เท่ง ณ สทิงพระ
ต้นเดือน พ.ย. นี้ ผมมีโอกาสเจอคุณหมอบัญชา พงษ์พานิช ในงานประชุมกลไกภาคที่โรงแรมแห่งหนึ่งในหาดใหญ่ ความจริงเคยเห็นฝีไม้ลายมือการทำงานด้านประชาสังคมมานานแล้วสมัยที่ยังเรียนเภสัชที่ มอ. ซึ่งมีโอกาสไปฟังกระบวนการนำเสนอโครงการของกลุ่มประชาสังคมจังหวัดนครศรีธรรมราช เอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ทำให้หลายคนจดจำหมอบัญชาได้ คือ ใส่กางเกงเล(ชาวเล) มือจะถือย่ามสีเหลืองเข้ม ดูเอกลักษณ์การแต่งตัวของคุณหมอ ทำให้หวนรำลึกถึงความหลังเมื่อครั้งสมัยเด็กของผม...ด้วยฐานะทางบ้านเกือบจะดี...พ่อแม่เส้นไม่ใหญ่ดังเช่นปัจจุบัน เลยต้องมาเรียนวัด...โรงเรียนวัดนั่นละครับ...ที่หลายคนเรียกกัน ช่วงนั้นกำลังเรียนประมาณป. 3 เพื่อนฝูงมากหน้าหลายตา ส่วนใหญ่เป็นเด็กภายในหมู่บ้านเดียวกัน เลยค่อนข้างรู้จักสนิทสนม ในสมัยนั้นเกิดแฟชั่นอย่างหนึ่งเป็นที่นิยมชมชอบ(ฮิต)มากของเด็กนักเรียน เนื่องด้วยสภาพเศรษฐานะจะค่อนข้างขัดสนเงินทอง พ่อแม่มีมีเงินซื้ออุปกรณ์การเรียนดังเช่นสมัยปัจจุบัน เลยทำให้เด็กหลายคนต้องดิ้นรนหาสิ่งของอื่นๆที่สามารถแทนกันได้ เช่น ยางลบแทนที่จะซื้อก็จะนำเอายางสายพานของโรงสีข้าวมาใช้แทน อย่างกระเป๋าหรือเป้สำหรับใส่หนังสือและอุปกรณ์การเรียนไม่ต้องพูดถึง ต้องหาย่ามพระมาใช้แทนครับ
ต้นเหตุของการเกิดแฟชั่นย่ามพระนั้น มิใช่จากนางแบบนายแบบชั้นนำหรอกครับ...แต่..เริ่มต้นจากเพื่อนๆผมที่อาศัยวัดอยู่กับหลวงตาข้างโรงเรียน หลวงตาจะมอบย่ามของตนที่เหลือใช้ให้กับศิษย์วัดในสังกัดเพื่อใช้ใส่หนังสือเรียน ย่ามพระที่นำมาใช้ค่อนข้างจะมีความหลากหลาย ทั้งสีสรร ลวดลายและข้อความที่แตกต่างกัน อ่านแล้วเพลินและไม่จำเจไปอีกแบบ เช่น “ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับ”.....หรือ “ที่ระลึกเนื่องในงาน....”เป็นต้น สีไม่ใช่ว่าจะมีแค่สีเหลืองขมิ้น สีชมพู ยังมีให้เห็น เขียว ฟ้า ส้ม เป็นต้น
เพื่อนคนไหนที่ได้ย่ามพระมาใส่หนังสือไปโรงเรียนจะเป็นที่จับจ้องของเพื่อนเพราะ อยากได้มาใช้บ้าง เพื่อนบางคนเอาอย่างบ้าง ถึงขนาดลงทุนเปลี่ยนมาใช้ย่ามพระกับเค้าด้วยเหมือนกัน แม้ตนเองมีกระเป๋าหนังสือใช้อยู่แล้วก็ตาม พักการใช้กระเป๋าไว้ก่อน ต้องไปขอ...ย่ามพระจากหลวงตามาใช้บ้าง เพื่อมาใส่หนังสือจะได้อินเทรนด์ไม่ตกยุค แฟชั่นเหมือนกับคนอื่น
ในการไปขอย่ามพระมาใช้นั้น มิใช่ง่ายๆนักหรือจะได้มาฟรีๆ เพราะต้องรอจังหวะเหมาะๆ....เนื่องจากบางครั้งไปแล้วไม่พบหลวงตาบ้าง เนื่องจากท่านติดกิจนิมนตร์ หรือต้องช่วยงานวัดเพื่อแลกกับย่ามของหลวงตา เช่น ช่วยกวาดวัด ตัดหญ้า หรือถางป่าตัดต้นไม้ที่รกบริเวณวัด ก็แล้วแต่หลวงตาจะบอกว่าให้ทำอะไร.... เรียกได้ว่า “ ย่ามนี้ มิใช่ได้มาอย่างง่ายดาย ต้องใช้หยาดเหงื่อและแรงกายแลกกลับมา”
เมื่อได้ย่ามจากหลวงตามาแล้ว..ต้องนำกลับมาซักและตากแดดให้แห้งก่อนนำไปใช้ใส่หนังสือไปโรงเรียน ข้อดี ของการใช้ย่ามใส่หนังสือไปโรงเรียน คือ นอกจากประหยัดเงินของพ่อแม่แล้ว เรายังสามารถใช้ย่ามกันแดดกันฝนได้ด้วย โดยใช้สายสะพายของย่ามมาคาดที่ศีรษะ สบายไม่ต้องพกร่มให้เหนื่อย อายไม่มีให้เห็นแต่ให้รู้ว่า พกย่ามแล้ว เท่ห์ จริงๆ...ครับ
กลับถึงยุคปัจจุบัน...แฟชั่นของเด็กบ้าย่ามพระ...มีให้เห็นน้อยเต็มที เพราะเด็กนักเรียนจะเน้นการซื้ออุปกรณ์การเรียนที่ดูแล้วล้ำยุค ทันสมัย ขนาดเด็กบางคนลงทุนให้พ่อแม่ซื้อ คอมพิวเตอร์พกพาให้ เพราะกลัวการน้อยหน้าเพื่อนๆในห้อง ส่วนสำคัญเป็นเพราะสายสัมพันธ์ความเชื่อมโยงระหว่างวัดกับบ้านกำลังเป็นแค่เส้นใยบางๆที่รอวันจะขาดสะบั้นลง
เฮ้ย....คิดถึงย่ามพระจัง......แล้วท่านล่ะสนใจหรืออยากลองหาย่ามมาใช้บ้างมั๊ย....
เท่ง ณ สทิงพระ
10.11.52
Relate topics
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 82: เภสัชวิทยาแห่งดอกดิจิทัลลิส
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 81: ประปาดื่มได้
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 80 : วัวนมกับเกษตรวิถีแห่งโลกตะวันตก
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 79: ทุ่ง rapeseed กับคุณลุงชไมเซอร์
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 78: บรัสเซลส์ เมืองหลวงแห่งยุโรป
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 77 : ประท้วง สิทธิในการแสดงออกที่ต้องขออนุญาต
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 76 : แต่ระบบสวัสดิการสังคมในยุโรปกำลังสั่นคลอน
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 75 : ย่านโคมแดง แข่งแสงจันทร์
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 74 : เวลา นาฬิกา และชีวิตที่ต้องเดินเร็ว
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 73: หลังคาพลังแสงอาทิตย์
punyha
Little Bear