งานเขียนคน คนเขียนงาน
คืนสิทธิแก่คนไทยไร้สัญชาติ : การเดินทางย้อนเวลาของระบบหลักประกันสุขภาพไทย
- สุขภาพหรือสุขภาวะเป็นสิทธิของมนุษยชน
- ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพของบุคคลย่อมได้รับการคุ้มครอง(มาตรา ๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐)
แนวความคิดเกี่ยวกับการที่มนุษย์ทุกคนควรมีโอกาสได้รับบริการสุขภาพที่จำเป็น เป็นสิทธิมนุษยชนที่ถูกกล่าวถึงมาโดยตลอด ในปีนี้ ทศวรรษนี้ จะเป็นประเด็นร่วมกันของนานาอารยะประเทศที่จะทำให้ สุขภาพหรือสุขภาวะเป็นสิทธิของมนุษยชน ข่าวนี้อาจเป็นข่าวเล็กๆจากการประชุมที่กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยียม แต่ก็ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางในหมู่ผู้สนใจและศึกษาทางด้านนโยบายสุขภาพนานาชาติ
ในประเทศไทยก็มีข่าวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้ลงนามในหนังสือเสนอคณะรัฐมนตรี ให้คืนสิทธิตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แก่คนไทยไร้สัญชาติ ซึ่งเราคงหวังว่าจะได้รับการตอบสนองจากคณะรัฐมนตรี และจะทำให้เกิดการจัดสรรงบประมาณเพื่อการจัดบริการสุขภาพแก่คนไทยไร้สัญชาติอย่างเสมอภาค มีมาตรฐานเช่นเดียวกับบุคคลสัญชาติไทย ผลเฉพาะหน้าที่ตามมาคือการทำให้โรงพยาบาลชายแดนหรือในพื้นที่ซึ่งมีคนไทยไร้สัญชาติ จะได้จัดบริการอย่างมั่นใจว่าจะได้รับการชดเชยค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต่อไป
แล้วถ้าสุขภาพเป็นสิทธิมนุษยชน ประเทศไทยมีความพร้อมหรือ?
หากเราย้อนไปพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี ๒๕๔๐และ๒๕๕๐ ทั้งสองฉบับให้ความสำคัญกับเรื่องของสิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญใช้คำว่า บุคคล ในกรณีที่กล่าวอย่างครอบคลุมเช่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพของบุคคลย่อมได้รับการคุ้มครอง(มาตรา ๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐) และหากจะเน้นสิทธิบางประการสำหรับเฉพาะผู้มีสัญชาติไทยก็จะมีการบัญญัติไว้โดยเจาะจง ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากำเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญเสมอกัน(มาตรา๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐) ในการระบุถึงบุคคลกลุ่มต่างๆ รัฐธรรมนูญก็บัญญัติแยกไว้อย่างแยบคาย คำว่าบุคคล เป็นคำทั่วไป ซึ่งน่าจะหมายถึงผู้มีสภาพบุคคลตามกฎหมายต่างๆ และเมื่อต้องการให้มีความจำเพาะ เราก็จะเห็นคำว่า ปวงชนชาวไทย ประชาชนชาวไทย ผู้มีสัญชาติไทย โดยคำว่าบุคคลเป็นคำที่มีความหมายกว้างที่สุด นั้นหมายถึงว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยครอบคลุมบุคคลทั้งมวลที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย โดยเมื่อประสงค์จะมีข้อยกเว้นประเด็นใดก็จะมีการระบุไว้เช่น ระบุว่า “เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย” “การเนรเทศบุคคลผู้มีสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักรหรือห้ามมิให้บุคคลผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในราชอาณาจักรจะกระทำมิได้”
การกล่าวถึงสิทธิ เสรีภาพและหน้าที่ของบุคคลในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยโดยรวมจึงเป็นความหมายถึงบุคคลทั้งหลาย ไม่ได้หมายความเฉพาะบุคคลสัญชาติไทย และเมื่อประสงค์จะให้จำเพาะเฉพาะคนสัญชาติไทยก็ระบุไว้อย่างชัดเจน ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากำเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญเสมอกัน(มาตรา ๕ ของรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐) นั้นหมายความว่าบุคคลที่ไม่ใช่ประชาชนชาวไทยอาจจะได้รับความคุ้มครองที่ไม่เท่าเทียมกับบุคคลสัญชาติไทย
สำหรับบุคคลสัญชาติไทยก็อาจมีการออกกฎหมายที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพ เช่นการกำหนดอายุหรือคุณสมบัติผู้มีสิทธิรับเลือกตั้ง สิทธิลงคะแนน และยังมีการกำหนดทั้งในรัฐธรรมนูญหรือในพระราชบัญญัติต่างๆ
ในพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี ๒๕๔๕ เมื่อกล่าวถึงบุคคล ก็เป็นการใช้คำว่าบุคคลในความหมายที่กว้าง เช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบมาตรา ๓๕ และมาตรา ๔๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐ บัญญัติให้กระทำได้ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีอยู่หลายตอน เช่น
