สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

ความปรารถนาได้เห็น ศิษย์ตั้งใจดูแลคนไข้และใฝ่หาความรู้ คือ อาจารย์ธาดา ที่ผมรู้จัก

by punyha @14 ม.ค. 54 10:46 ( IP : 223...128 ) | Tags : งานเขียนคน คนเขียนงาน
photo  , 260x187 pixel , 82,246 bytes.

ความปรารถนาได้เห็น  ศิษย์ตั้งใจดูแลคนไข้และใฝ่หาความรู้  คือ อาจารย์ธาดา  ที่ผมรู้จัก

ถ้าผมไม่ได้เป็นศิษย์ของอาจารย์  อาจารย์คงอยากให้ผมเรียกอาจารย์ว่า Tada อาจารย์ธาดาที่ผมรู้จักจึงเป็นเหมือนผู้พ้นจากความคิด ความคาดหวัง ที่คนอื่นๆอยากได้ใคร่มี ความสุขของอาจารย์ที่ผมได้ประสบ  คือความปรารถนาดีที่ได้เห็น  ศิษย์ตั้งใจดูแลคนไข้และใฝ่หาความรู้

บทความนี้  ประกอบด้วยประสบการณ์ 3 ช่วงของผม ที่ได้เป็นศิษย์ห่างๆ ของอาจารย์

ในช่วงต้นที่ได้พบอาจารย์  ผมเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก  ผมรู้จักอาจารย์ห่างๆ  แต่ก็ได้รับความประสงค์ดีของอาจารย์  ที่มุ่งหวังให้เราตระหนักในความรับผิดชอบในการดูแลผู้ป่วย  ความประสงค์ดีดังกล่าว  เป็นเครื่องเตือนใจที่สำคัญให้ผมได้ยึดปฏิบัติ ในการเรียนและจบไปเป็นแพทย์  การดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มความสามารถ  จึงมีคุณค่าทั้งต่อตนเองและผู้ที่เราให้การดูแล

ความทรงจำแรกที่ผมได้เจออาจารย์  คือสมัยเป็นนักเรียนแพทย์  ได้ไปร่วม  round ward อายุรกรรม ประมาณ 2ทุ่ม ที่โรงพยาบาลหาดใหญ่  ช่วงนั้นโรงพยาบาล มอ.ยังไม่เสร็จสมบูรณ์  ยังต้องไปเรียนหลายแผนกที่โรงพยาบาลหาดใหญ่  นักเรียนแพทย์ได้รับมอบผู้ป่วยให้ดูแล  ความอ่อนด้อยทั้งความรู้และประสบการณ์  ยากที่จะรับรู้หรือเข้าใจเรื่องต่างๆของผู้ป่วยและอายุรศาสตร์  การ round ward ตอนกลางคืนกับอาจารย์  การรับผู้ป่วย  กับการต้องมาเจออาจารย์อีกครั้งในตอนเช้า  เป็นสิ่งที่สร้างความกังวลใจแก่นักเรียนแพทย์หลายคน  ผู้ป่วยที่ผมต้องดูแลคือ  ผู้ป่วยเบาหวานซึ่งมีภาวะช็อค(Hyper-osmolar Coma )  หลังจากการ round ward ตอนกลางคืน  8 โมงเช้าวันรุ่งขึ้น อาจารย์เดินตรงมาหาผู้ป่วยที่ผมต้องดูแลในฐานะนักเรียนแพทย์  ในประสบการณ์ที่ผ่านมา  ความพอใจของอาจารย์แพทย์ส่วนใหญ่  อยู่ที่นักเรียนแพทย์  ตอบปัญหาทางวิชาการ  การเปลี่ยนแปลงทางคลินิกและผลการตรวจต่างๆได้อย่างฉาดฉาน  ประโยคแรกที่อาจารย์กล่าวกับผมคือ “คุณดูคนไข้มาทั้งคืน  ไปพักได้แล้ว” แม้ว่าผมจะไม่ไปพักและร่วมรับฟังคำชี้แนะของอาจารย์ร่วมกับแพทย์เจ้าของไข้  แต่คำพูดของอาจารย์แปลเป็นคำสอนสำหรับผมก็คือ  การเป็นหมอ จุดเริ่มต้นที่สำคัญคือการเอาใจใส่และดูแลคนไข้อย่างจริงจัง

