เช้าวันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2532 เวลาประมาณ 8:15 น. ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่หนูได้มีโอกาสลืมตาออกมาดูห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆที่เต็มไปด้วยเครื่องมือแพทย์วางกระจัดกระจายพร้อมกับสายระโยงรยางค์เต็มไปหมด แต่ในความวุ่นวายนี้มีสิ่งหนึ่งที่นับว่าพิเศษสุดๆสำหรับทารกแรกเกิดที่ไม่สามารถหาจากที่ใดในโลกนี้ได้อีก นั่นก็คือความรักความอบอุ่นที่ออกมาจากใจทั้งใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่ แต่....แน่นอนว่าทารกอย่างหนูยังไม่สามารถรับรู้และเข้าใจความรักที่เอ่อล้นนั้นได้
หนูชื่อเมย์ค่ะ ใครๆก็เรียกหนูอย่างนี้ มันคงจะเป็นชื่อที่ดีที่สุดที่พ่อกับแม่หนูคิดไว้ แต่บางครั้งหนูก็สับสนว่าตกลงหนูชื่ออะไรกันแน่ ตอนหนูขวบครึ่งน้าสาวเข้ามาอุ้มหนูเดินไปเดินมา “ เม่เม๊......เม่เม๊หลานรักของน้า ” เด็กขวบครึ่งเอ๋อๆ งงๆ เม่เม๊คือใคร น้าสาวอุ้มหนูได้สักพักน้าเขยก็รับหนูไปอุ้มต่อ “ ว่าไงครับ...รถเมย์คนเก่ง ” อีกแล้ว รถเมย์เป็นใครอีกละเนี่ยะ หนูยิ่งงงเข้าไปใหญ่ ตกลงน้าสองคนคุยกับหนูรึเปล่า หนูแอบคิดในใจ หลังจากนั้นไม่นานหนูก็เริ่มชินไม่ว่าใครจะเรียกหนูว่าอะไรแค่มีคำที่ออกเสียงคล้ายๆกับคำว่าเมย์หนูก็หันตามเสียงเรียกมั่วไปหมด แต่เสียงเรียกที่คุ้นเคยและอบอุ่นสำหรับหนูมีแค่เสียงจากพ่อแม่เท่านั้น หนูลืมบอกไปค่ะว่าครอบครัวหนูเป็นครอบครัวเล็กๆในชนบท หนูเป็นลูกสาวคนเดียว พ่อกับแม่รับราชการครูสอนนักเรียนมัธยมที่โรงเรียนเดียวกันอยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก
หนูโตมาได้ประมาณ 10 ปี อยู่มาวันหนึ่งหนูเป็นไมเกรน คุณหมอพยายามซักถามอาการอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กอายุสิบขวบเป็นไมเกรน เมื่อได้ข้อสรุปว่าเป็นไมเกรนจริงๆคุณหมอหันไปบอกกับแม่ว่า “พยายามอย่าให้ลูกเครียดมากนะค่ะ อาจจะให้เค้าทำกิจกรรมอะไรที่ผ่อนคลายที่เค้าชอบบ่อยๆ” หนูที่นั่งอยู่ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าการเป็นไมเกรนมันน่าห่วงแค่ไหน แต่ที่รู้แน่ๆคือแม่เครียดมากกว่าหนูเสียอีก ถ้าหนูเป็นแม่ไมเกรนคงจะกำเริบในห้องตรวจตอนนั้นเลยก็เป็นได้ หนูกับแม่กลับมานั่งคิดหาสาเหตุเพื่อหาทางช่วยให้หนูไม่เครียดหรือเครียดน้อยลง หนูพยายามอธิบายให้แม่เข้าใจ อาจจะเพราะหนูรู้สึกขาดความอบอุ่นจากพ่อแม่ ด้วยความที่หนูยังเด็กเลยไม่เข้าใจความรักจากพ่อแม่เท่าไหร่หรือเพราะท่านสื่อไม่ถึง ตลอดเวลาหนูได้รับคำสอนและย้ำกับตัวเองเสมอว่าพ่อแม่รักลูกทุกคนและหนูก็เชื่อมาอย่างนั้น แต่ทุกๆวันพ่อกับแม่จะทำงานยุ่งมากเมื่อกลับมาบ้านท่านก็เหนื่อยแล้วยังต้องวุ่นวายกับการทำงานบ้านอีก ทำให้คำพูดหรือการกระทำที่อ่อนโยนแทบจะไม่มีต่อกันในครอบครัวเลย ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผลไปหมด จนหนูรู้สึกว่ามันดูตึงเครียดมากเกินไป ท่านใช้วิธีสอนหนูเหมือนกับที่สอนนักเรียนของท่าน ทำให้หนูเป็นเด็กที่นิ่ง เรียบร้อย ใจเย็น ซึ่งนิสัยแบบนี้อาจจะเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใหญ่หลายคน แต่สิ่งเดียวที่เห็นได้ยากมากจากตัวหนูคือความร่าเริงสดใสอย่างเด็กทั่วไป ในวันนั้นหนูบอกกับแม่ว่าที่ผ่านมาหนูแอบร้องไห้คนเดียวทุกครั้งที่แม่ตำหนิหนู และทุกครั้งที่พ่อกับแม่พูดน้ำเสียงไม่ดีใส่กัน หนูบอกแม่อีกว่าอยากให้เราพูดกันดีๆมีอะไรผิดพลาดก็บอกกันดีๆ พูดให้กำลังใจกัน ในครอบครัวเดียวกันเราน่าจะหัวเราะแย่เล่นกันได้ แสดงความอ่อนแอออกมาได้ ไม่ใช่เหรอ หนูคิดอย่างนั้น
หลังจากวันนั้นบรรยากาศภายในบ้านผ่อนคลายลงมาก หนูไม่ต้องร้องไห้คนเดียวอีกต่อไป อาการปวดหัวข้างเดียวก็เริ่มหายไปจนหายขาด หนูดีใจมากที่หายจากความทรมานนี้ได้เสียที
หนูต้องออกจากบ้านครั้งแรกตอนอายุ 12 ขวบ พ่อกับแม่ตัดสินใจส่งหนูไปอยู่โรงเรียนประจำ พ่อบอกกับหนูว่า “ เมย์ต้องเข้มแข็งนะลูก ดูแลตัวเองให้ดีลูกต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะ ไปหาประสบการณ์นะลูกเพื่ออนาคตที่ดีของลูกเอง แล้วอย่าลืมขยันเรียนละ ” ถึงแม้หนูไม่อยากจากบ้านไปแค่ไหนแต่ก็เข้าใจและยอมรับคำพูดของพ่อทุกคำ
ชีวิตนักเรียน ม.ต้น ในโรงเรียนประจำสอนอะไรหลายๆอย่างกับหนูมาก ทุกอย่างเป็นระบบระเบียบไปหมด ระบบพี่ดูแลน้องจะคอยควบคุมดูแลทุกอย่างในหอพัก ทุกวันของหนูไม่มีพ่อแม่อยู่ข้างๆเหมือนอย่างที่เคยเป็น เราทำได้แค่คุยโทรศัพท์กันวันละครั้งเท่านั้น กำลังใจและคำสอนดีๆมีให้หนูอยู่ตลอดผ่านช่วงเวลาสั้นๆที่เราได้คุยกันนี้เอง ทำให้หนูสามารถเข้มแข็งและโตขึ้นได้จากประสบการณ์ที่นี่ตามที่พ่อกับแม่คาดหวัง
จบ ม.ต้น ก็มาสอบเข้าเรียนสายวิทย์-คณิตที่โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งหนูสามารถสอบเข้าที่นั่นได้ มันเป็นความภูมิใจของหนูที่ไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวังในระดับหนึ่ง
ยิ่งเวลาผ่านไปหนูยิ่งเข้าใจความรักของพ่อแม่มากขึ้น หนูเริ่มรับรู้ได้ด้วยตัวของหนูเองว่ามันมีค่ามากมายขนาดไหน ทุกๆวันที่หนูโตขึ้นหนูรู้ตัวเองดีว่ารักเดียวที่หนูขาดไม่ได้คือรักจากพ่อแม่เท่านั้น ตัวหนูเองไม่รู้หรอกว่าโตขึ้นหนูจะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้หรือไม่ อนาคตต่อไปหนูจะเป็นอย่างไร แต่ลึกๆในใจหนูกลัวบางอย่างอยู่ตลอดเวลา หนูกลัวว่ากว่าหนูจะโตพอรับผิดชอบตัวเองได้หนูจะไม่มีโอกาสดูแลท่าน หนูอยากให้ชีวิตบั่นปลายของท่านสุขสบายโดยมีหนูคอยดูแลอยู่ข้างๆ
เคยถามตัวเองหลายครั้งว่าทำไมคนเราเกิดมาแล้วใช้ชีวิตตามๆกัน เริ่มจากเป็นเด็กต้องมีผู้ปกครองคอยดูแล โตมาหน่อยก็เริ่มเรียนรู้การเป็นมนุษย์ กินอยู่อย่างคนทั่วไป นับถือศาสนาตามบิดามารดา ปฏิบัติตามวิถีชีวิตของสังคมที่เราอาศัยอยู่ กลายเป็นสัตว์สังคม ทุกอย่างมีกรอบ มีขอบเขต แตกต่างกันตรงที่พื้นฐานเดิม พื้นที่ยืน บางคนอาจจะต้องริ้นรนต้องสู้ด้วยตัวเอง ในขณะที่หลายๆคนเริ่มต้นด้วยความสะดวกสบาย และสุดท้ายจุดจบอยู่ที่เดียวกันคือความตาย แตกต่างกันตรงเวลาจะจบช้าจบเร็วคงไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้
Relate topics
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 82: เภสัชวิทยาแห่งดอกดิจิทัลลิส
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 81: ประปาดื่มได้
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 80 : วัวนมกับเกษตรวิถีแห่งโลกตะวันตก
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 79: ทุ่ง rapeseed กับคุณลุงชไมเซอร์
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 78: บรัสเซลส์ เมืองหลวงแห่งยุโรป
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 77 : ประท้วง สิทธิในการแสดงออกที่ต้องขออนุญาต
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 76 : แต่ระบบสวัสดิการสังคมในยุโรปกำลังสั่นคลอน
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 75 : ย่านโคมแดง แข่งแสงจันทร์
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 74 : เวลา นาฬิกา และชีวิตที่ต้องเดินเร็ว
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 73: หลังคาพลังแสงอาทิตย์
เด็กหญิงมะ (Not Member)