สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

นิทานวันเด็กเรื่อง "ห้อยกับโหน"

by Little Bear @7 ธ.ค. 52 20:21 ( IP : 61...153 ) | Tags : งานเขียนคน คนเขียนงาน

กาลครั้งหนึ่ง ณ กลางป่าเขาแก้ว ได้มีค่างหนุ่มตัวหนึ่ง ชื่อว่า "โหน" มีบ้านอยู่ที่ ป่าปลายคลอง ลำแชง โหนมีครอบครัวแล้ว เมียของโหนเกิดลูกได้สองเดือนเป็นตัวเมียน่ารักน่าชัง โหนจะตื่นก่อนฟ้าสางของทุกวันเพื่อจะไปเก็บผลไม้ป่าและใบไม้หรือแมลงบางชนิดที่ค่างกินได้นำมาเป็นอาหารของเมีย และลูกทำอยู่อย่างนี้เป็นประจำทุกวัน

วันหนึ่งโหนไปหาอาหารที่ต้นก่อ หาลูกแก่จัดที่แตกตัวออกจากเปลือกที่มีหนามแหลมคม เพื่อนำกลับมาเป็น อาหารของครอบครัว เมื่อเก็บลูกก่อได้มากพอ ตั้งใจจะกระโจนตามแนวยอดไม้เพื่อกลับบ้าน โหนเหลือบไปเห็นแมงพลับ(แมลงปีกแข็งชนิดหนึ่งที่ปีกมีสีขาวคล้ายฝุ่นแป้ง) กำลังกินใบก่ออยู่หลายตัว โหนดีใจมากรำพึงกับตัวเองว่า วันนี้เรามีอาหารอร่อยไปฝากเมียฝากลูก และลูกของเรา จะได้หัดกินแมงพลับด้วยโหนจึงจับแมงพลับกลับบ้าน

เมื่อกระโจนไปถึงคาคบไม้ไข่เขียวที่เป็นบ้านของมัน เมียโหน ถามว่า " ทำไมวันนี้พี่กลับบ้านช้าจัง" โหนก็เลยบอกเมียว่า "น้อง ไม่เห็นรึ วันนี้พ่อได้อะไรมา"

ขณะนี้เดือนเจ็ดแล้ว แมงพลับมันลงกินใบก่อ "พี่ยุ่งกับการจับแมงพลับเลยกลับมาช้า" เมียโหนดีใจมาก "จริงหรือพี่ ถ้าอย่างนั้น น้องจะได้สอนให้ ลูกกินแมงพลับ เสียวันนี้เลย" โหนว่า "น้องระวังให้ดีอย่าให้ตีนแมงพลับจะเกาะนิ้วลูก จนเป็นแผลละ"

จากนั้นเมียของโหนก็จับแมงพลับเด็ดปีกออก พร้อมทั้งสอนวิธีกินแมงพลับด้วยความอร่อยทั้งแม่และลูก โหนจับแมงพลับมาได้สิบเอ็ดตัวเมียและลูกกินกันจนหมด

ลูกของโหนถามว่า "พ่อแมงอะไร กินแล้วอร่อยมาก" โหนตอบว่า "แมงพลับนะลูกในปีหนึ่งเราจะจับกินได้หนเดียว" ลูกถามว่า "ทำไมละพ่อ" โหนเลยต้องอธิบายกับลูกว่า

แมงมันอยู่บนดินบนพื้นราบพอถึงฤดูการผสมพันธ์ของมัน มันจะมากัดกินใบก่อที่แตกยอดอ่อน เพื่อสะสมอาหารในการวางไข่และมันจะบินไปวางไข่ที่บนเขาแก้ว คนริมเขาแก้วก็เอาไฟฟ้ามาล่อ จับมันไปกินทั้ง ๆ ที่มันมีไข่เต็มท้อง

