การได้มาเรียนต่อถือเป็นเรื่องโชคดีที่ผมเฝ้ารอมานาน ภายหลังจากออกจากมหาวิทยาลัยไปต่อสู้และเรียนรู้โลกกว้างกับการทำงานในบทบาทวิชาชีพเภสัช โดยเลือกไปทำงานที่ดินแดนที่ราบสูงประมาณ 1 ปี ต่อด้วยทำหน้าที่เภสัชกรโรงพยาบาลชุมชน ยิ่งต้องมาเรียนนับว่าเป็นช่วงที่มีเวลาได้พัฒนาแนวคิดการทำงาน รู้จักกับจอมยุทธ์ที่มีฝีมืออันไร้เทียมทานจำนวนมาก เรียกได้ว่า หากมัวนั่งจ่ายยาคงไม่ได้เปิดหูเปิดตามแบบนี้
จับพลัดจับผลูมาเรียน จึงต้องอ่านหนังสืออ่านเล่นที่เกี่ยวข้องกับการเปิดวิสัยทัศน์ให้กับตนเองให้มากหน่อย โชคดีมีโอกาสอ่านหนังสือ เรื่อง ฉีกหน้ากากบริษัทยาข้ามชาติ(อุบายขายโรคภาคสอง) ของ มาร์เซีย แอนเจลล์ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เคยเป็นอดีตบรรณาธิการใหญ่ ของวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์(New England Journal of Medicine) วารสารดังกล่าวเป็นวารสารทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลสูงยิ่งในสหรัฐอเมริกาเป็นที่ยอมรับทั่วโลก ทั้งทางด้านความน่าเชื่อถือทางวิชาการและความคิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ มาร์เซีย แอนเจลล์ ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารไทมส์ให้เป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ เช่นเดียวกับไทเกอร์ วูด ที่มีอิทธิพลต่อประชาชนอเมริกันในด้านการกีฬาและบิล คลินตัน มีอิทธิพลต่อการเมืองสหรัฐฯในช่วงที่เป็นประธานาธิดี
ธุรกิจยาในสหรัฐอเมริกามีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์ต่อปีคิดเป็นเงินไทยราวแปดแสนล้าล้านบาท ระบบผลิตและจำหน่ายยาจึงเป็นระบบที่มีความซับซ้อนและดำมืด เพราะมีเรื่องและความจริงที่ถูกปิดลับไว้มาก ประชาชนผู้ใช้ยาทั่วไปไม่รู้ความจริงที่ซ่อนเร้นไว้ได้ เพียงแต่รับรู้สิ่งที่บริษัทยาบอกกับประชาชนได้ว่า “เราทำเพื่อประชาชน ยาแพงเพราะเราต้องลงทุนวิจัยมาก” เท่านั้น
มาร์เซีย แอนเจลล์ ได้ใช้ความรู้ข้อมูลหลักฐานไปคลี่ปมก้อนสีดำมืดของธุรกิจยาให้คนได้รู้ความจริง และ ความจริงที่ว่านั้นคือบริษัทยาได้หลอกประชาชน สิ่งที่ค้นพบนั้นคือ
การที่บริษัทยากล่าวอ้างว่าใช้เงินลงทุนจำนวนมากกับการวิจัยคิดค้นยาใหม่ จึงต้องขายยาในราคาที่แพงลิบลิ่ว นั้นเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ที่แท้จริงแล้ว การวิจัยยาเกิดขึ้นในสถาบันวิจัยด้านสุขภาพแห่งชาติ อันเป็นสถาบันของหน่วยงานรัฐที่รับเงินภาษีของประชาชนมาใช้ในการวิจัย แต่บริษัทยาอาศัยความชาญฉลาดฉกฉวยเอาไปด้วยเล่ห์เลี่ยมของการทำสัญญาที่เอารัดเอาเปรียบ ยาที่กล่าวอ้างว่าเป็นยาใหม่นั้นมิได้เป็นจริงดังกล่าวอ้าง จากการทบทวนยาที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกามีแค่ร้อยละ 7 เท่านั้นที่จัดเป็นยาประเภทนวตกรรมใหม่จริงๆ กล่าวคือ มีประสิทธิภาพรักษาโรคได้ดีกว่ายาตัวเก่าอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนใหญ่เป็นยาประเภทยาต่อท้าย(mee to drug) ดัดแปลงโครงสร้างเพียงเล็กน้อย ปรับเปลี่ยนสีของเม็ดยาใหม่ให้ไม่เหมือนเดิม โหมกระพือความนิยมด้วยการโฆษณาเพื่อให้เกิดการติดตลาดของผู้บริโภค
บริษัทยาทำกำไรมหาศาล บนความเจ็บป่วยของประชาชน ปัจจุบันธุรกิจยาของสหรัฐอเมริกามีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์(8 แสนล้านล้านบาท) จนมีคนเปรียบว่าดูคล้ายกับลิงกอริลลาน้ำหนักแปดร้อยปอนด์ อุตสาหกรรมยาจัดเป็นอุตสาหกรรมที่ทำกำไรสูงสุดในสหรัฐฯอย่างต่อเนื่อง ราคายาที่แพงมากจนทำให้คนจนทั้งในสหรัฐอเมริกาและในโลกไม่สามารถเข้าถึงยาได้
ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยามีรายได้สูงมาก เช่น มีบางคนได้รายได้ประมาณ 75 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท นอกจากนี้ได้สิทธิในหุ้นของบริษัทอีกราว 76 ล้านเหรียญ ซึ่งแน่นอนว่าผลตอบแทนคือราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีความสัมพันธ์กับกำไรที่บริษัทสามารถทำได้ในแต่ละปี หากปีใดกำไรยิ่งมากก็ย่อมจ่ายเป็นผลตอบแทนผู้ถือหุ้นทวีมากขึ้นตามกำไรที่ทำได้ ผู้บริหารที่ไหนก็ต้องทุ่มพละกำลังเต็มความสามารถ เพื่อให้ตนได้รับค่าตอบแทนจากผลกำไรให้มากที่สุด คนรับกรรมคือคนไข้ที่ต้องจ่ายเงินเป็นค่ายาในราคาอันแสนแพง
