยคุณภาพชีวิตรอบโรงงานเปรียบเทียบในจะนะ
- ชวนลูก จูงหลาน ขี่รถ แลเขาคูหา
- ชวนชาวสงขลาร่วมช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยคาบสมุทรสทิงพระ
- สมัชชาสุขภาพกับการพัฒนาประเทศ
- ห้องเรียนท้องนาจะเปิดเรียนแล้วนะ
- 19 ส.ค. 53 13.30-15.30 น. ถ่ายทอดสดคลินิกทางไกล จากศูนย์เรียนรู้ สจรส. มอ.
- ขอเชิญร่วมโครงการเดินเพื่อสันติปัตตานี
- รางวัลสนับสนุนชุมฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า
- รวมน้ำใจเพื่อช่วยสร้างอาคารใหม่ "มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค” เหยื่อป่วนเผาเมือง