ตอนนี้แมงพลับบนเขาบ้านเราเหลือน้อยแล้ว เมียของโหนถามว่าแล้วพี่ได้กินแมงพลับแล้วหรือยัง โหนบอกเมียว่า "ได้ลูกกินได้เมียกินพี่ก็สบายใจแล้ว" เมียกล่าวด้วยความตื่นตันใจว่า พี่นี้รักลูกรักเมียจริง ๆ จากนั้น ทั้งลูกและเมียก็เข้ามากอดโหนด้วยความรัก

ต่อมา... ปีนี้ฝนบนเขาแก้วเริ่มตกลงมาทั้งที่บนพื้นราบยังแล้งอยู่ ใบก่อที่แตกยอดอ่อน ก็เริ่มแก่ ลูกก่อก็หล่นจนหมดต้น ทำให้การหาอาหารของครอบครัวโหนเริ่มลำบากขึ้น โหนต้องหาใบไม้ยอดไม้อ่อนจากไกล ๆ มาให้ลูกและเมียกิน

"น้องสงสารพี่ที่ต้อง ห้อยโหนต้นไม้ไปไกล ๆ เพื่อหายอดไม้ให้น้องกับลูก น้องจะออกไปหายอดไม้ด้วย ก็เป็นห่วงลูก" โหนว่า ไม่ลำบากเท่าไหร่ น้องอย่าคิดมาก น้องอยู่ดูแลลูก คอยให้นมลูกแล้วกันเรื่องอาหารมันเป็นหน้าที่ของพ่อ

ฝ่ายลูกของโหนบอกพ่อว่า "พ่อคะ ลูกอยากกินแมงพลับอีก" แม่ว่า ใบก่อแก่หมดแล้วค่อยกินปีหน้านะลูก ลูกตอบว่า "ก็มันอร่อยนี่แม่ลูกอยากกินอีก" โหนเลยบอกเมียว่า เห็นเพื่อน ๆ มันว่า ที่ดงต้นก่อบริเวณเขานมสาวยอดโตนน้ำปลิวแมงพลับลงมาก เพราะดงต้นก่อแถวนั้น เพิ่งแตกยอดอ่อน

ฝ่ายเมียว่า "มันไกลนะพี่แล้วสัตว์หน้าไม่มีขน ที่มันเดินบนดินมีมากด้วย แถวนั้นมัน อันตรายมากนะพี่" ลูกของโหนร้องไห้กระจองอแง "ก็ลูกอยาก ลูกอยาก ลูกอยากกินแมงพลับ ฮือ ฮือ ฮือ"

เช้าวันต่อมา โหนตื่นตั้งแต่ตีสี่ เมียถามว่า "ทำไมตื่นเร็วนัก" โหนว่าวันนี้ "พ่อจะไปเขานมสาวไปหาแมงพลับมาให้ลูกเรา" "พี่จะไปจริงหรือ! ต้องข้ามเขาไปหลายลูก

โหนว่า "เถอะน่า พ่อโหนยอดไม้ไม่กี่ยอดก็ถึงแล้ว"ฝ่ายเมียว่า "พี่ต้องระมัดระวังบริเวณ ห้วยขี้ค้อนนะ มันเป็นทางราบ ที่สัตว์หน้าไม่มีขน ชอบขึ้นมาเพ่นพ่าน แล้วมันมีอะไรไม่รู้ เป็นไฟออกมาจากปลาย แถมมีเสียงดังเหมือนกับฟ้าผ่า" โหนว่า "พี่รู้แล้ว พี่จะแอบไป บนคาคบไม้ที่มันหนา ๆ สูง ๆ" ฝ่ายเมียว่า "พี่ระวังให้ดีก็แล้ว ถ้าพี่เป็นอะไรไป น้องกับลูกไม่รู้จะอยู่ กับใคร"

ณ ปลายสายน้ำโตนปลิว บนต้นตะเคียนหินมีบ้านของค่างหลังหนึ่งที่มีแม่ค่างอยู่กับลูกค่างสองตัว ห้อยเป็นลูกกำพร้า แม่เล่าว่าตอนที่พ่อจากไปนั้นมันเป็นวันที่ห้อยยังอยู่ในท้องแม่ ตอนนั้นแม่แพ้ท้องแม่อยากกินผีเสื้อที่เกาะอยู่บนหินริมห้วยขี้ค้อน ด้วยความที่พ่อของห้อยรักแม่ พ่อเลยอาสาไปเอาผีเสื้อ มาให้แม่กิน