มาตรา ๕ บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดโดยพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการอาจกำหนดให้บุคคลที่เข้ารับบริการสาธารณสุขต้องร่วมจ่ายค่าบริการในอัตราที่กำหนดให้แก่หน่วยบริการในแต่ละครั้งที่เข้ารับบริการ เว้นแต่ผู้ยากไร้หรือบุคคลอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไม่ต้องจ่ายค่าบริการ ประเภทและขอบเขตของบริการสาธารณสุขที่บุคคลจะมีสิทธิได้รับ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
นอกจากนี้การจะใช้สิทธิ ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ ดูได้จากมาตรา ๖
มาตรา ๖ บุคคลใดประสงค์จะใช้สิทธิตามมาตรา ๕ ให้ยื่นคำขอลงทะเบียนต่อสำนักงานหรือหน่วยงานที่สำนักงานกำหนดเพื่อเลือกหน่วยบริการเป็นหน่วยบริการประจำ การขอลงทะเบียน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด โดยคำนึงถึงความสะดวกและความจำเป็นของบุคคลเป็นสำคัญ
ปัญหาคือ แล้วใครคือบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้
การตีความเรื่องความหมายของบุคคลจึงเป็นที่มาของปัญหา เพราะมักจะมีการตีความว่าบุคคลคือบุคคลผู้มีสัญชาติไทย เมื่อทบทวนดูพระราชบัญญัติทั้งฉบับและเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐ บุคคลในพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงเป็นบุคคลในความหมายที่กว้างเช่นเดียวกัน คือครอบคลุมบุคคลในราชอาณาจักรไทยทุกคน โดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สามารถกำหนดสิทธิของแต่ละกลุ่มบุคคลให้แตกต่างกันได้ เช่น บุคคลสัญชาติไทย คนไทยไร้สัญชาติ คนต่างด้าว นักท่องเที่ยว กลุ่มอื่นๆ อาจมีสิทธิแตกต่างกัน ตามวรรค ๓ ของมาตรา ๕ “ประเภทและขอบเขตของบริการสาธารณสุขที่บุคคลจะมีสิทธิได้รับ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด”
แล้วปัญหาว่าพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ครอบคลุมเฉพาะประชาชนคนไทยที่มีเลข ๑๓ หลักเกิดขึ้นเพราะเหตุใด
ปัญหาที่มีการตีความว่าหลักประกันสุขภาพจำกัดเฉพาะบุคคลสัญชาติไทย ด้วยเหตุของการที่บางท่านไปนำหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติมาเป็นคำอธิบาย ซึ่งเป็นที่มาของความคลาดเคลื่อน
ในหมายเหตุตอนต้นกล่าวว่า: “เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้คือ โดยมาตรา ๕๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติให้ชนชาวไทย ย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ”
จะเห็นได้ว่าหมายเหตุได้อ้างถึงบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๕๒ ซึ่งมาตราดังกล่าวระบุถึงชนชาวไทย ซึ่งมีฐานะเป็นกลุ่มหนึ่งของบุคคลในรัฐธรรมนูญ โดยระบุเจาะจงลงไปให้ชนชาวไทย ย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน ซึ่งไม่ใช่การกำหนดให้บุคคลในพระราชบัญญัติต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยแต่อย่างใด
รัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงมุ่งหวังเรื่องสิทธิเสมอกันของปวงชนชาวไทย แต่ไม่ได้มีวรรคใดที่จะไปจำกัดสิทธิในการได้รับบริการของบุคคลอื่นๆ ซึ่งพระราชบัญญัติได้มอบให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสามารถกำหนดสิทธิแก่บุคคลกลุ่มต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นชนชาวไทย โดยสามารถกำหนดขอบเขตของสิทธิให้แตกต่างกันได้ เช่น อาจจะกำหนดเฉพาะกรณีอุบัติเหตุ ฉุกเฉิน โรคระบาดร้ายแรง กรณีจำเป็น หรือเพื่อมนุษยธรรม เป็นต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาวการณ์ทางสังคมและศักยภาพทางการเงินของประเทศ โดยที่ไม่จำเป็นต้องให้สิทธิเสมอกันกับชนชาวไทย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อาจเป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นก่อนกาล แต่ได้กำเนิดขึ้นมาแล้ว หลายท่านอาจมองเห็นข้อด้อยต่างๆอยู่หลายประการ อย่างไรก็ตามความก้าวหน้าและมองการณ์ไกลที่ปรากฏ ได้นำเรามายังจุดที่ระบบสุขภาพของเราได้ยืนอยู่ในจุดที่สามารถเทียบเคียงกับนานาอารยะประเทศได้อย่างน่าภาคภูมิใจ และเราควรจะใช้กฎหมายที่ก้าวหน้านี้เพื่อประโยชน์ไม่เพียงแต่คนไทย แต่เอื้อเฟื้อต่อเพื่อนมนุษย์ ที่เข้ามาพึ่งพิงพระบรมโพธสมภาร ของพระมหากษัตริย์ไทย
การ คืนสิทธิแก่คนไทยไร้สัญชาติจึงเป็นเสมือน การเดินทางย้อนเวลาของระบบหลักประกันสุขภาพไทย เพราะเขามีสิทธินั้นมาตั้งแต่ต้นแล้ว
และความจริงแล้วเราได้ก้าวไปสู่โลกยุคใหม่ ที่ตระหนักว่า Health is a Human Right มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เราได้ทำหล่นหายไปเสียหลายปี
จาก คุณหมอเทเล
2.4.53
