ความปรารถนาได้เห็น ศิษย์ตั้งใจดูแลคนไข้และใฝ่หาความรู้ คือ อาจารย์ธาดา ที่ผมรู้จัก
ถ้าผมไม่ได้เป็นศิษย์ของอาจารย์ อาจารย์คงอยากให้ผมเรียกอาจารย์ว่า Tada อาจารย์ธาดาที่ผมรู้จักจึงเป็นเหมือนผู้พ้นจากความคิด ความคาดหวัง ที่คนอื่นๆอยากได้ใคร่มี ความสุขของอาจารย์ที่ผมได้ประสบ คือความปรารถนาดีที่ได้เห็น ศิษย์ตั้งใจดูแลคนไข้และใฝ่หาความรู้
บทความนี้ ประกอบด้วยประสบการณ์ 3 ช่วงของผม ที่ได้เป็นศิษย์ห่างๆ ของอาจารย์
ในช่วงต้นที่ได้พบอาจารย์ ผมเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก ผมรู้จักอาจารย์ห่างๆ แต่ก็ได้รับความประสงค์ดีของอาจารย์ ที่มุ่งหวังให้เราตระหนักในความรับผิดชอบในการดูแลผู้ป่วย ความประสงค์ดีดังกล่าว เป็นเครื่องเตือนใจที่สำคัญให้ผมได้ยึดปฏิบัติ ในการเรียนและจบไปเป็นแพทย์ การดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มความสามารถ จึงมีคุณค่าทั้งต่อตนเองและผู้ที่เราให้การดูแล
ความทรงจำแรกที่ผมได้เจออาจารย์ คือสมัยเป็นนักเรียนแพทย์ ได้ไปร่วม round ward อายุรกรรม ประมาณ 2ทุ่ม ที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ช่วงนั้นโรงพยาบาล มอ.ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ยังต้องไปเรียนหลายแผนกที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ นักเรียนแพทย์ได้รับมอบผู้ป่วยให้ดูแล ความอ่อนด้อยทั้งความรู้และประสบการณ์ ยากที่จะรับรู้หรือเข้าใจเรื่องต่างๆของผู้ป่วยและอายุรศาสตร์ การ round ward ตอนกลางคืนกับอาจารย์ การรับผู้ป่วย กับการต้องมาเจออาจารย์อีกครั้งในตอนเช้า เป็นสิ่งที่สร้างความกังวลใจแก่นักเรียนแพทย์หลายคน ผู้ป่วยที่ผมต้องดูแลคือ ผู้ป่วยเบาหวานซึ่งมีภาวะช็อค(Hyper-osmolar Coma ) หลังจากการ round ward ตอนกลางคืน 8 โมงเช้าวันรุ่งขึ้น อาจารย์เดินตรงมาหาผู้ป่วยที่ผมต้องดูแลในฐานะนักเรียนแพทย์ ในประสบการณ์ที่ผ่านมา ความพอใจของอาจารย์แพทย์ส่วนใหญ่ อยู่ที่นักเรียนแพทย์ ตอบปัญหาทางวิชาการ การเปลี่ยนแปลงทางคลินิกและผลการตรวจต่างๆได้อย่างฉาดฉาน ประโยคแรกที่อาจารย์กล่าวกับผมคือ “คุณดูคนไข้มาทั้งคืน ไปพักได้แล้ว” แม้ว่าผมจะไม่ไปพักและร่วมรับฟังคำชี้แนะของอาจารย์ร่วมกับแพทย์เจ้าของไข้ แต่คำพูดของอาจารย์แปลเป็นคำสอนสำหรับผมก็คือ การเป็นหมอ จุดเริ่มต้นที่สำคัญคือการเอาใจใส่และดูแลคนไข้อย่างจริงจัง
สิบกว่าปีต่อมา ช่วงปี 2535-2536 ช่วงนั้นผมผ่านการเป็นแพทย์โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลจังหวัด และเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกันสาขาระบาดวิทยา มาปฏิบัติงานที่เวชกรรมสังคมโรงพยาบาลหาดใหญ่ได้ประมาณ 2 ปี อาจารย์ธาดาเป็นคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ผมได้ถูกขอตัวให้มาเป็นเลขานุการโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์บัณฑิต(ต่อเนื่อง2ปี) ร่วมกับหน่วยระบาดวิทยา ช่วงนั้นหน่วยระบาดวิทยายังมีบุคลากรน้อย เมื่อใกล้เสร็จสิ้นโครงการ วิจัยและผมต้องกลับไปทำงานโรงพยาบาลหาดใหญ่ อาจารย์วีระศักดิ์ได้ชวนให้ผมมาเป็นอาจารย์ประจำของหน่วยระบาดวิทยา โดยอาจารย์ได้นัดให้ผมไปพบอาจารย์ธาดา ในตอนเย็นวันหนึ่ง ช่วงที่ทำงานที่คณะแพทย์ผมเจออาจารย์ ในการประชุมติดตามงานของโครงการและการวิจัยต่างๆอยู่เนืองๆ แต่การพบในเย็นวันนั้น คำแนะนำของอาจารย์ คือแรงผลักดันอีกครั้งหนึ่ง ในการพัฒนางานสาธารณสุขต่างๆในช่วงต่อมาของผม