ทั้ง ๆ ที่ตามกฎของค่าง พ่อแม่ปู่ย่าตายายสอนกันมาว่าพวกเราจะไม่ลงไปเดินบนดิน เพราะเมื่อลงดินแล้ว จะเกิดอาบัติเภทภัย ด้วยความที่พ่อรักแม่มาก พ่อยอมทำผิดกฎลงไปเอาผีเสื้อมาให้แม่กิน

วันนั้นฝนก็ไม่ตก มันมีเสียงดังเหมือนฟ้าผ่า พอแม่ตามไปดู แม่เห็นสัตว์ไม่มีขนตัดหัว พ่อของห้อย แล่เนื้อลอกหนัง กินพ่อของห้อยกันอย่างสนุกสนาน แม่ไม่ยอมให้ห้อยอยู่ไกลจากสายตาแม่อีกเพราะแม่เป็นห่วงกลัวจะไปเจอสัตว์หน้าไม่มีขน ที่มันเดินดิน

ห้อยว่า "แม่ตอนนี้ห้อย โตแล้ว ห้อยสามารถโหนต้นไม้ได้ไกล ๆ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก" แม่ว่า "แม่ไม่ได้เป็นห่วงเรื่องตกต้นไม้ แม่เป็นห่วงว่าจะไปเจอสัตว์หน้าไม่มีขน ที่มันเดินดิน เดี๋ยวห้อยจะหนีมันไม่ทัน มันดุร้ายมาก"

ห้อยว่า "ฝนตกหนักขนาดนี้ สัตว์หน้าไม่มีขน ไม่ขึ้นมาหรอก เดี๋ยวห้อยจะไปจับแมงพลับที่ดงก่อ มาให้แม่กิน เห็นเพื่อน ๆ บอกว่า ปีนี้แมงพลับลงชุมมาก ห้อยไปแล้วนะแม่"

ดงต้นก่อ ริมห้อยขี้ค้อน วันนี้ฝนตกลงมา ทำให้บนยอดไม้ มีแมงพลับมากินยอดอ่อนของใบก่อมากกว่าทุกวัน ห้อยเก็บแมงพลับเด็ดปีกส่งเข้าปากเคี้ยวกินด้วยความอร่อย จนอิ่มแล้ว ตั้งใจจะเก็บแมงพลับกลับไปฝากแม่ของมัน

พลัน! สายตาของห้อยก็หันไปเห็น โหนที่กำลังเก็บแมงพลับอยู่บนกิ่งต้นก่อใกล้ ๆ กัน "หวัดดีครับ ลุงเก็บแมงพลับไปฝากลูกลุงหรือครับ มาผมช่วยเก็บ วันนี้แมงพลับลงกินใบไม้มาก กินกันไม่หมดหรอก"

โหนคิดว่า เออ!ค่างลูกใครนะ พ่อแม่เขาสอนดี มีสัมมาคาราวะ แถมยังมีจิตใจโอบอ้อมอารีด้วย "บ้านลุงอยู่ที่ไหนครับ ผมไม่เคยเห็นลุงแถวนี้" โหนว่า "อ้อ อยู่ที่ปลายน้ำคลองลำแชง" ห้อยว่า "อยู่ไกลไหม ครับ" "ไอ้หนู ต้องข้ามภูเขาไปสามลูก แล้วจึงถึงบ้านลุง"

