สงขลาสร้างสุข : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

แนะนำเครือข่าย

สืบสานตำนานแดนโนรา กระแสสินธุ์สร้างนายปี่รุ่นใหม่

by punyha @November,23 2009 12.33 ( IP : 114...147 ) | Tags : แนะนำเครือข่าย

กลอง ทับ  โหม่ง ฉิ่ง และปี่ สอดประสานเป็นดนตรีโนรา ดังมาจากกลางท้องทุ่งดงตาล  แห่งอำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา

ทุกบ่ายวันเสาร์ตลอด 7 สัปดาห์ระหว่างเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม 2552 ที่ผ่านมาบรรดาเด็กๆราว 80 คน จากโรงเรียนในเขตอำเภอกระแสสินธุ์  มาพร้อมกันที่วัดเอก เพื่อเข้าร่วมโครงการสืบสานวัฒนธรรมด้านการเป่าปี่

เด็กน้อยผู้เป็นความหวังว่าจะเป็นนายปี่แห่งอนาคต ต่างรวมรวมกำลังลมเป่าจนแก้มปูดโป่ง สีหน้าจริงจัง แม้เสียงต่อ...ตี่...ต้อย  ยังกระท่อนกระแท่นอยู่บ้าง

คำอธิบายภาพ : pic4b0a1e8f1cfc7

ประดับ  พงศ์นุรักษ์  หรือ “พี่มด” นักวิชาการวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสงขลา ปฏิบัติงานประจำอำเภอกระแสสินธุ์ เล่าความเป็นมาของโครงการว่าเป็นความมุ่งมั่นส่วนตัวที่อยากทำเพื่อบ้านเกิด

พี่มดเรียนจบประถมศึกษาจากโรงเรียนโตนดด้วน ฝึกรำโนรามาแต่เยาว์วัย ชอบและรักศิลปะการแสดงพื้นบ้านแขนงนี้อยู่ในสายเลือด

“ดิฉันไม่ได้อยู่บ้านตั้งแต่จบ ป.6  เลยห่างไป”

ห่างบ้านไปเรียนต่อ เธอเรียนจบเอกประถมศึกษาจาก มศว.บางแสน  และปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยทักษิณ  การได้กลับมารับราชการถิ่นเกิดเธอจึงนับเป็นโชคดี ได้โอกาสทำงานที่รักและตอบแทนมาตุภูมิไปในตัว

โนราเลื่องชื่อของกระแสสินธุ์นับจากอดีตมามีอยู่ 3 คณะคือโนราจั้ว โนราลบ และ โนราหลวย

คำอธิบายภาพ : pic4b0a1fbb5ed5c

“แต่ยามเราส่งโนราไปประกวดรู้สึกว่ายังล้าหลังเพื่อน มาคิดว่าทำอย่างไรให้พัฒนา”  เธอเห็นปัญหาอย่างหนึ่งในพื้นที่คือการขาดแคลนนายปี่

นายปี่โนรา ปัจจุบันเหลือเพียงคนเดียวชื่อว่านายเหื้อม ชูเชิด หรือตาพรอง อายุเกือบ80 ปี แม้ยังเป่าได้แต่รับงานไม่ทัน

“เมื่อลองสอบถามชาวบ้าน ครู ว่าบ้านเราขาดอะไรทางวัฒนธรรม ประเพณี จึงมาสู่เรื่องนายปี่ที่กำลังขาดช่วงไป”

การดำเนินงานตามโครงการเริ่มจากคัดเลือกเด็กระดับประถมศึกษาปีที่  3-6 ผู้สนใจมาเข้าร่วม โรงเรียนละ 2-6 คน นอกจากเครื่องดนตรีปี่โนรายังแถมอบรมการเล่นดนตรีโนราและหนังตะลุงชนิดครบวง

วิทยากรผู้สอนนำโดยอาจารย์จรูญ แก้วเจริญ ครูวิชาดนตรีจากโรงเรียนสามบ่อวิทยา อำเภอระโนด ด้วยความที่อาจารย์เจริญเป็นลูกกระแสสินธุ์อีกคนหนึ่งที่อยากทำเพื่อบ้านเกิดจึงยินดีลงมาทำงานนี้ด้วยความเต็มใจ นอกจากนั้นยังได้ลูกคู่โนรา-หนังตะลุง ระดับมืออาชีพ จากตำบลโรงมาช่วยสอนอีก 6คน

