เศรษฐกิจพอเพียงกับการสร้างระบบอาหารสุขภาวะ
ปาฐกถาพิเศษ
"เศรษฐกิจพอเพียงกับการสร้างระบบอาหารสุขภาวะ"
ศ. น.พ. ประเวศ วะสี
สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ วันที่ 7 กันยายน 2547
นมัสการพระคุณเจ้า ผู้อาวุโส ผู้นำชุมชน นักวิชาการ เพื่อน คนไทยที่มีอุปสรรคทางกายที่เรียกว่าคนพิการ แต่น่าจะหาคำใหม่ ที่จริงเค้ามีความแข็งแรงอย่างอื่นตั้งเยอะ เช่นจิตใจ เค้าจะสูงกว่าคนอื่น คุณณรงค์ ช่วยหาคำหน่อย ถ้าไม่ใช้คนพิการ น่าจะเรียกอะไร มีอุปสรรคทางกายแต่คำมันเยิ่นเย้อ เพื่อนคนพิการก็มาร่วมประชุมอยู่ที่นี่ด้วย
ท่านผู้มีเกียรติครับ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติเป็นเวที สำหรับคนไทยที่จะรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในเรื่องดี ๆ ประเทศของเรามีอุปสรรคที่ยากลำบากมากมาย คงต้องอาศัยการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำของคนไทยทุกฝ่ายในการทำเรื่องดี ๆ เรื่องดี ๆ เรื่องหนึ่งคือเรื่องอาหารกับสุขภาพเป็นข้อเสนอจากการประชุมสมัชชาสุขภาพปีกลาย ครั้งก่อน ๆ เสนอขึ้นมาเป็นลำดับปรากฏขึ้นทุกครั้ง และครั้งที่แล้วเป็นข้อเสนออย่างแรงว่าน่าจะจับเรื่องการเกษตรกับสุขภาพขึ้นมาพิจารณา
ท่านผู้มีเกียรติครับ เราได้เอาสารเคมีเข้ามาใช้ในการเกษตร และในเรื่องอื่นๆ จนแผ่นดินของเราเปรียบเสมือนเป็นแผ่นดินอาบยาพิษ แล้วเอายาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้าที่มีพิษร้ายแรงมากเอามาใช้เต็มแผ่นดินหมด ในการเกษตรที่เรียกว่าเกษตรสมัยใหม่ ที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว และขาดสมดุล ขาดปุ๋ย ขาดแมลงลงต่างๆ ก็เอายาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้ามาใช้ ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้าก็ฆ่าทุกสิ่งทุกอย่าง 10 ล้านตัว ถูกยาฆ่าแมลงตายหมด ดินไม่มีชีวิต ปกติดินมีชีวิต สร้างปุ๋ยสร้างวิตามินต่างๆ ขึ้นมา มีชีวิตอยู่ในนั้น เมื่อโดนยาฆ่าแมลงลงไปก็ฆ่าทุกสิ่งทุกอย่างตายหมด ลงไปสู่ปลา ปู งู และไหลลงไปสู่แม่น้ำลำธารไปสู่ทุกคน จึงบอกว่าเป็นแผ่นดินอาบยาพิษ ก่อให้เกิดโรคมะเร็งมากขึ้น ความพิการมากขึ้น เพราะสารพิษเหล่านี้จะเข้าไปสู่ DNA ของร่างกาย และทำให้เกิดความบกพร่องความผิดปกติทาง DNA ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นมะเร็ง นำไปสู่ความพิการ