ทันใดนั้น มีเสียงกิ่งไม้หักที่โคนต้นก่อ " เงียบ ๆ ไอ้หนู สัตว์หน้าไม่มีขนสองตัวมันอยู่ข้างล่าง อยู่นิ่ง ๆ อย่ากระโดดหนี เราหนีไม่ทันปืนไฟของมันหรอก" โหนกระซิบ "ครับ ๆ ลุง" ห้อยตอบ เสียงสั่น ด้วยความกลัว โหนกระซิบอีกว่า "เอ็งอยู่นิ่ง ๆ มันไม่เห็นเราหรอก ใบไม้หนา ๆ ข้างล่างมันบังเราอยู่ เอ็งไม่ต้องกลัว"

ด้วยบาป เคราะห์ หรือ เวรกรรมก็ไม่ทราบกิ่งไม้ที่ห้อยแอบอยู่มันมีมดแดงรังใหญ่ เมื่อห้อยเกาะนิ่ง ๆ มดแดงก็กรูกันเข้ามากัดห้อยเป็นสิบ ๆ ตัว ด้วยความที่เป็นค่างเด็กไม่สามารถทนต่อความเจ็บที่มดแดงกัด บวกกับความกลัวตายทำให้ห้อยเผลอ ส่งเสียงร้องออกไป

ใต้โคนต้นก่อ พรานจากหมู่บ้านริมเขา แอบขึ้นมาในเส้นทางซ่อนเร้นจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ชายวัยกลางคนผู้เจนป่า กับเด็กหนุ่มวัยคะนอง "เสียงค่างนี้หว่าเงียบ ๆ ไอ้บ่าว" เขาบอกลูกชายของเขา "เดี๋ยวเอ็ง ลองยิงค่างดู เตรียมปืนให้พร้อม"

ลูกชายยกปืนขึ้นประทับ "โน่นไง มันแอบอยู่ เลยปางไม้ใหญ่ขึ้นไป" ด้วยสายตาของคนชำนาญไพร เขาสามารถมองเห็นห้อย ที่เกาะต้นไม้ตัวสั่นอยู่ "ไหนพ่อ อ้อ เห็นแล้วยิงเลยนะ"เสียงปืนก้องไพร แต่มันไกลเกินกว่าที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้จะได้ยิน ผลของการล่าเกิดขึ้นอยู่เสมอ

ห้อยร้องตามประสาค่างเพราะความเจ็บปวด "ลุงผมเจ็บแขน ผมกลัวจะหล่นลงไปเหยียบดินมันจะเป็นภัยเพศกับผม แม่บอกว่าอย่าเหยียบดิน ลุงช่วยผมด้วย"

กระสุนถูกที่แขนของห้อย ห้อยเจ็บแต่ยังไม่รู้ตัวเลยว่าสัตว์หน้าไม่มีขนด้านล่างมันบรรจุลูกปืนใหม่เข้ารังเพลิงเตรียมที่จะยิงซ้ำให้ห้อยหล่นลงมา " เอ็งเกาะกิ่งไม้ไว้แน่น ๆ ลุงจะไปช่วย แข็งใจไว้"

ทันใดนั้น! เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นเพราะการกระโจนของโหน "เฮ้ย ! ยังมีตัวใหญ่อีกตัวหนึ่ง เล็งที่หัวมันเลยไอ้บ่าว" ปืนนัดที่สองดังขึ้นในราวป่า "อ้าว! พ่อ มันกอดกันหล่นลงมาทั้งสองตัวเลย แต่ตัวเล็กยังไม่ตาย ตัวใหญ่ผมยิงถูกหัวเลย" ห้อยยังไม่ตาย แต่ห้อยหล่นลงมาเหยียบพื้นดินแล้ว นึกถึงคำเตือนของแม่ขึ้นมาได้ก็สายไป

เสียงพ่อสั่งลูก "เอาพานท้ายปืนทุบหัวมันเสียลูก เดี๋ยวค่างจะกัดเอา" พานท้ายปืนกระทบกับหัวของห้อยเพียงครั้งเดียว ห้อย ก็หมดลมหายใจตามโหนไปอีกตัวหนึ่ง