“ตาพรองเองมาเยี่ยมมาดูตลอด แต่แกสอนไม่ได้ด้วยวิธีการสอนแบบโบราณที่ไม่มีตัวโน๊ต แต่อาจารย์จรูญใช้โน้ตซึ่งง่ายสำหรับลูกศิษย์รุ่นใหม่”

บรรยากาศการเรียนเป็นแบบผู้เรียนใกล้ชิดผู้สอน มีการจับมือสอนเป็นระยะ

คำอธิบายภาพ : pic4b0a1fbb5f6f0

นายปี่นั่งต่อเพลงรอบศาลาวัดเป็นกลุ่มเล็ก กลุ่มเครื่องเคาะเรียนด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่  ก่อนแยกย้ายกลับบ้านตอนเย็นแต่ละครั้งทุกคนจึงจะมาทดลองรวมกันเล่นเป็นวงใหญ่

“เด็กสนุกจนไม่อยากกลับบ้าน ยังอยากเป่าอยากตี แต่บ้านไกลก็ต้องกลับ  ถ้าได้เรียนทั้งวันทั้งคืนหรือมีเครื่องดนตรีให้เขาทุกโรงเรียนน่าจะไปไกล”

พี่มดเล่าว่าหลังผ่านหลักสูตร7 สัปดาห์เห็นว่าจากที่เด็กไม่มีความรู้พื้นฐานมาก่อนแม้แต่นิดเดียว  หลายคนโดดเด่นขึ้นมาชัดเจนทีเดียว ภาพรวมโดยทั่วไปเด็กสามารถฝึกจนเป่าปี่และเล่นเครื่องดนตรีโนราแบบเป็นวง

“เด็กเหล่านี้เริ่มเล่นเป็น ซึมซับ เมื่อโตขึ้นจะสืบทอดวัฒนธรรมได้แค่ไหนคำนวณไม่ได้แต่ 50% ติดตัวไปแล้วปัญหาคือเมื่อกลับไปโรงเรียนไม่มีเครื่องดนตรีแบบนี้ให้ฝึกเล่น ยกเว้นปี่ที่เราแจกให้ทุกโรงเรียนเมื่อวันเปิดโครงการประมาณ 30 เลา  ต้องหาทางพัฒนาต่อ ”

คำอธิบายภาพ : pic4b0a1fbb5fef7

เดือนกันยายน 2552 นี้พี่มดจึงจัดให้เด็กกลุ่มเดิมกลับมาเข้าค่ายต่อเนื่อง 7 วัน เพื่อเล่นเป็นวงพร้อมฝึกให้สอดคล้องกับการรำโนรา  กิจกรรมดังกล่าวในวันสุดท้ายจะมีการประกวด หาโรงเรียนที่ทำได้ดีเยี่ยมระดับ  1-3 เชิญประชาชนกระแสสินธุ์มาชื่นชม

พี่มดยังมีแนวคิดอมรมช่วงปิดเทอมใหญ่ เพราะเป็นช่วงที่เด็กจะว่างจริงๆ  เธอมองว่าเด็กรุ่นใหม่มีความสนใจหลากหลาย โดยเฉพาะสังคมยุคใหม่มีสิ่งเร้าล้นทะลัก แต่เด็กกระแสสินธุ์สนใจวัฒนธรรมท้องถิ่นมากอยู่ ถือว่าโชคดี ที่จะได้สืบทอด

“กระแสสินธุ์นับเป็นถิ่นแห่งตำนานโนราโดยเฉพาะที่ตำบลเกาะใหญ่ หลายคนมีบรรพบุรุษเป็นโนรา”