การพูดคุยกับอาจารย์ ซึ่งต่อมามีคนบอกว่านานๆจึงมีคนที่เข้าไปคุยกับอาจารย์ เป็นเวลายาวๆสักครั้ง การพูดคุย อาจารย์ได้ถามและให้ผมเล่าถึง ชีวิตการเรียน การทำงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะอาจารย์สนใจงานด้านระบาดวิทยาและเวชศาสตร์ป้องกัน ซึ่งผมได้ร่วมกับทีมงานที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ดำเนินการหลายๆเรื่อง อาจารย์บอกว่า “ผม(อ.ธาดา) รู้สึกว่า คุณ(อมร) มีความสุขกับงานที่คุณทำมากทีเดียว ผมไม่คิดว่าคณะแพทย์ จะรองรับการทำงานเหล่านั้นได้ ” หนึ่งชั่วโมงกว่าของการได้แลกเปลี่ยนกับอาจารย์ ประเด็นต่างๆที่อาจารย์ถามและการได้ตอบคำถามเหล่านั้น ทำให้ผมได้กระจ่างชัดในสิ่งที่ตนเองเป็นและสิ่งที่ตนเองควรจะทำ และได้ตระหนักในการที่จะต้องพัฒนาตนเองจากแพทย์ เป็นแพทย์เวชศาสตร์ป้องกันในภาคสนาม (ผมเรียนเวชศาสตร์ป้องกันสาขาระบาดวิทยาในโครงการ Field Epidemiology Training Program) และเป็นนักสาธารณสุข ซึ่งในช่วงนั้นหรือแม้แต่ปัจจุบันก็ยังขาดแคลน หากได้เป็นอาจารย์แพทย์ในช่วงนั้น ความเป็นวิชาชีพที่ต้องทำงานภาคสนามก็คงยากจะรักษาไว้
ความสนใจด้านสาธารณสุขของอาจารย์ ได้ชัดเจนมากขึ้นทั้งคำแนะนำ การชี้แนะของอาจารย์ในด้านการแพทย์และสาธารณสุข ในช่วงหลังที่อาจารย์ไม่ได้ทำงานด้านบริหาร
ช่วงที่สาม หลังจากการได้รับคำชี้แนะจากอาจารย์ ผมยังคงทำงานเวชกรรมสังคม ที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ร่วมกับทีมงานในการพัฒนางานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ร่วมกับทีมเทศบาลนครหาดใหญ่พัฒนาบริการสาธารณสุขในเขตเมือง
ปี 2541 โรงพยาบาลหาดใหญ่ได้จัดตั้ง คลินิกเวชปฏิบัติครอบครัว และได้เชิญอาจารย์อารี วัลยะเสวี อาจารย์เฉลิม วราวิทย์ อาจารย์สุชาติ อินทรประสิทธิ์ มาแวะเยี่ยมให้คำแนะนำในโครงการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข อาจารย์ทั้งสามท่านได้แนะนำให้เปิดหลักสูตรแพทย์ประจำบ้านด้านเวชศาสตร์ครอบครัว ในขณะนั้นเวชกรรมสังคมหาดใหญ่มีผม และคุณหมอรัตนา จิระกาลวิศัลย์ เป็นแพทย์เวชศาสตร์ป้องกันและมีคุณหมอวีรพัฒน์ เงาธรรมทรรศน์ เป็นแพทย์เวชศาสตร์ทั่วไป การมีแพทย์เพียงสามคน แม้ว่าจะมีทีมสหวิชาชีพอื่นๆเพียงพอ ก็เป็นไปได้ยากในการเปิดหลักสูตรแพทย์ประจำบ้าน การแสวงหาความร่วมมือและสนับสนุนจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอื่นๆในโรงพยาบาล จึงเป็นเรื่องสำคัญ โชคดีที่ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่จะร่วมมือแล้วทำอะไร อย่างไร เป็นโจทย์สำคัญ ผมคิดออกเพียงว่า ถ้าเราจะพัฒนางานเวชศาสตร์ครอบครัวขึ้นใหม่ในประเทศไทย คงจะต้องหาผู้มีประสบการณ์ และทราบถึงการพัฒนาเวชศาสตร์ครอบครัว ในระดับนานาชาติ มาคุยให้ฟัง อาจารย์ธาดา คือผู้ที่ผมและทีมงานได้ไปขอเรียนรู้ และต่อมาอาจารย์ได้มาคุยให้กับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ฟัง และใน 4-5 ปีแรกของการพัฒนา ผู้เชี่ยวชาญเกือบทุกสาขาได้เป็นผู้สนับสนุนทั้งแรงกายและสติปัญญา จนเวชศาสตร์ครอบครัวของหาดใหญ่ได้ก่อตั้ง ดำเนินการและผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ครอบครัว มาเกือบสามสิบคน และยืนได้ด้วยตนเองในปัจจุบัน
การได้มาชี้แนะแก่ทีมโรงพยาบาลหาดใหญ่ในมิติของบริการสุขภาพปฐมภูมิ อาจารย์ยังเปิดโอกาสให้แพทย์และเจ้าหน้าที่ได้ร่วมทำงานวิชาการ ได้ให้การชี้แนะอย่างต่อเนื่องอีกหลายชิ้นงาน รวมทั้งอาจารย์เองยังเป็นผู้ปฏิบัติงานด้วยตนเองในพื้นที่ทั้งด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับชาติและพื้นที่ ในพิธีศพของอาจารย์วันที่ 10 มกราคม 2554 ทีมงานที่ดำเนินงานโครงการติดตามระยะยาวผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ได้พบกันในงาน คุยกันว่า แม้จะยังมองไม่เห็นใครใน generation 2 ที่จะเป็นให้ได้ดั่งที่อาจารย์เคยทำ แต่เราหวังว่า ผลงานในอีก 5 ปี 10 ปี และ 20 ปีข้างหน้า พวกเราในยุคสมัยนี้คงจะเสนอผลงานอันเกิดจากการฟูมฟักของอาจารย์ให้ได้ปรากฏ ให้สมกับที่อาจารย์ได้ปลูกฝัง ความตั้งใจและใฝ่รู้ให้กับทีมงาน อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย
อาจารย์ธาดา ได้ก้าวพ้นความคิด ความคาดหวังที่คนอื่นมีให้มายาวนาน ความปรารถนาที่อาจารย์มี คงหวังว่าเราในฐานะแพทย์จะตั้งใจดูแลคนไข้ให้สมกับการเป็นแพทย์ เราจะพัฒนางานในวิชาชีพต่างๆของเราอย่างเต็มภาคภูมิ สมดังรอยยิ้มของอาจารย์ เมื่อได้ฟังเรื่องเล่าและเรื่องราวของผู้ปฏิบัติงาน ในการทำสิ่งที่ดีๆให้บังเกิดแก่สังคมและสาธารณชน
อมร
12 มกราคม 2554
ขอบคุณภา่พประกอบจากอินเตอเน็ต
Relate topics
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 82: เภสัชวิทยาแห่งดอกดิจิทัลลิส
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 81: ประปาดื่มได้
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 80 : วัวนมกับเกษตรวิถีแห่งโลกตะวันตก
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 79: ทุ่ง rapeseed กับคุณลุงชไมเซอร์
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 78: บรัสเซลส์ เมืองหลวงแห่งยุโรป
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 77 : ประท้วง สิทธิในการแสดงออกที่ต้องขออนุญาต
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 76 : แต่ระบบสวัสดิการสังคมในยุโรปกำลังสั่นคลอน
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 75 : ย่านโคมแดง แข่งแสงจันทร์
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 74 : เวลา นาฬิกา และชีวิตที่ต้องเดินเร็ว
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 73: หลังคาพลังแสงอาทิตย์
ขลุ่ยเพียงออ