คำชมของพ่อพรานล่าสัตว์ที่พูดกับลูกว่า " เอ็งนี้มือฉมังจริง ๆ ยิงค่าง ครั้งแรกได้สองตัวเลย โตขึ้นชำนาญไพร ทั้งหมู่บ้านไม่มีใครเอาชนะเอ็งได้แน่ลูกพ่อ" ฝ่ายลูกชายว่า "เนื้อค่างสองตัวนี้เราไปขายที่หน้าอำเภอคงได้หลายบาท" พ่อว่า "เราต้องแอบขาย ตอนนี้เห็นว่าเจ้าหน้าที่จับพวกร้านอาหารที่ขายสัตว์ป่า เราหากินยากขึ้นทุกวัน"

สองพ่อลูกช่วยกันชำแหละค่างสองตัวที่ริมห้วยขี้ค้อนจากนั้น เอาเนื้อใส่กระสอบแบกลงมาจากป่า " หัวของมันละพ่อเราฝังที่ไหนดี" เสียงลูกชายถามพ่อ " เอาไปทิ้งให้ไกลก็แล้วกัน เดี๋ยวเจ้าหน้าที่มาพบมันจะยุ่ง"

ในราวป่าริมห้วยขี้ค้อน ต่อไปนี้จะไม่เป็นสุสานของสัตว์ป่าแล้ว เด็กที่ฟังนิทานเรื่องนี้คงไม่อยากกินเนื้อสัตว์ป่า ส่วนผู้ใหญ่ที่นิยมบริโภคสัตว์ป่าอยู่ คงไม่มีใครอยู่ได้นานเกินร้อยปีหรอก ถ้ายังไม่เลิกกินสัตว์ป่าจนแก่ตาย ไปพบห้อยกับโหนในโลกหน้าเตรียมคำตอบให้ดี ห้อยกับโหนจะถามท่านว่า " ผมผิดอะไร ทำไมต้องฆ่าผมด้วย ผมไม่เคยเบียดเบียนพวกคุณ" สัตว์หน้าไม่มีขน

น้ำในคลองลำแชงล้นฝั่งหลังฝนใหญ่ตกมาทั้งคืน ที่คาคบไม้ไข่เขียวแม่ค่างหาใบไม้มาทำหลังคากันฝนให้ลูกของมัน

"แม่จ๋า พ่อไปไหน ตั้งแต่ก่อนฝนตกใหญ่ เห็นว่าจะเอาแมงพลับมาให้ลูกกินอีก" แม่ค่างน้ำตาไหล " แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แม่กลัวว่าพ่อจะไปพบกับสัตว์หน้าไม่มีขนพวกนั้น มันโหดร้ายกับพวกเรามาก"

ฝ่ายลูกรำพันว่า " ไม่ใช่พ่อไปได้เมียใหม่ที่เขานมสาว แล้วลืมลูกลืมเมียตัวเอง" แม่ว่า " ลูกจ๋าค่างอย่างพวกเราไม่ยอมมีผัวมีเมียใหม่แม้ว่าอีกข้างจะตายจากกัน พวกมีผัวน้อย เมียน้อยนะ พวกสัตว์หน้าไม่มีขน ที่เดินดินเท่านั้นที่มันทำกัน"

ริมป่าเขาแก้ว เด็กๆ เตรียมตัวไปโรงเรียนตั้งแต่เช้า สายตาที่มองทอดไปยังขุนเขาด้านหลัง เขาเห็นชายสองคนพ่อลูก เดินมุ่งไปทางขึ้นเขาแก้ว แบกปืนลูกซองมองเห็นแต่ไกล "แม่ มีคนขึ้นไปยิงค่างบนเขาอีกแล้ว" เสียงแม่ขณะหุงข้าวในครัว "ไหนลูก! อ้อ เราโทรบอกผู้ใหญ่บ้านดีกว่า"

หมู่บ้านของเราไม่ขึ้นไปล่าสัตว์บนเขาแก้วเราทำประชาคมกันแล้ว แล้วเราจะปกป้องทุกชีวิตบนเขาแก้ว เราไม่ยอมให้คนนอกหมู่บ้านใช้ทางขึ้นเขาจากหมู่บ้านเราไปล่าสัตว์อีก