ท่านผู้มีเกียรติครับ บริเวณที่ปลอดภัยที่สุดของมนุษย์คือมดลูก มดลูกจะต้องเป็นที่ๆ ปลอดภัยที่สุด บริสุทธิ์ที่สุด เพราะชีวิตเริ่มที่นั่นตั้งแต่เป็นเซลล์เดียว งอกงามขึ้นมา ต้องไม่มีอะไรไปแผ้วพานจึงจะเติบโตขึ้นมาปกติ แต่บัดนี้ในมดลูกก็ไม่ปลอดภัยแล้ว เพราะสารเคมีมันเต็มเข้าไปสู่เด็กในมดลูก เซลล์ๆ เดียวที่มี DNA อยู่ในนั้นถ้าโดนสารเคมีเข้าไปจะอันตรายมาก เพราะฉะนั้นตรงนี้เองเป็นเรื่องใหญ่ที่เราต้องช่วยกันพิจารณา จัดการแก้ไข ที่เป็นอย่างนั้น ท่านทั้งหลายได้ดูวีดีโอไปแล้ว วิถีการเกษตรที่ขาดสมดุลปลูกพืชเชิงเดี่ยว ปลูกชนิดใดชนิดเดียว ปลูกข้าวอย่างเดียว ปออย่างเดียว มันสำปะหลังอย่างเดียวทำให้เสียสมดุล และทำให้เกิดใช้ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้าเข้ามา ท่านผู้มีเกียรติครับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับสั่งชี้นำเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงมาช้านานเป็นเวลาถึง 30 ปี และได้ยินท่านรับสั่งใครจะว่าเชย ก็ช่างเขา ขอให้เราพออยู่พอกินและมีไมตรีจิตต่อกัน เราควรถอยหลังเข้าคลอง รับสั่งอย่างนี้ก็มี เพราะว่าในคลองปลอดภัย ถ้าเราออกไปในทะเล แล้วคลื่นลมแรง เรือเราล่มลง เราควรจะอยู่ในที่ปลอดภัย
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจที่ใช้ปัญญา ใช้ความพอดี ใช้ความสมดุล เรื่องการเกษตรในระบบเศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องอาหารปนเปื้อนด้วยสารพิษ เพราะในระบบเศรษฐกิจพอเพียงนั้นไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ไม่ต้องใช้ยาฆ่าหญ้า เป็นเกษตรอินทรีย์ เป็นเกษตรผสมผสาน ทีนี้ความสมดุลทำหลายอย่างไปพร้อมกัน ปลูกข้าว ปลูกผักผลไม้ เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เชื่อมโยงกันหมด แทนที่จะปลูกพืชชนิดเดียว มันสำปะหลังอย่างเดียวหรือข้าวอย่างเดียว กลายเป็นปลูก 500-600 ชนิด อย่างผู้ใหญ่วิบูลย์ทำที่ฉะเชิงเทรา
ผู้ใหญ่วิบูลย์เคยปลูกมันสำปะหลังอย่างเดียวอยู่ 20 ปี แล้วเสียสมดุลหมด เกิดความรุนแรงในชุมชนเพราะขาดทุน เป็นหนี้ งานหนัก โดนยาฆ่าแมลง เครียด มีการฆ่ากันตายแทบทุกคืน วกกลับไปสู่เกษตรผสมผสาน ผู้ใหญ่วิบูลย์มีต้นไม้ 600 กว่าชนิด ในที่ดิน 9 ไร่ ชีวิตกลับคืนสู่สมดุล ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ไม่ต้องใช้ยาฆ่าหญ้า มีอาหารกินบริบูรณ์ สุขภาพดี มีเวลามากขึ้น ได้คุยกับพระ คุยกันว่าเราจะทำอะไรให้คนแก่บ้าง ให้เด็กบ้าง สังคมสงบเย็นลง การฆ่ากันตายไม่มีอีกเลย
ท่านผู้มีเกียรติครับ ความรุนแรงเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลก และไม่มีคำตอบ ถ้ามีวิถีชีวิต วิถีการเกษตรอะไรที่ลดความรุนแรงลง อันนั้นจะน่าสนใจ อันนี้พี่น้องคนไทยได้พิสูจน์แล้ว พี่น้องคนไทยเป็นหมื่น ๆ คนได้ทำวิจัยในวิถีชีวิต ว่าวิถีชีวิตอย่างไรจึงจะได้สมดุล และเค้าได้พบแล้วที่ตรงนี้ ในเมืองไทยกำลังทำอยู่ เป็นวิถีเกษตรในระบบเศรษฐกิจพอเพียงที่พระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสไว้ ตรงนี้เองจะช่วยป้องกันการเป็นพิษเป็นภัยจากสารพิษที่ว่า เกิดชีวิตที่พอเพียง สิ่งแวดล้อมที่พอเพียง สุขภาพที่พอเพียง ความเป็นอยู่ที่สมดุลเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญเราต้องช่วยกันพิจารณาลึก ๆ พิจารณาดี ๆ อย่าไปทำเป็นประเด็นที่จะต้องทะเลาะเบาะแว้งอะไรกันมาก ช่วยกันมองลึก ๆ ผมขอเสนอสัก 6 ประการด้วยกัน
ประการที่ 1 ทิศทางการพัฒนาของประเทศเป็นเรื่องสำคัญ ทิศทางการพัฒนาจะกระทบทุกองคาประยุกต์ของสังคมหมด วุฒิการนั้นเป็นสัมมาพัฒนา หรือมิจฉาพัฒนา สัมมาพัฒนาในที่นี้น่าจะเป็นแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สังคมเข้มแข็ง เติบโตบนความสมดุล ไม่คิดแบบแยกส่วนเป็นวัตถุนิยม เงินนิยม บริโภคนิยม แยกส่วนไปอย่างนั้น ก็จะเกิดพิษเกิดภัยเกิดอันตรายต่าง ๆ ขอให้ได้เงิน ยังไงก็ได้ขอให้ได้เงิน จะขายยาฆ่าแมลง ขายยาฆ่าหญ้า ทำอะไรก็ได้ขอให้ได้เงิน อย่างนั้นเป็นการแยกส่วน เป็นมิจฉาพัฒนา ตรงนี้อาจจะยากสักนิด แต่กลไกต้องช่วยกัน ช่วยกันรวมตัว ร่วมคิดให้เกิดทิศทางการพัฒนา ที่เป็นทิศทางเศรษฐกิจพอเพียง สังคมเข้มแข็ง เติบโตบนความสมดุล ถ้าเติบโตบนความสมดุลจะปลอดภัย ถ้าเติบโตอย่างเดียวไม่ปลอดภัย เติบโตบนพื้นฐานความสมดุล
ประการที่ 2 เกษตรกรกับองค์กรที่สนับสนุนเรื่องการเกษตรทั้งหมด ควรจะสนับสนุนเกษตรปลอดสารพิษ ซึ่งมีชื่อต่าง ๆ เกษตรอินทรีย์บ้าง เกษตรประสมประสานบ้าง เกษตรธรรมชาติบ้าง วนเกษตรบ้าง ต่างๆ เป็นเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดสารพิษ เกษตรกรทั้งประเทศควรจะทำเกษตรปลอดสารพิษ องค์กรที่สนับสนุนต่างๆ เช่น กระทรวงเกษตรฯ กรมส่งเสริมการเกษตร องค์กรวิชาการต่างๆ ควรจะสนับสนุนที่นี่ รวมทั้งองค์กรการปกครองด้วย หลายองค์กรก็ปรับตัวทำเรื่องนี้ อย่าง ธกส. เดิมเป็นองค์กรที่สนับสนุนการใช้สารเคมี คนมากู้เงิน คุณต้องซื้อปุ๋ยด้วย ซื้อยาฆ่าแมลงด้วย เดี๋ยวนี้เค้าปรับ 180 องศาเลย ไปส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เกษตรไร้สารพิษ เพราะฉะนั้นขอให้องค์กรทั้งหมดพยายามปรับตัวไปหนุนเกษตรไร้สารพิษ หรือเกษตรอินทรีย์
ประการที่ 3 ความเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตในชนบทกับผู้บริโภคในเมือง ถ้าตรงนี้มีการเชื่อมโยงกันได้ พวกนี้จะไปได้อย่างมีพลัง มีความรับผิดชอบต่อกัน ผู้ผลิตรับผิดชอบที่จะส่งอาหารปลอดสารพิษให้กับผู้บริโภคในเมือง ผู้บริโภคในเมืองได้บริโภคอาหารปลอดสารพิษ และบริโภคครั้งใดก็ไปสนับสนุนเกษตรกรที่ทำเกษตรสมดุล หรือเกษตรในระบบเศรษฐกิจพอเพียง ตอนนี้ยังขาดองค์กรที่จะเข้ามาเชื่อมโยงตรงนี้อย่างจริงจัง ถ้าเชื่อมโยงตรงนี้ได้ความดีมันจะเชื่อมโยงกันเป็นอัตโนมัติ เราบริโภคเมื่อใด เราก็ไปสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ ไปสนับสนุนความเข้มแข็งทางครอบครัวของเกษตรกร ตรงนี้อยากเสนอว่าน่าจะมีองค์กรที่เก่งเรื่องการจัดการ และมาส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างผู้บริโภคในเมืองกับผู้ผลิตในชนบทให้เกื้อกูลกัน ผู้ผลิตรับผิดชอบอาหารปลอดสารพิษ ผู้บริโภคอันนี้ บริโภคและไปสนับสนุนวิถีชีวิต อันนี้เราจะได้ทั้งสิ่งแวดล้อม ได้ทั้งเศรษฐกิจของคนจน ได้ทั้งวัฒนธรรม ได้ทั้งความเข้มแข็งครอบครัว จากความเชื่อมโยงตัวนี้
ประการที่ 4 เป็นเรื่องนโยบาย รัฐบาลควรมีนโยบายเกษตรปลอดสารพิษ ห้ามการนำเข้าของยาฆ่าแมลง ยาพิษต่างๆ การวิจัยมันบอกแล้วว่าไม่จำเป็นต้องใช้เลย ไม่มีใครได้ประโยชน์เลย เวลาใช้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องใช้ ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องไปบริโภคอย่างนี้ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องนำเข้าเรื่องนี้ รัฐบาลควรมีนโยบายที่สนับสนุนเกษตรปลอดสารเคมีและลดการนำเข้าลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่ต้องนำเข้าเลยเสียเงินไปเปล่าๆ เป็นประโยชน์ของผู้ผลิตผู้ขายสารพิษโดยแท้ เกษตรกรไม่ได้ประโยชน์เลย มีโทษ ผู้บริโภคไม่ได้ประโยชน์เลยที่ตรงนี้ เห็นจะมีการเลือกตั้งต่อไปใน 5-6 เดือนข้างหน้า ควรจะเป็นประเด็นการเมืองเป็นประเด็นทางนโยบาย พรรคการเมืองไหนบ้างที่จะสนับสนุนที่จะสัญญาว่าจะส่งเสริมเกษตรปลอดสารพิษ ลดการนำเข้ายาฆ่าแมลง
ประการที่ 5 คนไทยทุกคนควรจะปรับจิตสำนึก ปรับวิธีคิด เราต้องรับรู้อะไรลึกๆ คิดลึกๆ ฟังอย่างลึก คิดอย่างลึก เราจะเห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง ฟังตื้นๆ หยาบๆ เร็วๆ ก็จะรู้ผิวเผิน รู้แบบแยกส่วน ก็จะทำแบบแยกส่วน เช่น ทำอะไรก็คิดถึงเฉพาะตัว เฉพาะผลประโยชน์ของตัวไม่คิดเชื่อมโยงไปทั้งหมด ถ้าเรารับรู้เพียงตื้น ๆ คิดเพียงตื้น ๆ หยาบ ๆ เร็ว ๆ แล้วก็จะเป็นอย่างนี้ แยกส่วนไปหมด เราเข้าไม่ถึงความจริง เราฟังอะไรลึก ๆ ทำอะไรสัมผัสลึก ๆ มันจะเชื่อมโยงไปหมด เรากินข้าว รู้ลึก ๆ เชื่อมโยงไปถึงชาวนาที่ปลูกข้าว ไปถึงต้นน้ำลำธาร ไปถึงชีวิตของชาวนา ไปถึงป่าไม้ ไปถึงอากาศ ไปถึงอะไรหมด
