งานเขียนคน คนเขียนงาน
หวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า
บันทึกด้วยดินสอ ตอน “หวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า”
คนภูเขา-POL
๑๙ เมษายน ๕๓
ปักกรัม
ภาษาถิ่นปักษ์ใต้ เปรียบเทียบใกล้เคียงกับการใส่โจ คุณทราบไหมเถาวัลย์แห้ง ๆ เถาเดียวสื่อความหมายว่า ผึ้งที่มาทำรังที่ต้นยวนต้นนี้มีเจ้าของแล้ว ต่อให้มีน้ำผึ้งร้อยรัง สัจจะพรานไม่มีบัญญัติไว้เป็นอักษร มีเพียงพรานเท่านั้นที่เข้าถึงวิถีแห่งพราน คนรุ่นใหม่ไม่เข้าใจเรื่องสัจจะของคนอยู่ป่าอยู่เขาว่าสำคัญอย่างไร มีความเชื่อว่าถ้าผู้ใดไม่มีสัจจะ เทวดาเจ้าป่าจะไม่คุ้มครองขึ้นจับผึ้งที่ผู้อื่นปักรัมไว้ โบราณว่าผึ้งต่อยถึงตายมามากต่อมากแล้ว
เดือนห้าเราเดินเท้าขึ้นเทือกเขาไฟไหม้ เขานัดทำงานตั้งแต่ตี ๕ หัวรุ่ง แสงอุ่นแห่งวันใหม่ที่เราสัมผัสได้เมื่อเหงื่อโชกแผ่นหลัง เราเดินไปพิสูจน์ป่าตามแผนบินของกระทรวงทรัพย์ฯ เส้นทางขึ้นภูเป็นร่องลึก มีเพียงรถจักรยานยนต์ ที่ไม่ทีเบรกหลัง จริง ๆ มีแต่ห้ามล้อหน้าเพราะเบรกหลังทำให้ตัวรถติดร่อง เราสวนทางกับกลุ่มชาวบ้านที่บรรทุกน้ำยางลงไปขายตีนควน น้ำยางกิโลกรัมละ ๑๐๕ บาท เขาบรรทุกลงมาประมาณ ๒๘ กก. ต่อหนึ่งเที่ยว ลองเอา ๑๐๕ บาทไปคูณดูจะได้คำตอบเรื่องอนุรักษ์ป่าไว้ให้คนรุ่นหลังดังคำว่า "ทุกหยาดหยดของน้ำยางคือชีวิตกระนั้นหรือ" เราขึ้นไปตรวจยึดพื้นที่ทำลายใหม่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้มีหน้าที่ดูความปลอดภัยให้คณะทำงาน ใช้เวลาเดินประมาณ สามชั่วโมงครึ่ง ส่วนตอนลงเราใช้เวลาเพียง สองชั่วโมงก็ถึงตีนควนก็ประมาณบ่ายสามโมงได้ครับ
หวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า
พอลงถึงตีนควน (เขานั้นละ คนบ้านเราเรียกควน) พรานช้างก็โทรมาว่า คืนนี้จะไปจับผึ้งยวน ผึ้งหลวงในป่าใหญ่ แต่มาทำรังร่วมกันบนต้นยวน เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ บางครั้งผึ้งหลวงลงจับต้นไม้อื่น เช่น ต้นไทร หรือต้นอะไรก็ตาม คนพื้นถิ่นก็ยังเรียกว่า จับผึ้งยวน พรานช้างบอกให้เวลาไม่เกิน ๔๕ นาทีให้มาถึงตีนเขาแก้วบริเวณปลายสายเอกทางขึ้นหน้าแก้ว ถ้าไม่ทันจะต้องเดินทางไปเอง เพราะคณะที่เดินทางจะต้องไปเตรียมความพร้อมในการจับผึ้งเลยต้องรีบไป
กลับมาถึงบ้านก็เอาเหล็กมีรู (ของหลวง) ที่นำไปทำงานเก็บแล้วแปลงร่างเป็นชุดคนภูเขา เดินทางขึ้นเขาแก้วทันที เมื่อไปถึงคณะล่วงหน้าไปก่อนไม่เกินครึ่งชั่วโมง เราเลยตามรอยพรานขึ้นไป (ในความเป็นจริง เรายากที่จะตามรอยพราน ถ้าเขาตั้งใจซ่อนรอย) เราเดินขึ้นเขาประมาณครึ่งชั่วโมง พรานช้างก็โทรมาบอกว่า จะส่งคนลงมารับให้รออยู่ที่แหล่งน้ำในเส้นทางเดิน เรารอไม่นาน น้องเดก็ลงมารับเขาชี้ให้ดูตะพาบน้ำภูเขาที่ฝังตัวอยู่ในทรายภาษาถิ่นเรียกว่า "คลัก" เรานั่งอยู่ตั้งนานมองไม่ออกเลย ลองเอาเท้าเขี่ยดู เขาไม่กลัวคน "ลูกหวาบนเขาไม่รู้จักคน" น้องเดว่าอย่างนั้น จากนั้น น้องเขาตักน้ำประมาณ ๒๐ ลิตร แบกขึ้นเขานำหน้าเราไป เชื่อไหม เราเดินตัวเปล่าแต่ไม่สามารถเดินให้ทันน้องเขาที่แบกน้ำอยู่ เหนื่อยจนแข้งขาอ่อนเลยละ หรือเพราะเราใช้พลังงานมากในรอบวันที่ผ่านมา
ครูหมอ "พลี" ขอน้ำผึ้ง
ไปไม่ทันขณะหมอทำพิธี ได้ทราบจากการบอกเล่าของพรานช้างว่า หมอปูผ้าขาวแล้วละหมาด จากนั้นก็เป็นพิธีกรรมเฉพาะบุคคล บางท่านอาจเชือดไก่สังเวย บางท่านมีพิธีพลี ขอน้ำผึ้งไม่เหมือนกันแล้วแต่ครูบาอาจารย์ของแต่ละคน ตอนที่เราขึ้นไปถึงหมอกำลังทำคบไฟอันใหญ่เรียกเป็นภาษาถิ่นว่า "มง" กรรมวิธีก็คือ เขาเอา "พดพร้าว" หรือเปลือกมะพร้าวแห้งจากพื้นราบขึ้นมาเป็นอุปกรณ์หลักของการทำ "มง" โดยการใช้ใบค้อป่า (เหรง) มาห่อแล้วมัดด้วยเถาวัลย์ ส่วนด้านในก็ใส่ใบค้อ สลับกับเปลือกมะพร้าว เพื่อต้องการให้เกิดควันไฟให้มากที่สุด (เพิ่มความชื้น) เพื่อที่ใช้ไล่ผึ้งให้ออกจากรังนั่นเอง
ต้องเล่าถึงต้นยวนสักหน่อยมีผึ้งหลวงมาเกาะต้นยวนต้นนี้ ๑๖ รัง แต่เป็นรังที่ผึ้งทิ้งร้างเสีย ๒ รัง ความสูงของต้นยวนประมาณ ๔๐ เมตรเป็นอย่างต่ำ เพราะช่วงแรกที่คนจับผึ้งช่วยกันแคไม้หรือการเอาไม้ที่มีความยาวประมาณ ๕ ถึง ๗ เมตรผูกติดกับต้นยวน (ใหญ่ประมาณ ๓ คนโอบเห็นจะได้) เขาต้องแคไม้ถึง ๕ ท่อนจึงจะถึงคาคบแรก จากนั้นยังต้องแค ขึ้นไปอีก ๒ ท่อนจึงสามารถตีผึ้งได้ เขาเริ่มเตรียมการกันตั้งแต่ละหมาดตอนบ่าย เสร็จสิ้นการเตรียมงานประมาณ ๕ โมงเย็น ป่าเริ่มมือแล้ว จากนั้นก็รอเวลาให้มืดสนิทถึงจะขึ้นไปจับผึ้ง ระหว่างนั้น เรามีโอกาสคุยกับหมอ ถามถึงวิถีความเชื่อเรื่องป่า เรื่องผึ้ง ในขณะที่หมอเหลาไม้เพื่อทำมีดสำหรับตัดหัวน้ำผึ้ง หมอบอกว่า การจับผึ้งของคนรุ่นก่อนเขาจะเอาแต่ส่วนหัวน้ำผึ้ง ส่วนลูกผึ้งและรังผึ้งส่วนบนจะไม่แตะต้องเพราะต้องการให้นางพญาผึ้งยังอยู่เพื่อสร้างรังใหม่ต่อไป ส่วนคนสมัยนี้จับผึ้งแล้วตัดออกมาทั้งรังเพื่อเอาลูกผึ้งไปเป็นกับแกล้มด้วยซึ่งมันเป็นการทำลายวงรอบชีวิตของผึ้ง
เรามีเวลาที่จะต้มน้ำกินบะหมี่สำเร็จรูป กับกาแฟซอง มีเกล็ดเล็ก ๆ เล่าให้ฟังว่า เวลาคนกรีดยางตื่นสายไปตัดยางไม่ทัน การดื่มกาแฟ (ต้องเรียกว่ากินมากกว่า) ใช้วิธีฉีกซองกินกันโดยไม่ต้องใส่น้ำร้อน กรีดยางเสร็จค่อยกลับมากินน้ำร้อนตามเข้าไป เขาว่าเดี๋ยวมันก็ผสมกันเอง
โปรดใช้วิจารณญาณ
นี่คือความเชื่อส่วนบุคคล เห็นมาอย่างไรก็เล่าไปอย่างนั้น ตอนนี้มืดสนิทแล้วเวลาประมาณทุ่มครึ่งเห็นจะได้ กิจกรรมจับผึ้งก็เริ่มขึ้น หมอในพิธีจะคอยกำกับอยู่ด้านล่าง ถือมีดดาบที่เหลาด้วยไม้อยู่อันหนึ่ง พรานช้างบอกกับเราว่า ถ้าเห็นอะไรที่ผิดปกติ ห้ามพูดออกไปให้มองเฉย ๆ หมอในพิธีเขาจะจัดการเอง
คนจับผึ้ง ๒ คนปีนขึ้นไปตามไม้ที่แคไว้ โดยมี "พญามง" ที่หมอส่งให้ นำขึ้นไปจุดสร้างควันเป็นอันแรก ส่วนอีกคนหนึ่งก็ถือเชือก ถังสำหรับตัดหัวน้ำผึ้ง ส่วนที่สะเอวก็พกคบไฟขึ้นไป ด้านล้างก็มีพรานช้างกับเพื่อน ๆ ช่วยกันผ่อนเชือกและทำหน้าที่รับถังน้ำผึ้ง เมื่อเขาขออนุญาตหมอจุดคบไป (พญามง) การตีผึ้งหลวงจำนวน ๑๔ รังก็เริ่มขึ้น เสียงที่เราได้ยิน เป็นเสียงที่แปลกมากเหมือนเสียงลมก้องภูเขา กับการมองเห็นแสงไฟสีเขียวเข้มลอยมาจากที่ไกล ๆ มองเห็นชัดเจนแสงไฟขนาดเท่ากำปั้นของเรา แต่ผึ้งยังไม่ยอมออกจากรังจนหมอ ตวาดด้วยเสียงดังว่า "อย่าล้อเล่นกัน ลงมาได้แล้ว" คนตีผึ้งด้านบนก็เคาะคบไฟ เป็นสะเก็ดไฟหล่นลงมา ฝูงผึ้งก็บินตามลงมาส่งเสียงดังหวูดยาว ๆ จากนั้นก็ตีรังต่อไป
ตอนหย่อนน้ำผึ้งถังแรกลงมา พรานช้างเล่าให้ฟังว่า เขามองเห็นเป็นเด็กอ่อนนอนอยู่ในถังน้ำผึ้ง แต่เมื่อไม่พูด ไม่สนใจภาพนั้นก็หายไป หมอในพิธีบอกเราว่า คงเพราะมีคนแปลกหน้าขึ้นไปเลยถูกหยอกเล่นมากหน่อย
รางวัลจากป่า
น้ำผึ้งที่จับได้ มีปริมาณที่ไม่มากเพราะเวลาที่ไม่เหมาะสมทำให้ลูกมันกินน้ำผึ้งไปบางส่วนแล้ว ประกอบกับฝนฟ้าตกผิดฤดู ปริมาณน้ำผึ้งเลยน้อย พวกเราช่วยกันเอาหัวน้ำผึ้งใส่แกลอนขนาด ๓๕ ลิตรเอาลงมาทั้งรังและน้ำผึ้ง เพื่อเอาลงมาบีบและกรองด้วยผ้าเพื่อบรรจุใส่ขวดที่ล้างสะอาด (ขนาด ๐.๗๕ ลิตร ราคาขวดละ ๕๐๐ บาทเชียวคุณ) คนจับผึ้งเขาบอกว่าบางปีในฤดูการจับผึ้งเขามีรายได้เฉลี่ยประมาณ หมื่นบาทต่อคนที่เดียว และช่วงที่เขาจะจับผึ้งมากที่สุดก็คือเดือน ๕
สาวเอย ฯ แม่น้ำผึ้งเดือนห้า หรือว่า "เจ้าหวานปานน้ำผึ้ง"
หมายเหตุจากผู้เขียน
เริ่มงานเขียนเรื่องนี้ให้เป็นพิเศษกับ นร.คนหนึ่งที่ไปร่วมกิจกรรมป่า เขาแต่นึกขึ้นได้ว่า
คนภูเขาห่างหายจากงานเขียนคน ฯ มานานแล้ว เลยขออนุญาตทูอินวัน ก็แล้วกัน