"คุณกลับไปเสีย ถ้าพูดไม่รู้เรื่อง ผมจะแจ้งเจ้าหน้าที่แล้วผมจะจับพวกคุณสองพ่อลูกส่งอำเภอ" เสียงของผู้ใหญ่บ้าน ที่แสดงเจตจำนงค์ ในการรักษาป่ารักษาสัตว์ป่า ดังชัดเจน

เคยมีคนถามผู้ใหญ่ว่าทำไมไม่จับส่งอำเภอเสียเลย คำตอบของผู้ใหญ่บ้านที่ริมเขาแก้ว อธิบายว่า พวกนี้ใช้กฎหมายบังคับไม่ได้ผล เพราะป่าเขานั้นใหญ่โตมากมีทางขึ้นหลายทาง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็มีน้อยพวกเขารักษาไม่ไหว จับไม่ไหวเราต้องร่วมมือร่วมใจกันใช้ภาคสังคมที่เข้มแข็ง มาบังคับกับคนจำพวกนี้

อีกวิธีหนึ่ง เราต้องสร้างจิตสำนึกของเด็ก ๆ ลูก หลาน ของเราให้มีหัวใจรักษ์ รักในธรรมชาติที่เป็นของเราทุกคน

น้าคนภูเขา ขอจบนิทานเรื่อง "ห้อยกับโหน" เพียงเท่านี้...

…………………………………………………………………………………………………

คำถามมีรางวัล

  1. ในนิทานของน้ามีค่างทั้งหมดกี่ตัว
  2. มีค่างที่ถูกมนุษย์ฆ่ากี่ตัว
  3. มีค่างเหลืออยู่บนเขาแก้วกี่ตัว

Relate topics

Comment #1
Posted @8 ธ.ค. 52 14:17 ip : 113...151

แหม เกือบดีนะเรื่องนี้ ถ้าตอนท้ายๆไม่เป็นเชิงบทความไปหน่อย ทำอย่างไรที่จะให้เรื่องอธิบายว่า สัตว์หากินตามความจำเป็น ขณะสัตว์หน้าขนล่าสัตว์เพื่อไปขาย และฝ่าฝืนกฏด้วยโดยไม่ต้องไปบอกเรื่องประชาคม เขตอนุรักษ์ก็ได้นิ จะสะเทือนใจได้ผลกว่า ผมว่าของผมนะ 8)

Comment #2
Posted @8 ธ.ค. 52 14:19 ip : 113...151

แหม เกือบดีนะเรื่องนี้ ถ้าตอนท้ายๆไม่เป็นเชิงบทความไปหน่อย ทำอย่างไรที่จะให้เรื่องอธิบายว่า สัตว์หากินตามความจำเป็น ยังมีจิตสำนึกเรื่องเหมาะควร ไม่ใช่ช่วงฤดูขยายพันธุ์ ขณะสัตว์หน้าขนล่าสัตว์เพื่อไปขาย และฝ่าฝืนกฏด้วยโดยไม่ต้องไปบอกเรื่องประชาคม เขตอนุรักษ์ก็ได้นิ จะสะเทือนใจได้ผลกว่า ผมว่าของผมนะ

Comment #3น้อมรับคำติขม
คนภูเขา_pol (Not Member)
Posted @8 ธ.ค. 52 14:31 ip : 222...153

น้อมรับคำติชมของคุณจูพเนจรครับ

แต่ที่มาของนิทานวันเด็ก เกิดจากการเขียนเรื่องเพื่อแสดงละครพูดบนเวที

โดยเด็ก รร.บ้านคลองเขาล้อน ต้นฉบับเดิมเป็นภาษาปักษ์ใต้บ้านเรา

ขอบคุณที่ติชม ครับ

Comment #4ดีนะ
เเกรน (Not Member)
Posted @19 พ.ค. 53 17:25 ip : 125...222

นิทานดีดี +) อย่างนี้หายากนะเนี่ย

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว