ประวัติจังหวัดสงขลา สงขลาเป็นเมืองท่าที่สำคัญเมืองหนึ่ง ตั้งอยู่ฝั่งทะเลด้านตะวันออกของประเทศไทย ตั้งแต่สมัยโบราณ มีชุมชนโบราณและเมืองเก่าแก่หลายเมือง มีศิลปโบราณวัตถุ โบราณสถาน ขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษาและการละเล่นพื้นบ้านตลอดจนศิลปพื้นบ้านเป็นมรดกวัฒนธรรม ปัจจุบันมีร่องรอยหลักฐานทางด้านโบราณคดีที่มีอายุเก่าแก่กว่าสมัยอยุธยาอาทิ บริเวณอำเภอสทิงพระ ระโนด และอำเภอเมืองสงขลา ซึ่งติดต่อกับอำเภอสทิงพระ โดยได้พบซากอาคารสถาปัตยกรรม เช่น พระโพธิสัตว์ เทวรูปที่เกี่ยวเนื่องในศาสนาพุทธลัทธิมหายาน และศาสนาพราหมณ์ มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 และได้พบเครื่องปั้นดินเผาจีนสมัยราชวงศ์ถัง มีอายุในพุทธศตวรรตที่ 13 เช่นกัน แสดงให้เห็นว่า ในเขตอำเภอดังกล่าวเป็นเมืองโบราณ
ปรากฏชื่อในจดหมายเหตุจีนของหลวงอี้จิงว่า "เชโลถิง" ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะตรงกับคำว่า "สทิงพระ" ้ซึ่งอยู่ในสมัยที่นักโบราณคดีเรียกว่า "ศรีวิชัย" ในสมัยอยุธยาตอนต้น เมืองสงขลาตั้งอยู่ที่หัวเขาแดง เป็นเมืองที่มีท่าเรือขนาดใหญ่และร่องน้ำลึก หลักฐานที่ปรากฎในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.1893 กล่าวว่า สงขลาเป็นเมืองประเทศราชในจำนวน 16 เมือง ที่ตั้งตัวเมืองในสมัยนั้น ปัจจุบันอยู่ในท้องที่ หมู่ที่ 7 ตำบลหัวเขาแดง อำเภอสิงหนคร ยังมีโบราณสถานป้อมคูเมือง และที่ฝังศพเจ้าเมือง (สุลต่าน สุไลมาน) ให้ศึกษาอยู่
ในปีพ.ศ.2185สมัยพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา แขกมลายูตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ ่ไม่ยอมขึ้นแก่กรุงศรีอยุธยา และได้ตั้งตัวเป็นกษัตริย์เรียกว่า "เจ้าเมืองสงขลา" ปี พ.ศ.2191 พระเจ้าปราสาททองส่งกองทัพมาปราบแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ปี พ.ศ.2211 เจ้าเมืองสงขลาสิ้นพระชนม์ โอรสได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แทน จนถึงปี พ.ศ.2223 สมเด็จพระนารายณ์ฯ ส่งกองทัพมาปราบเมืองสงขลาได้ ชาวเมืองที่เหลือจากการถูกฆ่าได้ย้ายไปตั้งบ้านเรือนอีกฝั่งหนึ่งของหัวเขาแดง จน สงขลาเกือบเป็นเมืองร้างในขณะนั้น
ก่อนสมัยกรุงธนบุรีในปี พ.ศ.2310 ประเทศสยามเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า ทำให้เกิดก๊กต่างๆ ขึ้น เจ้าพระยานครฯซึ่งตั้งตัวเป็นใหญ่ ได้ตั้งนายวิเถียนผู้เป็นญาติมาเป็นเจ้าเมืองสงขลา เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีปราบก๊กเจ้านครได้แล้ว ได้ฟื้นฟูเมืองสงขลาโดยตั้งนายโยม บุคคลที่ชาวเมืองสงขลาเคารพเป็น "พระสงขลา" ปกครองเมืองสงขลาอยู่ 6 ปี บ้านเมืองไม่เจริญจึงโดนปลด ในระหว่างปี พ.ศ.2312-2325 ได้ตั้งให้จีนเหยี่ยง แซ่เฮ่า ซึ่งเป็นนายอากรรังนก ขึ้นเป็นเจ้าเมืองสงขลา ได้รับพระราชทินนามเป็น "หลวงสุวรรณคีรีสมบัติ" (ต้นตระกูล ณ สงขลา) ตั้งเมืองอยู่ในท้องที่หมู่ 1 (แหลมสน) ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร ขณะนี้ยังมีหลักฐานซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "ที่วัง" ซึ่งเป็นที่ตั้งวังเจ้าเมืองและตัวเมือง
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ปี พ.ศ.2334 สงขลาได้รับการยกฐานะเป็นเมืองโท ขึ้นตรงต่อกรุงรัตนโกสินทร์ ปีพ.ศ.2375 พระยาสงขลาเริ่มย้ายเมืองสงขลาจากหัวเขาแดงมาตั้งที่ทางฝั่งบ่อยาง จนกระทั่งปี พ.ศ.2379 สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) โปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาให้ก่อสร้างป้อมกำแพงเมืองขึ้น ระหว่างที่สร้างนี้ ตวนกู อาหมัดสะอัด ซักชวนหัวเมืองไทรบุรี ปัตตานีและหัวเมืองทั้ง 7 ยกมาตีสงขลาแต่ไม่สำเร็จ เมื่อปราบกบฎราบคาบแล้ว จึงได้สร้างป้อมและกำแพงเมืองจนเสร็จ โปรดเกล้าฯ ให้ฝังหลักเมืองโดยพระราชทานเทียนชัย หลักชัยพฤกษ์กับเครื่องไทยทาน อาราธนาสมเด็จเจ้าอุดมปิฎก พระสงฆ์อินเดีย 8 รูป เป็นประธาน พระครูอัษฎาจารย์พราหมณ์ มีชื่อ 8 นาย ออกมาให้พระยาสงขลาฝังหลักเมือง พระยาสงขลาทรงจัดแจงทำโรงพิธีกลาง และโรงพิธี 4 มุมเมืองกับโรงพิธีพราหมณ์เสร็จแล้ว ณ วันศุกร์ ขึ้น 10 ค่ำ ปีขาล จัตวาศก (วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2385) ได้ฝังหลักชัยพฤกษ์ไว้กลางเมืองสงขลา (ปัจจุบันเป็นศาลเจ้าหลักเมือง) ตัวเมืองที่ย้ายมานี้ คือตัวเมืองฝั่งตะวันออกของแหลมสน หรือที่เรียกว่า "บ่อยาง" ในเขตเทศบาลนครสงขลาเวลานี้
ปี พ.ศ.2402 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จมาประทับที่สงขลาถึง 9 วัน
ปี พ.ศ.2460 ได้เปลี่ยนชื่อเมืองสงขลาเป็นจังหวัดสงขลา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ปฏิรูปการปกครองเป็นมลฑลเทศาภิบาล สงขลาขึ้นอยู่กับมณฑลนครศรีธรรมราช แต่สงขลาเป็นที่ตั้งของที่ว่าการมณฑลนครศรีธรรมราช โปรดเกล้าแต่งตั้งพระเจ้าลูกยาเธอพลเอกพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าอดุลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีเมศวร มาทรงดำรงตำแหน่งเทศาภิบาล ผู้สำเร็จราชการมณฑลนครศรีธรรมราช
ปี พ.ศ.2476 รัฐบาลยกเลิกมณฑล สงขลาจึงมีสภาพเป็นจังหวัด ต่อมาเมื่อประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบราชการแผ่นดิน พ.ศ.2495 จึงเป็นที่ตั้งภาค 9 แม้ภายหลังจะยุบเลิกภาค และใช้ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 กันยายน 2509 แทนพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2495 แล้วก็ตาม การบริหารราชการแผ่นดินในจังหวัดสงขลาก็ยังเป็นที่ตั้งของเขตและภาคอยู่
Relate topics
- พินิจนคร สงขลา
- บ้านเธอ บ้านฉัน เล่าเรื่องเมืองเก่า
- ผ้าป่าสามัคคีบำรุงสถานีวิทยุพระพุทธศาสนาเพื่อชุมชน
- เรื่องเล่าจากชุมชนตอน “กวนข้าวยาคู”
- ออกกำลังกายไล่โรค
- ๓ ปี สถานีวิทยุพระพุทธศาสนาเพื่อชุมชน ใครได้อะไร? - เรื่องควรรู้ที่ควนรู
- เรื่องควรรู้ที่ควนรู
- อำเภอสะเดา :: ประวัติความเป็นมาของอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดสงขลา
- อำเภอนาทวี :: ประวัติความเป็นมาของอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดสงขลา
- อำเภอสะบ้าย้อย :: ประวัติความเป็นมาของอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดสงขลา
ปุ๊ก (Not Member)
วรนนท์ (Not Member)
เจมส์ 1/5 มหาวชิราวุ (Not Member)
กนกวรรณ รัตนพันธ์ (Not Member)
สาสววง (Not Member)
สาสววง (Not Member)
กนกวรรณ (Not Member)
าสาาาสทททใมม (Not Member)
กำแบ (Not Member)
nuser (Not Member)
ไหม 5/5 จ.ส (Not Member)
ดีมาก (Not Member)
เฟิร์น (Not Member)
*-* (Not Member)