น้ำถ้าเรารู้ตื้น ๆ คนกรุงเทพจะรู้น้ำเพียงก๊อกน้ำ อย่างนี้เรียกว่ารู้ตื้น ถ้าเราสัมผัสกับน้ำเราดูว่าน้ำมันเชื่อมโยงกับอะไรบ้าง เชื่อมโยงกับต้นน้ำลำธาร เชื่อมโยงกับการเกษตร มันปล่อยสารพิษออกมาหรือเปล่า หรือสารพิษเชื่อมโยงกับเมฆกับฝนกับอะไรต่าง ๆ เราก็จะรู้เชื่อมโยงไป เมื่อเรารู้เชื่อมโยงไป เราจะเกิดความกตัญญูขึ้นในจิตใจของเรา เราต้องกตัญญูต่อทุกสิ่งทุกอย่าง กตัญญูต่อเมล็ดข้าว กตัญญูต่อชาวนา กตัญญูต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคนที่มีอยู่ กตัญญูต่อลมฟ้าอากาศ ต่อแสงอาทิตย์ ถ้าเรามีความกตัญญูอย่างนี้ นี่คือความรู้สึกลึกๆ มันก็จะเกิดการเชื่อมโยงไปสู่การอยู่ร่วมกันด้วยสันติ นำไปสู่การปลดปล่อยนำไปสู่อิสรภาพ
ถ้าเราเข้าใจทั้งหมด เราเข้าถึงความจริง ถ้าเรารู้เพียงผิวเผิน รู้เพียงส่วนๆ เราจะเข้าไปติดอยู่ในการแยกส่วน และจะบีบคั้นทั้งตัวเราเอง และคนอื่น เรื่องนี้อาจจะยากสักนิด เพราะเราไม่คุ้นเคยแต่อยากฝากไว้ช่วยพิจารณาดูลึกๆว่าเราต้องปรับจิตสำนึก ปรับวิธีคิดให้รับรู้อะไรลึกๆ จะฟังอะไรก็ฟังอย่างลึกๆ ไม่มีฟังผิวเผินแล้วไปทะเลาะกัน ไปกระแทกกัน ฟังอาจจะไม่ต้องเถียง ฟังอย่างลึก และเข้าไปสู่ความรู้สึกนึกคิดลึกๆ เชื่อมโยงไป เราก็จะฉลาดขึ้น รู้ความจริงมากขึ้น
ประเด็นสุดท้าย ประเด็นที่ 6 ที่พูดไปทั้งหมดก็ไม่หมด และมีเรื่องราวให้รู้อีกเยอะ เราไม่รู้อีกเยอะ เพราะฉะนั้นต้องการจะศึกษา ต้องการการวิจัย เรื่องทั้งหมดมันมีอะไรบ้าง มันมีองค์ประกอบอะไร องค์ประกอบอันนั้นมันเป็นยังไง ถ้าจะขยับให้มันดีขึ้น ทำยังไง มันมีทางเลือกยังไงบ้าง ทางเลือกแต่ละทางมันมีผลอย่างไร เพราะฉะนั้นงานทุกอย่างที่จะเคลื่อนไปได้และมีพลังต้องมีการวิจัยเป็นเครื่องมือที่จะทำให้เกิดความรู้ ทำให้เกิดการเรียนรู้ เรื่องนั้นๆ จึงจะเคลื่อนไปอย่างมีพลัง ผมอยากจะฝากไว้ 6 ข้อนี้ และขอให้คนไทยได้ร่วมกันทำเรื่องดีๆ เรื่องการเกษตรกับสุขภาพเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อคนทั้งแผ่นดิน ทั้งเกษตรกรทั้งหมด ทั้งผู้บริโภคทั้งหมด งั้นจึงเป็นนโยบายสาธารณะอย่างหนึ่งที่เราควรจะทำความเข้าใจและช่วยกันเคลื่อนไหวให้เกิดนโยบายสาธารณะที่ดี มีการปฏิบัติในเรื่องที่ดีๆ เพื่อสุขภาวะของคนทั้งแผ่นดิน ขอบคุณครับ.
Relate topics
- อีกหนึ่งอุดมการณ์ สานความตั้งใจฟื้นฟูวิถีชาวนาไทยแห่งลุ่มน้ำคลองภูมี
- เปิดตัวสำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม 4 ก.พ.นี้
- ออกปากดำนาภูมิปัญญา - ห้องเรียนท้องนา
- สัญจรสภาความร่วมมืออาหารปลอดภัยโซนคาบสมุทรสทิงพระ อ.กระแสสินธุ์
- รายงานการประชุมคณะทำงานประเด็นเกษตรและอาหารที่เอื้อต่อสุขภาพ ประจำเดือนมิถุนายน
- "สะตอ" ผักพื้นบ้านภาคใต้มากประโยชน์
- เร่งดันผลิต 'เกษตรอินทรีย์' รองรับตลาดโลก 1.3 ล้านล้านบาท
- พบ16กลยุทธ์เคมีเกษตรทำชาวนา-ผู้บริโภคตายผ่อนส่ง
- กรมวิชาการเกษตรชี้ปลูกพืชGMOเพื่อศึกษาวิจัย-ยันมีมาตรการคุมเข้ม
- กรมวิชาการฯแนะ5กรรมวิธี คุมวัชพืชสวนยางไม่พึ่งสารเคมี