อำเภอกระแสสินธุ์มี 4 ตำบล คือ  ตำบลโรง  ตำบลเชิงแส  ตำบลกระแสสินธุ์ และตำบลเกาะใหญ่  ประเพณีวัฒนธรรมสำคัญของของอำเภอกระแสสินธุ์ ประกอบด้วยประเพณีลอยแพและประเพณีสมโภชหลวงพ่อเดิมอันเป็นที่นับถือของชาวกระแสสินธุ์ มาหลายร้อยปี

พี่มดมองว่าโครงการนี้ทำให้สุขภาพเด็กดีขึ้น เพราะเครื่องดนตรีทุกอย่างทำให้เด็กแข็งแรง  สุขภาพกาย จิต ดี ใช้ระบบประสาททุกส่วนทำงาน ทำให้ สนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้เพื่อนใหม่  โครงการที่ทำกับเด็กเป็นกลุ่มเป้าหมายระยะเบื้องต้น ยังกระตุ้นให้ชาวบ้านหันมาสนใจตั้งแต่พ่อแม่เด็กที่เข้าร่วมโครงการ ขยายวงกว้างออกไป

“นอกจากเด็กเรามีผู้ใหญ่คนหนึ่งมาขอเรียนด้วย คนนี้เขาชอบเป่าปี่ส่วนตัว และในชีวิตจริงทุกวันนี้หาครูสอนยากนี่จึงนับเป็นโอกาสดีที่เขาได้มารับการอบรม”

คำอธิบายภาพ : pic4b0a1fbb60625

อาจารย์นครินทร์ ชาทอง นายหนังตะลุงเลื่องชื่อผู้ได้รับการเชิดชูเป็นศิลปินแห่งชาติมาร่วมให้คำแนะนำและให้กำลังใจกับเด็กๆ กล่าวว่า กิจกรรมแบบนี้ต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างสูง แต่ไม่ถึงกับยากจนทำไม่ได้ต้องใจรักพรสวรรค์คู่พรแสวง คือขยันหมั่นเพียร ใช้อิทธิบาท4 มาช่วย

“กว่าจะได้นายปี่สักคนต้องใช้เวลา ถ้าไม่ทุ่มเวลาให้วัฒนธรรมนี้ก็จะหายไปเลย  แต่เดิมปี่ไม่มีผู้สืบทอด เพราะนายปี่ เป็นความสามารถเฉพาะตัว ไม่มีโน้ต  ใช้วิธีจำกันมา  อย่างนายเลื่อน แก้วแจ่มแจ้ง ชาวสะทิ้งหม้อ  แกเคยชอบปี่ แล้วไปนั่งดูนายปี่ที่ชื่อตาคล้ายเป่าแล้วก็ไปชิงปี่จากตาคล้ายเพราะชอบจนเคลิ้มอย่างนี้ครูปี่จะยิ้มด้วยปิติว่าวิชาของกูไม่พาตายแล้ว มีคนสืบทอดแน่ นั่นเรียกว่าตัวจริงไม่ได้ยัดเยียด”

สำหรับเด็กรุ่นใหม่ ซึ่งมีวิธีการสอนแบบใหม่ อาจารย์นครินทร์มองว่าได้เห็นโอกาสว่าพวกเขาจะมาเป็นนักดนตรีดาวฤกษ์ได้จากกลุ่มนี้หลายคน  เด็กที่เป่าได้เพลงหนึ่งต้องอยากเรียนรู้จะเป่าเพลงอื่นต่อไป  หากผู้ใหญ่เอาใจใส่ พวกเขาจะ เป็นผู้สืบทอดที่รับใช้สังคมทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืน

“แต่ไม่ใช่ว่าหมดเงินหยุดก็จบ เพราะที่ทำเป็นแค่กระตุ้น การทำโครงการนี้ถือว่าได้บุญ กุศล คุณงามความดี มหาศาล  สังคมควรได้สาธุการว่า เป็นคนตอบแทนคุณแผ่นดิน”

อาจารย์นครินทร์มองว่าวัฒนธรรมไทยวิกฤติ เพราะสังคมเปลี่ยนแปลงไปคนไม่มีโอกาสอยู่ติดบ้าน  เพราะต้องออกไปทำมาหากิน