บริษัทยาใช้เงินจำนวนมากไปกับการวิ่งเต้นนักการเมืองให้ออกกฎหมายหรือยับยั้งกฎหมายที่จะยังประโยชน์ให้กับบริษัทยา และให้ประชาชนเสียผลประโยชน์ บางครั้งให้เงินสนับสนุนการเลือกตั้งทั้งสมาชิกสภาผู้แทนและวุฒิสภาเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์ของตนเองในอนาคต ใช้จ่ายไปกับการการว่าจ้างทนายความเพื่อฟ้องร้อง เพื่อยืดเวลาการหมดอายุของสิทธิบัตรยาในตัวยาที่สามารถทำกำไรให้กับบริษัท ฟ้องร้องบุคคลที่พยายามมาเปิดเผยความจริงที่ควรรู้หรือความไม่ชอบมาพากลของบริษัทยา เช่น การให้สินบนกับแพทย์เพื่อให้สั่งยาของบริษัทตนเอง การเข้าไปแทรกแซงในบริษัทบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพของคนอเมริกา เป็นต้น
ในเมื่อยาในสหรัฐอเมริกาแพงหูฉี่ คนอเมริกันจึงพยายามซื้อยาจากประเทศแคนดาที่มีราคาถูกกว่ามาก จนกระทั่งขนาดมีทัวน์เพื่อการไปซื้อยาตามแนวชายแดนเป็นการเฉพาะ หรือสั่งซื้อยาทางอีเมลล์ บริษัทยาทนไม่ได้กับหายนะที่กำลังเกิดขึ้น พยายามวิ่งเต้นให้รัฐสภาออกกฎหมายห้ามมิให้ประชาชนสั่งซื้อยาจากต่างประเทศ
บริษัทยาพยายามกำหนดทุกอย่างไว้ในมือ เช่น การพยายามเสนอเงินเพื่อจัดหลักสูตรอบรมสั่งสอนแพทย์ในโรงเรียนแพทย์ เมื่อแพทย์ดังกล่าวจบมาย่อมถูกเหนี่ยวนำให้เขียนยาของบริษัทตนเองในใบสั่งยาให้คนไข้ การจัดตั้งบริษัทรับทำวิจัยและทดลองยา เพื่อจะสามารถควบคุมผลการวิจัย การบิดเบือนข้อมูลผลการวิจัยยา การปรนเปรอแพทย์ด้วยการจัดอบรมเพียงน้อยนิด แต่เวลาที่เหลือคือ การไปตีกอล์ฟ หรือพักผ่อนบนเรือสำราญหรู ว่าจ้างผู้นำทางความคิดของแพทย์(ผู้เชี่ยวชาญ)ในการเขียนบทความวิชาการหรือเกณฑ์การรักษาที่มีความทับซ้อนกับผลิตภัณฑ์ยาของบริษัทตนเอง จนมีผู้ที่กล่าวไว้ว่า ตอนนี้เป้าหมายของบริษัทยา คือ ผู้คนที่มีสุขภาพแข็งแรงมากกว่าผู้ป่วยจริง เพราะพยายามทำให้เกิดความกลัวและต้องการเทียม จนนำมาสู่การใช้ยาของบริษัท
บริษัทยาใช้เงินและอิทธิพลเข้าไปครอบงำการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)เพื่อประโยชน์แก่ตน รวมถึงการกำหนดตัวผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ อย.
นี่คือ...หนึ่งในหลากร้อยเล่ห์เหลี่ยมของบริษัทยา ที่หลอกลวงประชานทั่วโลกเรื่อยมา ที่ผมเองแม้จะเป็นเภสัชกรก็ยังมีโอกาสรู้ได้น้อยมาก หากไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้นับประสาอะไรกับประชานผู้ใช้ยาทั่วไปเล่า ยานั้นมีความแตกต่างจากสินค้าทั่วไป เพราะยาคือ สินค้าคุณธรรม คำว่า คุณธรรมถือเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้ธุรกิจนั้นอยู่ได้แบบมีหัวใจ
เท่ง ณ สทิงพระ
26.11.52
Relate topics
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 82: เภสัชวิทยาแห่งดอกดิจิทัลลิส
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 81: ประปาดื่มได้
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 80 : วัวนมกับเกษตรวิถีแห่งโลกตะวันตก
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 79: ทุ่ง rapeseed กับคุณลุงชไมเซอร์
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 78: บรัสเซลส์ เมืองหลวงแห่งยุโรป
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 77 : ประท้วง สิทธิในการแสดงออกที่ต้องขออนุญาต
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 76 : แต่ระบบสวัสดิการสังคมในยุโรปกำลังสั่นคลอน
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 75 : ย่านโคมแดง แข่งแสงจันทร์
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 74 : เวลา นาฬิกา และชีวิตที่ต้องเดินเร็ว
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 73: หลังคาพลังแสงอาทิตย์
กล้วยหวาน
punyha
มด (Not Member)