สิบกว่าปีต่อมา ช่วงปี 2535-2536 ช่วงนั้นผมผ่านการเป็นแพทย์โรงพยาบาลชุมชน  โรงพยาบาลจังหวัด และเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกันสาขาระบาดวิทยา  มาปฏิบัติงานที่เวชกรรมสังคมโรงพยาบาลหาดใหญ่ได้ประมาณ 2 ปี  อาจารย์ธาดาเป็นคณบดีคณะแพทยศาสตร์  ผมได้ถูกขอตัวให้มาเป็นเลขานุการโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์บัณฑิต(ต่อเนื่อง2ปี) ร่วมกับหน่วยระบาดวิทยา  ช่วงนั้นหน่วยระบาดวิทยายังมีบุคลากรน้อย  เมื่อใกล้เสร็จสิ้นโครงการ วิจัยและผมต้องกลับไปทำงานโรงพยาบาลหาดใหญ่  อาจารย์วีระศักดิ์ได้ชวนให้ผมมาเป็นอาจารย์ประจำของหน่วยระบาดวิทยา  โดยอาจารย์ได้นัดให้ผมไปพบอาจารย์ธาดา  ในตอนเย็นวันหนึ่ง  ช่วงที่ทำงานที่คณะแพทย์ผมเจออาจารย์ ในการประชุมติดตามงานของโครงการและการวิจัยต่างๆอยู่เนืองๆ  แต่การพบในเย็นวันนั้น  คำแนะนำของอาจารย์  คือแรงผลักดันอีกครั้งหนึ่ง  ในการพัฒนางานสาธารณสุขต่างๆในช่วงต่อมาของผม

การพูดคุยกับอาจารย์  ซึ่งต่อมามีคนบอกว่านานๆจึงมีคนที่เข้าไปคุยกับอาจารย์  เป็นเวลายาวๆสักครั้ง  การพูดคุย  อาจารย์ได้ถามและให้ผมเล่าถึง  ชีวิตการเรียน  การทำงานที่ผ่านมา  โดยเฉพาะอาจารย์สนใจงานด้านระบาดวิทยาและเวชศาสตร์ป้องกัน  ซึ่งผมได้ร่วมกับทีมงานที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ดำเนินการหลายๆเรื่อง อาจารย์บอกว่า “ผม(อ.ธาดา) รู้สึกว่า คุณ(อมร) มีความสุขกับงานที่คุณทำมากทีเดียว  ผมไม่คิดว่าคณะแพทย์  จะรองรับการทำงานเหล่านั้นได้ ” หนึ่งชั่วโมงกว่าของการได้แลกเปลี่ยนกับอาจารย์  ประเด็นต่างๆที่อาจารย์ถามและการได้ตอบคำถามเหล่านั้น  ทำให้ผมได้กระจ่างชัดในสิ่งที่ตนเองเป็นและสิ่งที่ตนเองควรจะทำ  และได้ตระหนักในการที่จะต้องพัฒนาตนเองจากแพทย์  เป็นแพทย์เวชศาสตร์ป้องกันในภาคสนาม (ผมเรียนเวชศาสตร์ป้องกันสาขาระบาดวิทยาในโครงการ Field Epidemiology  Training Program) และเป็นนักสาธารณสุข  ซึ่งในช่วงนั้นหรือแม้แต่ปัจจุบันก็ยังขาดแคลน  หากได้เป็นอาจารย์แพทย์ในช่วงนั้น  ความเป็นวิชาชีพที่ต้องทำงานภาคสนามก็คงยากจะรักษาไว้

ความสนใจด้านสาธารณสุขของอาจารย์  ได้ชัดเจนมากขึ้นทั้งคำแนะนำ  การชี้แนะของอาจารย์ในด้านการแพทย์และสาธารณสุข  ในช่วงหลังที่อาจารย์ไม่ได้ทำงานด้านบริหาร
ช่วงที่สาม  หลังจากการได้รับคำชี้แนะจากอาจารย์  ผมยังคงทำงานเวชกรรมสังคม ที่โรงพยาบาลหาดใหญ่  ร่วมกับทีมงานในการพัฒนางานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค  ร่วมกับทีมเทศบาลนครหาดใหญ่พัฒนาบริการสาธารณสุขในเขตเมือง

