เดือนสิบเห็นหน้า เดือนห้าเห็นตัว
ชาคริต โภชะเรือง (24 กย.52)
ยืน อยู่ท่ามกลางฝูงรถและฝูงชน วัดใหญ่แออัดคับแคบไปถนัดใจ ควันไฟจากกะบะถ่านไส้กรอกโชยพริ้วตัดหน้า ผมเดินไปหยุดอยู่หน้าต้นโพธิ์ใหญ่ เสียงจากลำโพงประชันแข่งกันกรอกหู เนื้อหาเต็มไปด้วยการอธิบายหลักธรรม
เดือนสิบกลับมาอีกครั้ง
รถ ติดหนึบ ไม่อาจไหลเคลื่อนเข้ามาอีกแม้คันเดียว มีเพียงมอเตอร์ไซค์เท่านั้นที่พอจะซอกซอนเลี้ยวหาที่ว่างได้ ใต้ร่มไม้ โต๊ะที่นั่งหน้าร้านค้า กุฏิ ในโบสถ์ โรงธรรม โรงครัว มีแต่ฝูงชนคลาคล่ำ
ท่าน เทศกระจายเสียงมาถึงหู เดือนสิบเห็นหน้า เดือนห้าเห็นตัว ท่านบอกว่าเมื่อถึงเดือนสิบทีไร พี่น้องครอบครัวจะกลับมาพร้อมหน้า ร่วมทำบุญให้ปู่ย่าตายายที่ล่วงลับ แล้วท่านก็ว่าเป็นวันส่งเปรตชน ซึ่งมีความหมายถึงผู้ล่วงลับ หาใช่เปรตในความหมายที่หลายคนเข้าใจ ส่วนเดือนห้านั้น เป็นวันที่รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ ทุกคนก็จะกลับมาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง
ฟังแล้วก็น่าใจหาย ทุกวันนี้ครอบครัวหนึ่งจะอยู่กันพร้อมหน้า ปีหนึ่งจะมีสักกี่วัน หากไม่มีการเกิด การเจ็บ การตาย ก็คงมีเพียงงานบุญประเพณีที่สามารถเรียกคนกลับมาได้...นี้กล่าวเฉพาะคนผละ พรากบ้านไปไกล ไม่พักเอ่ยถึงคนใกล้
เดินแทรกคลื่นคนเข้ามาในโรงครัว เราถอยไปนั่งด้านหลัง คอยมองดูคนอื่นเหมือนนั่งชมละครเวที มีผู้แสดงที่มากหน้า สวยงาม พวกเขากำลังแสดงพิธีกรรมให้ดู...แวบเห็นเค้าประพิมพ์ประพายระหว่างคนต่อคน ระหว่างพี่น้อง พ่อลูก ญาติสนิทที่นั่งรวมเป็นกลุ่มเป็นหย่อม คนนี้ได้จมูกมาจากพ่อ คนนี้ได้ตามาจากแม่ คนนี้ถอดแบบมาจากแม่ คนนี้แปลกผ่าเหล่าผ่ากอ...ดูแล้วก็เพลินใจ
คนไม่รู้มาจากไหนมากมาย จริงๆ ไม่น่าเชื่อว่านี่คือคนบ้านเดียวกัน ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยรู้จัก ไม่นับญาติที่บัดนี้ไม่รู้ว่าแตกย่านแตกสาขากันไปเท่าไร บางคนมายกมือไหว้ก็ไม่เคยเห็น จำไม่ได้ ไม่นานโลกคงไม่มีที่ยืน
ผม ผละเข้าไปไหว้พ่อที่ไว้กระดูกใต้พระนอน ท่านเทศน์ผ่านลำโพงมาอีก ว่าคนตายไปแล้วเหลือเพียงวิญญาณ เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ จะสื่อสารผ่านได้ก็ต้องเป็นกิจกรรมในเชิงนามธรรมเช่นกัน อาทิ ทำบุญ ทำทาน ภาวนา...เดินเข้าไปใต้พระนอน เสียงเทียนวอมวาม ส่องประกายสีทองกระทบกรอบรูปถ่ายผู้ล่วงลับ เรียงรายเป็นแถว ไม่รู้ใครเป็นใคร ชุมนุมผู้ล่วงลับ บางคนมีมีถาดสำรับของมาเซ่นไหว้บูชา กลิ่นธูปเทียนลอยโชยเข้าจมูก
ผมรู้สึกได้ถึงภารกิจที่ถูกส่งมอบมา ด้วยไม่รู้ตัว บางสิ่งถูกถ่ายทอด ทำซ้ำ ส่งต่อมาถึง บางสิ่งเรารับรู้ได้โดยไม่ต้องบอก บางคนบอกว่าคนใต้ฟังเสียงโนราแล้วของมันขึ้น เพราะว่าอยู่ใน DNA
ไม่มีใครรู้หรอกว่า กว่าจะเข้าถึง ซึมลึก ฝังแน่นในใจ ในจิตสำนึก เราถูกหล่อหลอมมาจากสิ่งใดบ้าง?
เด็กๆ เดินกลับมาแล้ว พร้อมของเล่น...ลูกโป่งสีชมพูอัดแก๊สเป็นรูปแมวน่ารัก เจ้าคนพี่อยากได้บ้าง...ต้องพาเดินเร่หา สมัยเราเป็นเด็กเห็นจะมีแต่ลูกสัตว์(ประหลาด)
ยุคสมัยเปลี่ยน เมื่อก่อนไม่มีไฟฟ้า ถนนไม่ราดยาง สมัยนี้ไฟสว่างทางสะดวก คนมึหูทิพย์ ตาทิพย์ เหาะเหินเดินอากาศได้ แต่ก็มีบางสิ่งยังทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์
เดือนสิบเห็นหน้า เดือนห้าเห็นตัว
Relate topics
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 82: เภสัชวิทยาแห่งดอกดิจิทัลลิส
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 81: ประปาดื่มได้
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 80 : วัวนมกับเกษตรวิถีแห่งโลกตะวันตก
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 79: ทุ่ง rapeseed กับคุณลุงชไมเซอร์
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 78: บรัสเซลส์ เมืองหลวงแห่งยุโรป
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 77 : ประท้วง สิทธิในการแสดงออกที่ต้องขออนุญาต
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 76 : แต่ระบบสวัสดิการสังคมในยุโรปกำลังสั่นคลอน
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 75 : ย่านโคมแดง แข่งแสงจันทร์
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 74 : เวลา นาฬิกา และชีวิตที่ต้องเดินเร็ว
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 73: หลังคาพลังแสงอาทิตย์