กมลทิพย์ อินทะโณ(12 มิย.52)
บ้านกลางเมืองหลังเล็กๆ ที่เดินผ่านแล้วทำให้ต้องหันมอง ด้วยต้นไม้เขียวร่มรื่น ทั้งไม้ใหญ่ไม้เล็ก และแม้จะถูกแวดล้อมด้วยตึกสูง ก็ยังทำให้บ้านหลังนั้นน่ามองและน่าอยู่
ป้ายที่รั้วหน้าบ้านเขียนว่า “บ้านถั่วพู” ตัวหนังสือเล็ก ๆ น่ารัก เห็นป้ายแล้วชวนให้คิดถึงเจ้าของบ้าน หญิงสาวร่างสูงได้สัดส่วน ผมสั้นไว้หน้าม้าดูเก๋เชียว เวลายิ้มดูจริงใจ ยิ่งถ้าได้ยินเสียงพูดจา น้ำเสียงของเธอน่าฟังและชวนให้เคลิ้มไปในสิ่งที่เธอพูด
พี่พร หรือสุภาพร พงศ์พฤกษ์ คือเจ้าของบ้านถั่วพูหลังเล็ก ๆ ตั้งอยู่ตรงข้ามที่ทำการไปรษณีย์หาดใหญ่ใน พี่พรเรียกตัวเองว่านักฝึกอบรม นอกจากการเป็นนักฝึกอบรม เธอเป็นครูสอนโยคะ เป็นนักเขียน เป็นนักแปล และโดยส่วนตัวเธอเป็นนักคิดด้วย
พี่พรมักจะบอกพวกเราว่า ให้ทุกคนเป็นนักคิด คิดในสิ่งที่ทำให้โลกนี้สวยงาม เช่น ปลูกต้นไม้ กินอาหารที่มีในท้องถิ่น จำได้ว่าพี่พรเคยบอกว่า “เราคนหาดใหญ่(คนไทยด้วย) โชคดีมากที่ตื่นขึ้นมาก็ได้กินอาหารที่ดี ดูอย่างน้ำเต้าหู้ร้อน ๆ พร้อมเสริฟกับปาท่องโก ที่หากินได้ง่ายทุกๆ เช้าที่หน้าบ้านของเราเอง..”
อีกเรื่องหนึ่งที่จำได้ พี่พรเคยบอกไว้ว่า “หาดใหญ่ในเป็นชุมชนที่น่าอยู่ มีพี่น้องไทยพุทธไทยมุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เสียงละหมาดที่ดังกังวานออกมาจากมัสยิด ทำให้รู้สึกถึงการมีอยู่ของพลังแห่งชีวิตที่มีแต่สันติสุข...” เรื่องของเสียงละหมาดพี่พรพูดถึงนั้น พูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นสุข รู้สึกอบอุ่นที่ได้ยินทุกช่วงเวลาที่มีการละหมาด
พี่พร มักพูดเสมอว่า คนเราที่อาศัยอยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้ ไม่ควรแบ่งแยกและควรกระทำการใด ๆ ก็แล้วแต่ที่เป็นการเคารพต่อธรรมชาติด้วย นึกถึงเรื่องนี้ทำให้ชวนคิดถึงเพลงสะพานสายรุ้ง เป็นเพลงหนึ่งที่พี่พรชื่นชอบ
“...ให้สายรุ้งนั้นคือสะพาน ข้ามลำธารผ่านภูผา ผ่านเมืองแมนแดนศิวิไล ผ่านป่าดงพงไพนพนา ข้ามมหาสมุทร...ไกลสุดตา ทอดต่อโยงทั่วทุกแดน เชื่อมทุกแคว้นให้ถึงกัน ก้าวเดินไปบนสะพาน มือประสานกระชับมั่น ไม่กีดกันแบ่งผิวพันธุ์..”
อีกเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง คือหนังสือที่พี่พรเคยแปล คือเรื่อง “ธรรมดาและเรียบง่าย” เป็นหนังสือที่ได้อ่านหลังจากรู้จักพี่พร และยิ่งทำให้ฉันรักและประทับใจพี่พรมากขึ้น ทำให้หนังสือธรรมดาและเรียบง่ายเป็นหนังสือที่ประทับใจยิ่งอีกเล่มหนึ่ง หนังสือเล่าถึงชาวชุมชนอามิส ตุ้กตาไม่มีหน้า และอยากให้ไปหาอ่านกันเอาเองนะค่ะ
นอกจากนี้มีหนังสือเกี่ยวกับพี่พรที่คิดว่าจะยังพอหาได้ คือ “เมื่อฉันรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง” และ “ธรรมะเยียวยาชีวิตที่มะเร็งกลับมาอีกครั้ง” เล่มท้ายนี้คิดว่าจะไปหามาอ่านด้วยเช่นกัน วันหลังจะมาเล่าให้ฟังนะค่ะ
ท้ายที่สุด ฉันคิดถึงบ้านถั่วพู คิดถึงพี่สุภาพร พงศ์พฤกษ์ และคิดถึงผู้คนที่อาศัยอยู่บนโลกใบเดียวกันนี้
Relate topics
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 82: เภสัชวิทยาแห่งดอกดิจิทัลลิส
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 81: ประปาดื่มได้
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 80 : วัวนมกับเกษตรวิถีแห่งโลกตะวันตก
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 79: ทุ่ง rapeseed กับคุณลุงชไมเซอร์
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 78: บรัสเซลส์ เมืองหลวงแห่งยุโรป
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 77 : ประท้วง สิทธิในการแสดงออกที่ต้องขออนุญาต
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 76 : แต่ระบบสวัสดิการสังคมในยุโรปกำลังสั่นคลอน
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 75 : ย่านโคมแดง แข่งแสงจันทร์
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 74 : เวลา นาฬิกา และชีวิตที่ต้องเดินเร็ว
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 73: หลังคาพลังแสงอาทิตย์
จูพเนจร