ปี 2541 โรงพยาบาลหาดใหญ่ได้จัดตั้ง คลินิกเวชปฏิบัติครอบครัว  และได้เชิญอาจารย์อารี วัลยะเสวี  อาจารย์เฉลิม วราวิทย์ อาจารย์สุชาติ  อินทรประสิทธิ์ มาแวะเยี่ยมให้คำแนะนำในโครงการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข  อาจารย์ทั้งสามท่านได้แนะนำให้เปิดหลักสูตรแพทย์ประจำบ้านด้านเวชศาสตร์ครอบครัว  ในขณะนั้นเวชกรรมสังคมหาดใหญ่มีผม และคุณหมอรัตนา จิระกาลวิศัลย์ เป็นแพทย์เวชศาสตร์ป้องกันและมีคุณหมอวีรพัฒน์ เงาธรรมทรรศน์ เป็นแพทย์เวชศาสตร์ทั่วไป  การมีแพทย์เพียงสามคน แม้ว่าจะมีทีมสหวิชาชีพอื่นๆเพียงพอ  ก็เป็นไปได้ยากในการเปิดหลักสูตรแพทย์ประจำบ้าน การแสวงหาความร่วมมือและสนับสนุนจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอื่นๆในโรงพยาบาล  จึงเป็นเรื่องสำคัญ  โชคดีที่ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี  แต่จะร่วมมือแล้วทำอะไร  อย่างไร  เป็นโจทย์สำคัญ  ผมคิดออกเพียงว่า ถ้าเราจะพัฒนางานเวชศาสตร์ครอบครัวขึ้นใหม่ในประเทศไทย  คงจะต้องหาผู้มีประสบการณ์  และทราบถึงการพัฒนาเวชศาสตร์ครอบครัว  ในระดับนานาชาติ  มาคุยให้ฟัง  อาจารย์ธาดา คือผู้ที่ผมและทีมงานได้ไปขอเรียนรู้  และต่อมาอาจารย์ได้มาคุยให้กับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ฟัง  และใน 4-5 ปีแรกของการพัฒนา  ผู้เชี่ยวชาญเกือบทุกสาขาได้เป็นผู้สนับสนุนทั้งแรงกายและสติปัญญา  จนเวชศาสตร์ครอบครัวของหาดใหญ่ได้ก่อตั้ง  ดำเนินการและผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ครอบครัว  มาเกือบสามสิบคน  และยืนได้ด้วยตนเองในปัจจุบัน

การได้มาชี้แนะแก่ทีมโรงพยาบาลหาดใหญ่ในมิติของบริการสุขภาพปฐมภูมิ  อาจารย์ยังเปิดโอกาสให้แพทย์และเจ้าหน้าที่ได้ร่วมทำงานวิชาการ  ได้ให้การชี้แนะอย่างต่อเนื่องอีกหลายชิ้นงาน  รวมทั้งอาจารย์เองยังเป็นผู้ปฏิบัติงานด้วยตนเองในพื้นที่ทั้งด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับชาติและพื้นที่  ในพิธีศพของอาจารย์วันที่ 10 มกราคม 2554 ทีมงานที่ดำเนินงานโครงการติดตามระยะยาวผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง  ได้พบกันในงาน  คุยกันว่า  แม้จะยังมองไม่เห็นใครใน generation 2 ที่จะเป็นให้ได้ดั่งที่อาจารย์เคยทำ  แต่เราหวังว่า  ผลงานในอีก 5 ปี 10 ปี และ 20 ปีข้างหน้า พวกเราในยุคสมัยนี้คงจะเสนอผลงานอันเกิดจากการฟูมฟักของอาจารย์ให้ได้ปรากฏ  ให้สมกับที่อาจารย์ได้ปลูกฝัง ความตั้งใจและใฝ่รู้ให้กับทีมงาน  อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย

อาจารย์ธาดา  ได้ก้าวพ้นความคิด  ความคาดหวังที่คนอื่นมีให้มายาวนาน  ความปรารถนาที่อาจารย์มี  คงหวังว่าเราในฐานะแพทย์จะตั้งใจดูแลคนไข้ให้สมกับการเป็นแพทย์  เราจะพัฒนางานในวิชาชีพต่างๆของเราอย่างเต็มภาคภูมิ  สมดังรอยยิ้มของอาจารย์  เมื่อได้ฟังเรื่องเล่าและเรื่องราวของผู้ปฏิบัติงาน  ในการทำสิ่งที่ดีๆให้บังเกิดแก่สังคมและสาธารณชน


อมร

12 มกราคม 2554


ขอบคุณภา่พประกอบจากอินเตอเน็ต

Relate topics

Comment #1อาจารย์ธาดาที่ผมรู้จัก
Posted @15 ม.ค. 54 23:50 ip : 118...100

นับว่าเป็นอาจารย์แพทย์ที่น่าเคารพนับถือ  นี่แหละคนที่เป็นปูชนียบุคคล  สมควรที่บรรดาศิษย์ของท่านทุกๆคนควรให้ความเคารพและเอาท่านเป็นเยี่ยงอย่างในการ ดำรงชีวิต และยึดมั่นในจรรยาบรรณของความเป็นแพทย์อย่างจริงจัง

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว