....
เมื่อเย็นวาน ผมเดินทางไปบ้านของเพื่อนที่นาหม่อม ลัดเลาะไปทางเส้นปุณกัณฑ์ ก่อนออกไปนาหม่อม สองข้างทางเรียงรายไปด้วย ป่า-ยาง ผมชี้ชวนให้ลูกชายตัวเล็กของเพื่อนซึ่งนั่งตักอยู่ดูสองข้องทาง อุดมไปด้วยป่ายาง ทั้งเขาและโคกควน รวมทั้งในท้องที่ท้องนา
พี่คนหนึ่งพูดด้วยเสียงกลั้วหัวเราะว่าสมัยนี้ "ในน้ำมียา...ในนามียาง" บอกว่าปุ๋ยเคมี ยาฉีดที่พ่นในสวนในไร่ก็ไลลงสู่คลองสู่นา พร้อมสำทับว่าตราบใดที่ราคายางยังสูงลิ่วไม่ทะรูดทะราดลง ก็คงจะเป็นกันเช่นนี้ต่อไป
ผมนิ่งนึก เห็นใจ เพราะบ้านเราเองก็ปลูก ไปว่าใครเขาได้
เรามักนึกถึงผลประโยชน์เข้าตาของตัวเองได้ แต่มองไม่เห็นหรือมองข้ามข้อจำกัดของคนอื่นเสมอๆ ประเด็นปัญหาก็คืออะไรทำให้เกิดกระแสเหล่านี้ขึ้น,กระแสโลก,ความไม่รู้จักพอเพียง ฯลฯ
เพื่อนว่า "ได้เงินจากค่ายาง ก็เอามาซื้อของที่เป็นพิษกิน" ไม่รู้ว่าหมายความถึงอะไรแน่ แต่คงจะหมายรวมๆว่า เรามีแต่เงิน ซื้อกับข้าวกับปลา ก็มีแต่ผักปลาที่ฉีดยาพ่นพิษ และซื้อรถซื้อมือถือ ของจำเป็นและไม่จำเป็นก็ซื้อ
"แล้วเงินเหล่านี้ในท้ายที่สุดจะเดินทางไปที่ไหนล่ะ"ผมเปรย
ผมแอบนึกถึงความยั่งยืนของยาง ถ้ามันไม่สามารถทำเงินให้ อย่างน้อยไม้ยางก็ขายได้ราคา ทำอย่างไรที่จะให้เราเรียนรู้อย่างรอบด้าน เพื่อปรับสมดุล ...
ถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อบนช่วงถนนที่ขับรถผ่านไป พี่เค้าว่าแค่น้ำยางคงหนักไม่กี่กิโล แต่รถทุกไม้ยางนั่นเองน่าจะเป็นสาเหตุ ชาวบ้านไม่รู้สึก ราชการไม่รู้สา ต่างเพิกเฉย ไม่มีทางแก้ทางออก ที่จะทำอะไรในชุมชนละแวกบ้านของตัวเองดี รู้เห็นจนตำตา และชาชิน เหมือนเวลารับขับรถผ่าไป
ไปถึงนาหม่อม น้องของเพื่อนเค้าขึ้นบ้านหลังใหม่ใกล้จะแล้วเสร็จ จะให้พี่เค้าไปช่วยออกแบบตกแต่งปั้นเสาปูนเป็นต้นไม้ ทำสระน้ำตกให้
บ้านน้องเค้าชั้นบนเป็นระเบียงไม้โล่งโปร่งดี ลมพัดเอื่อยเย็นสบาย ผมบอกว่านี่แสดงถึงความเป็นคนอิสรเสรี และสมถะเรียบง่าย เพราะห้องสองใหญ่กับเล็กห้องเล็กนิดเดียว แต่พื้นที่โล่งมาก มีระเบียงรายรอบบ้าน การมาอยู่ที่รายล้อมธรรมชาติเช่นนี้แล้วสร้างห้องหับแบบทึบมิดอีกน่าจะเป็นการเสียโอกาสแท้
ข้างล่าง เด็กๆเล่นกองทรายกันสนุกสนาน เพลิดเพลิน
ตอนเค้าพูดคุยกันเรื่องแบแปลน ผมเดินไปเก็บเมล็ดพริก ดีปลีชีแก่ ที่ร่วงหล่นกลับมาเพาะเล่นที่หลังบ้าน ในระหว่างโสดยางเล็ก เหมือนทั่วๆไปของบ้านเรา ปลูกข้าวไร่ไว้แน่นขนัด ซีกนึง มีหน่อกล้วยขึ้นอยู่เรียงราย พริก ตะไคร้ มัน แซมปน
เห็นคุณป้าคนหนึ่งอยู่ไวๆ นั่งทำหญ้าอยู่ให้นึกถึงผมสมัยเด็กๆที่อยู่กับดินกับไร่แบบนี้
ถ้ามียางสักสิบยี่สิบไร่ เราก็น่าจะกันไว้ทำสวนพืชผักสวนครัวบ่อปลาสักสามสี่ไร่ก็จะดี เทือกเขาสูงกั้นระหว่างอำเภอนาหม่อมกับอำเภอจะนะ บัดนี้อุดมไปด้วยสวนยางกว่าซีกส่วน พ่อของเพื่อนบอกไม่เหมือนแต่ก่อนนานนมแล้ว
แต่ตอนเราไปเลี้ยวรถกลับหัวที่สามแยก เห็นทางไปน้ำตกเล็กๆชื่อ หม่อมจุ้ย น้องของเพื่อนนั่งมอเตอร์ไซค์ไปกับแฟนแล้วพาลูกคนเล็กไป
“พาเด็กไปเล่นน้ำตกหน่อย” เสียงแม่ร้องบอก
....
ถนนดินสีขาวคือมนต์เสน่ห์และความบริสุทธิ์ของความเป็นท้องถิ่นบ้านเรา ผมบอกว่าแถวนี้ความเจริญคงไม่รุกไล่เข้ามาทำถนนแน่ บรรยากาศยามเย็นเช่นนี้ดีนัก น้องเพื่อนกับแฟนบอกยินดีต้อนรับมาเที่ยวมาพักมาดื่มกินกันได้ตลอดเวลา
โชคดีที่อาณาบริเวณรอบๆเป็นที่ทางของเหล่าญาติๆ ทัศนียภาพยังมีป่ามีบึงกว้างอยู่บ้าง เพื่อนมันชี้ชวนให้ดู ขณะเราขับรถกลับข้างทางต้นมะฮอกกานีสองสามต้นถูกโค่นลงมาแปรรูปเสียแล้ว
กว่าต้นไม้ใหญ่เหล่านี้จะเติบโตใช้เวลานานนับสิบนับร้อยปี แต่ที่โล่งตรงนั้นเอง แดดส่องถึง และยอดอ่อนของเมล็ดพันธุ์ชนิดใดชนิดหนึ่งจะเสียดแทงยอดขึ้นมาเติบโต...ต่อไป.
Relate topics
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 82: เภสัชวิทยาแห่งดอกดิจิทัลลิส
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 81: ประปาดื่มได้
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 80 : วัวนมกับเกษตรวิถีแห่งโลกตะวันตก
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 79: ทุ่ง rapeseed กับคุณลุงชไมเซอร์
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 78: บรัสเซลส์ เมืองหลวงแห่งยุโรป
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 77 : ประท้วง สิทธิในการแสดงออกที่ต้องขออนุญาต
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 76 : แต่ระบบสวัสดิการสังคมในยุโรปกำลังสั่นคลอน
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 75 : ย่านโคมแดง แข่งแสงจันทร์
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 74 : เวลา นาฬิกา และชีวิตที่ต้องเดินเร็ว
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 73: หลังคาพลังแสงอาทิตย์