“คนฝึกปี่สมัยก่อนอาศัยว่าเสร็จจาก ไร่นา ใช้เวลาว่างตรงนั้นช่วยผ่าฟืน ตักน้ำให้กับอาจารย์ผู้สอน  แต่สิ่งที่กำลังทำอยู่ขณะนี้อาจรู้สึกว่าต้านกระแส  ต้านสภาพปัจจุบันที่เป็นจริง อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมยังต้องรับใช้สังคมถึงอย่างไรก็ตามเราปฏิเสธๆไม่ได้ว่า โนรา หนังตะลุง เป็นวัฒนธรรมของภาคใต้”

ศิลปินแห่งชาติกล่าวและว่าโลกาภิวัฒน์พัดพาของดีไปหมด เมื่อเราไม่ดูหนัง โนรา จะรู้จักรากเหง้าตัวเองอย่างไร ความเป็นมนุษย์ค่อยหายไป คนที่ทำงานฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม จึงเท่ากับทำงานแทนคนอื่น เพราะหากสิ่งที่ทำเกิดแล้วเป็นของส่วนรวมไม่ใช่ส่วนตัว จึงขอแสดงความชื่นชม

“ผมอยากยกพระราชดำรัสในหลวงว่า การปิดทองหลังพระดี พระจะได้งามทั้งองค์”อาจารย์นครินทร์กล่าว

“ปรี๊ด...ด...”

เสียง นกหวีดเป่ายาว จากอาจารย์จรูญ แก้วเจริญดังขึ้นอีกครั้งเพื่อบอกให้ลูกศิษย์หยุดฟังคำอธิบายก่อนซ้อมต่อ

“การเรียนศิลปะทุกแขนงต้องอดทน  อย่างอาจารย์หนังนครินทร์ว่าต้อง ใจดำกับตัวเอง คือต้อง มีระเบียบวินัย เรามาฝึก แทนการเล่นเกมเหมือนเด็กคนอื่น ต้องไม่เล่น แต่ตั้งใจซ้อม”

ว่างจากควบคุมวงช่วงหนึ่ง อาจารย์จรูญมาเล่าให้ฟังว่าเมื่อตนเองเรียนจบ ปกศ.สูง เอกดนตรีมาจากวิทยาลัยครูสงขลา และเข้ารับราชการได้เริ่มศึกษาทางดนตรีพื้นเมือง โดยขึ้นไปเป็นลูกคู่หนังตะลุงพร้อมศึกษาเรื่องหนังตะลุง กับหนังฉิ้น ธรรมโฆษณ์  เพื่อมาทำเป็นหลักสูตรสอนเด็ก

“การสอนปี่คราวนี้ผมใช้โน้ตแบบขลุ่ย ผมคิดว่าการสอนหลายคนจำเป็นต้องทำอย่างนี้ ไม่เหมือนครูปี่สมัยก่อน”

นายปี่สมัยก่อนไม่มีความรู้ดนตรีรุ่นใหม่  ระดับเสียงอาศัยเทียบเสียง “ต่อ...ตี่...ต้อย”  อาจารย์จรูญยอมรับว่าการสอนแบบนั้นเป็นภูมิปัญญาชั้นเลิศอย่างหนึ่งที่สามารถชัดเจนเรื่องเสียงได้แต่การเรียนการสอนแบบใช้โน้ตจะเหมาะกับการสอนหลายคนพร้อมกัน  และในยุคสังคมเร่งรีบ

“ เราประยุกต์มาทางสากลเพราะเรามีเวลาน้อย เจอกันไม่นาน คนที่เรียนสมัยก่อนต้องไปอยู่กับอาจารย์ ช่วยทำไร่ทำนา ต้องต่อเพลงทีละท่อน แต่เราให้โน้ต เป็นเพลง”

ลูกคู่อาชีพที่มาเป็นผู้ช่วยอาจารย์จรูญดูแลซักซ้อมให้ เพราะแม้ว่าคนกลุ่มนี้ผ่านการเป็นลูกคู่มืออาชีพมาแล้ว แต่ในการเล่นมักอาศัยลีลา  สำเนียง อารมณ์ เพื่อการสอนพื้นฐานให้เด็กต้องมาเรียนรู้ใหม่แบบตัวโน๊ต พวกเขาเองก็จะได้รู้วิธีการถ่ายทอดไปด้วย  ความจริงแล้วพวกเขาต่างเป็นครูทางภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่ในตัวเพียงแต่ยังไม่รู้ว่าจะถ่ายทอดต่ออย่างไร

อาจารย์จรูญมองว่าเด็กที่มาอบรมครูได้คัดมาแล้วระดับหนึ่ง อย่างน้อยสนใจแต่ไม่มีพื้นฐานเรื่องปี่มาก่อน

“อบรม7 ครั้ง ถือว่าไม่น้อยแต่การสอนไม่ประติประต่อเป็นปัญหา เพราะสัปดาห์หนึ่งเราสอนกันไม่กี่ชั่วโมง การทอดช่วงห่างทำให้ผู้เรียนลืมพื้นฐาน  การอไม่ได้อยู่ใกล้ชิดตลอด เขาเลยไม่รู้ว่าเป่าถูกหรือเปล่า ต่อไปต้องพัฒนาการเรียนแบบต่อเนื่องกันอย่าง 1-2 วัน เพื่อทำในสิ่งที่ยากขึ้นไปได้”

อาจารย์จรูญสรุปภาพรวมที่เกิดขึ้นว่าผ่านขั้นที่ 1 เกิดผลระดับหนึ่ง  เด็กได้สัมผัส และเล่นเครื่องดนตรีที่กำหนดได้ ไล่เสียงถูกต้องและเล่นเพลงที่ง่ายๆได้

“ผมเห็นเด็กมีความสุขที่มาและเขาพยายามเป่าให้ได้” อาจารย์จรูญบอกว่า เด็กทุกวันนี้มีสิ่งเร้ามากกว่าจะดึงมาตรงนี้ได้เป็นเรื่องยากเหมือนกัน

นอกจากพัฒนาเรื่องทักษะการเล่น ถือว่าได้ฝึกสมาธิ วันเปิดเด็กจะวุ่นวาย เจี๊ยวจ๊าว มาก พอมาจับเครื่องดนตรี ดูมีสมาธิมากขึ้น  เป็นบทสรุปว่าการเล่นดนตรีถือว่าเป็นการฝึกสมาธิ อย่างหนึ่ง  ส่งผลถึงการเรียนที่น่าจะดีขึ้นไปด้วย

หลังการอบรมอาจารย์จรูญมองเห็นมือปี่ดาวเด่น ราว 4-5 คน ประเมินจากสมาธิความมั่นคงในการฝึก

“วัฒนธรรมพื้นบ้าน เราซบเซามามากต้องมีผู้กระตุ้น ให้ฟื้นระดับหนึ่งๆก่อน พอเด็กสัมผัสเข้าใจ เข้าถึง ฟังแล้วเพราะ มีความสุข จะไขว่คว้าต่อยอดเอง อย่างพอเขาเป่าปี่เห็นว่าเพราะก็ย่อมจะไปฝึกไปฟัง ไปเก็บครูพักลักจำต่อเอาได้ ในสิ่งที่เขาชอบจริง”

อาจารย์จรูญเล่าถึงการส่งเสริม อย่างต่อเนื่องจริงต่อไปว่าในระยะอันใกล้จะนำเด็กกลุ่มนี้เข้าร่วมในกิจกรรมแข่งขันทางวิชาการของอำเภอกระแสสินธุ์  โดยเพิ่มการจัดการประกวดศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านเข้าไปรวมในงานวิชาการ

“กำลังคิด และคุยกับระดับจังหวัดอยู่ หากเข้าวงจร น่าจะชัดเจนจะง่าย เพราะหากเป็นระดับนั้นได้จะเกิดปรากฎการณ์รุ่นพี่จะไปสอนน้องได้ หรือเด็กอนุบาลมาแอบดู พอขึ้น ป.3 จะมาฝึกต่อ มีแข่งขันสร้างความเคลื่อนไหวอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ”

นายกองเพชร พหุโล  หรือ “น้องเล็ก” นักเรียน ชั้น ม.5 โรงเรียน สามบ่อวิทยา ซึ่งเป็นศิษย์เอกดนตรีของอาจารย์จรูญ  ที่มาอบรมเป่าปี่ด้วย เล่าว่า

“อยากเป็นแบบครูรูญครับ โตแล้วอยากเรียนดนตรีกลับมาสอนน้องๆที่บ้านเพราะอยากรักษาวัฒนธรรมไว้ ดนตรีพื้นบ้านนี่เล่นยากกว่าดนตรีสากล  เพราะจังหวะโน้ตต่างกัน แต่ถ้าใจรักก็ง่ายเหมือนกัน”

น้องเล็กบอกว่าเหตุจูงใจที่ชอบดนตรี เพราะตอนอยู่ป.1 แม่เฒ่า(ยาย) พาเขาไปดูโนราที่มาเล่นใกล้บ้านเห็นแล้วชอบแบบฝังใจแต่นั้นมา

“ผมอยากเป็นนักดนตรีอาชีพ สายดนตรีไทย ผมชอบดูโนรา หนังตะลุง ที่โรงเรียนมีคนในท้องถิ่นมาสอน เป็นสาระเพิ่มเติ่ม ในกลุ่ม ดนตรี”

เขาเล่าว่า การเล่นดนตรี มีสมาธิมากขึ้น ไม่เครียด  เคยเรียนเป่าแซกโซโฟน  แต่ปี่โนรายากเรื่องเสียงต้องเอาเสียงจากปอด ยากแม้ในการคุมเสียงและแม้แต่เทคนิคบางอย่างเช่นต้องเอาลิ้นปี่แช่น้ำ ในบางครั้ง

“น้องๆที่เป่าปี่ราว 10 คนมีแวว สามารถเป่าไม่เพี้ยน คลอเพื่อนไปได้ บรรยากาศการเรียนสนุกดีผมมาเรียนทุกครั้ง”

ดช. จิรเดช แสงเมือง ชั้น ป.5 โรงเรียนวัดทุ่งบัว เป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนดี เวลาว่างเสาร์อาทิตย์เขามักซ้อมฟุตบอลในฐานะนักฟุตบอลโรงเรียน เขามาสมัครฝึกตีทับ เพราะชอบจากเห็นการแสดงโนราแต่ยังเล็ก

“ผมอยากมาเล่นทับ แต่ก่อนไม่เป็นตอนนี้เล่นได้กลับไปบ้านหัดตีลมเล่นๆ ” น้องเดชบอกว่าตีทับเป็นเรื่องยาก เพราะจำจังหวะไม่ค่อยได้  แต่สนุก เครื่องดนตรีอื่นเขาอยากเรียน โหม่ง ฉิ่ง  ปี่

“ตอนผมโตหรือครับ ไม่ได้อยากเล่นอาชีพชอบเพราะสนุกมากกว่า”

น้องเดชเล่าว่าเพื่อนที่มาร่วมอบรมบางคนหายหน้าไป คิดว่าครั้งแรกเขานึกว่าสนุก แต่พอมาฝึกเขาเบื่อพอตีไม่ได้ ก็ไม่มาอีก

.....

เสียงดนตรีพื้นบ้านแห่งภาคใต้ ยังคงแว่วมาจากวัดเอก กลางท้องทุ่งกระแสสินธุ์  เพราะดีบ้าง ยังไม่ลงตัวดีบ้าง

เสียงนกหวีดสั่งหยุดเล่นจากอาจารย์จรูญดังเป็นระยะ เป็นความพยายามปรับให้เสียงสวยงามลงตัวยิ่งขึ้นไปอีก

เป็นวันแดดจัดคลายอุณหภูมิร้อนด้วยเสียงดนตรีและสายลมอันพัดหนุนเนื่องผ่านมาไม่ขาดสาย ประชาชน ผู้เดินทางมาวัด แอบมุงยืนดูลูกหลานเจ้าของเสียงบรรเลงอย่างสนใจ บ้างเข้ามาไถ่ถามความเป็นมา ไม่เว้นแม้แต่พระเณร ที่เดินทางมาสอบนักธรรมในวันนั้นด้วย

เย็นวันเสาร์ 18 กรกฎาคม ถึงชั่วโมงสุดท้ายของการฝึกอบรมชาวคณะย้ายจากศาลาการเปรียญมาเล่นในโรงครัว ใกล้สระน้ำ มองผ่านระยับแดดเห็นสีเขียวสดแห่งท้องทุ่ง  แนวไม้ยืนต้นหลากชนิดริมรั้ววัด พริ้วใบไหวตามจังหวะแห่งธรรมชาติ

ประดับ  พงศ์นุรักษ์หรือพี่มดประกาศว่าจะมีการแข่งขันเป่าปี่ชิงรางวัล เป็นรายการส่งท้าย มีผู้สมัครเข้าร่วม  9 คน กรรมการนั่งฟัง 2 เที่ยว เพื่อเลือกคนที่เป่าได้ดีที่สุด 3ลำดับ

อาจารย์นครินทร์ซึ่งนั่งฟังอยู่ตลอดให้โอวาทว่าแม้ทุกคนจะเป่าไม่ครบเพลง แต่เป็นจุดเริ่มต้น  ปี่อยู่กับทุกคนแล้วขอให้ไปฝึก

“นายปี่สำคัญที่สุดเวลานี้ค่าตัวแพงพยายามฝึกความรู้ทันกันหมด  ทุกคนจะทำได้ ปี่คืออาวุธ อย่างพระอภัยมณีจะเป่าสะกดคนให้หลับ หรือทำร้ายกันก็ได้ มือปี่หายาก พวกเธอโชคดีที่ได้ฝึก ขอให้ตั้งใจขอให้โชคดีเป็นนายปี่กันทุกคน”

ศิลปินแห่งชาติสรุป.


กระแสสินธุ์กับตำนานโนรา

ประเสริฐ รักวงศ์ สมาคมศิลปินพื้นบ้านจังหวัดสงขลา  เล่าถึงตำนานโนราส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำเภอกระแสสินธุ์ ว่า เกาะกระชังในตำนานโนรา คือเกาะใหญ่ อำเภอกระแสสินธุ์

ตำนานว่า พระเจ้าสายฟ้าฟาดครองเมืองพัทลุงมีธิดาตั้งครรภ์โดยไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อ

“เขาว่า ตอนนั้นเจ้าหญิงกินเกสรดอกบัว แล้วท้องค่อยใหญ่ขึ้น พ่อมาถามก็บอกไม่ได้ว่า ใครเป็นพ่อของเด็ก พระเจ้าสายฟ้าฟาดเลยจับลอยแพจนมาติดที่เกาะกระชัง”

เจ้าหญิงอยู่ที่เกาะกระชัง หลังคลอดทารกเกิดเทพนิมิตฝันเห็นท่ารำ ซึ่งจำได้ ต่อมาถ่ายทอดให้ลูกชายจนรำนาฎศิลป์ชนิดนี้ได้  ลูกชายลาแม่ขึ้นฝั่งที่พัทลุง

เรื่องการร่ายรำดังกล่าวไปเข้าหู พระเจ้าสายฟ้าฟาด จึงเรียกมารำให้ดู พอตาเห็นหลานเกิดคุ้นหน้าถามว่าเป็นลูกใครจนรู้ว่าหลานแท้ๆของตัวเอง

“พอหลานรำก็เอาเครื่องทรงกษัตริย์ คือสังวาลย์อะไรพวกนี้มาสวมให้  วันนั้นเป็นวันแรกที่กำเนิดเครื่องแต่งกายโนรา” ประเสริฐเล่า ต่อมาเจ้าชายน้อยหลานเจ้าเมืองกลับมาฝึกรำโนราที่เกาะกระชัง ซึ่งมีสถานที่ เป็นศาล ยืนยันตำนานโนราอยู่ในปัจจุบัน.

Comment #1
นกกรง
Posted @January,31 2010 23.35 ip : 180...68

เป็นสี่งที่น่ายกย่องอย่างยี่ง

แสดงความคิดเห็น

« 5618
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ : เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการขึ้นบรรทัดใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง