สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

แฟนฉัน

by Little Bear @26 ส.ค. 52 23:17 ( IP : 61...229 ) | Tags : งานเขียนคน คนเขียนงาน

แฟนฉัน

ชาคริต โภชะเรือง

จิตใจตรงกัน ผูกพันธ์รักใหม่
สุขใจเหลือเกิน รักเพลินสดใส
มอบรักให้เธอ ใจฉันเหม่อลอย
หากเธอยังคอย ฉันพลอยอุ่นใจ

หกนาฬิกา แอบมาพบเธอ
เจอะกันทุกที โสภีงามแท้
ไม่แพ้เทวี จันทร์ศรีผ่องเพ็ญ
เธอคงมองเห็น ฉันเป็นยอดชาย
ภูมิใจฉันได้เธอมา
จะถนอมกล่อมเธอ
ยามมอง ช่างซึ้งเลิศเลอ
ยามเธอ โปรยยิ้มให้มา
แก้มเธอแดงหนักหนา
เจ็ดนาฬิกา รีบมาเล่าเรียน
ใจยังหมุนเวียน ถึงเรียนสับสน
ชอบคิดกังวล ไม่พ้นเรื่องเธอ
นี่ไงเพื่อนเกลอ รูปเธอแฟนฉัน

ภูมิใจฉันได้เธอมา
จะถนอมกล่อมเธอ
ยามมอง ช่างซึ้งเลิศเลอ
ยามเธอ โปรยยิ้มให้มา
แก้มเธอแดงหนักหนา
เจ็ดนาฬิกา รีบมาเล่าเรียน
ใจยังหมุนเวียน ถึงเรียนสับสน
ชอบคิดกังวล ไม่พ้นเรื่องเธอ
นี่ไงเพื่อนเกลอ รูปเธอแฟนฉัน...

ที่นี่เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ซ่อนตัวอยู่ละแวกชานเมือง-- ไม่รู้เป็นอย่างไร ผมจำได้ดีถึงโต๊ะไม้เก้าอี้ไม้ในอาคารชั้นประถมต้นได้เสมอ ที่นี่เป็นเพียงเรือนไม้ชั้นเดียวเรียงแถวยาวรวมเด็กๆเบียดกันเรียนไม่แน่น นัก แต่กระนั้นจำนวนก็เกินเลยมาตรฐานการเรียนการสอนที่ห้องเรียนหนึ่งจะมีครู 1 คนรับผิดชอบดูแลเด็กไม่เกิน 20 คนอยู่ดี--- โรงอาหาร(อาคารชั้นเดียวเช่นกัน)อยู่ตรงกลางพอดี อีกฟากหนึ่งเป็นอาคารไม้ 2 ชั้นของประถมปลาย บันใดขึ้นด้านหนึ่งชิดกับโรงอาหาร หันด้านหน้าอาคารเข้าหาสนามหญ้าและมีลานทรายกว้างสำหรับนักเรียนยืนเคารพธงชาติ

ประตูเข้ามี 2 ทาง ประตูใหญ่อยู่ด้านหน้าใกล้กับบ้านพักครูใหญ่ ผมมักใช้ประตูข้างเป็นช่องทางเข้าออก สมัยนั้นผมเดินจากบ้านใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีก็มาถึงหน้าโรงเรียน ซึ่งทุกวันผมไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ทั้งที่ผมปฎิบัติภารกิจส่วนตัวแล้วเสร็จตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ผมมีบางสิ่งที่พิเศษสุดที่ต้องทำ และนั่นทำให้ผมไม่เคยลืมโต๊ะไม้และประตูโรงเรียน เพราะที่นั่นเป็นที่นัดพบ(ทางใจ)ของเรา

เอาล่ะ ผมจะเริ่มจากประตูเข้าก่อน ทุกเช้าผมจะเดินมาให้ถึงหน้าประตูโรงเรียน ผมจะคะเนเวลาที่เธอจะนั่งรถออกจากบ้านมาถึงโรงเรียน (บางวันผมจะซุ่มรออยู่ใต้ต้นมะเฟืองริมถนน พอเห็นรถเก๋งของเธอผมถึงจะก้าวข้ามถนน)ผมจะรอวินาทีที่เธอก้าวเดินลงจากรถเก๋งของพ่อ เงยหน้าขึ้น ตรงที่ผมยืนอยู่(พร้อมกับทำท่าเดิน) เธอจะมองเห็นผมยืนอยู่เต็มตาพอดี แววตาเธอจะเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย วินาทีเดียวเท่านั้น...ก่อนผมจะคลี่รอยยิ้มแสร้งทำเป็นว่า บังเอิญจังเลย เราเจอกันอีกแล้ว ทำไมบังเอิญเช่นนี้?

ผมขอแค่ความรู้สึกในชั่ววินาทีเดียวเท่านั้น วินาทีเดียวก็พอแล้ว...ผมยังจำภาพเธอได้จนถึงทุกวันนี้ หญิงสาวหน้าขาว ดวงตากลมโต แก้มมีลักยิ้ม และชอบถือกระเป๋าหนังสือเรียนใบเบ้อเริ่ม ผมไม่รู้ว่าเธอพกพาหนังสือไว้มากเท่าไร ต่างจากผมที่แทบจะเดินตัวปลิว เห็นเธอเดินตัวเอียงทีไรก็ยิ่งสงสารจับใจ

จาก วินาทีแรกมาเป็นครั้งที่สองและต่อมาๆเรื่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมกับความหวังว่าเธอคงคิดไม่ต่างไปจากผมเป็นปริศนาที่พอกพูนในใจว่าทำไม เราทั้งคู่จะต้องเดินเข้าโรงเรียนพร้อมกันทุกวันหนอ?

อะแฮ่ม มันต้องมีบุพเพหรือพรหมลิขิตอะไรสักอย่าง เธอจะคิดเหมือนผมหรือเปล่า? คิดสิ เธอต้องคิดบ้างล่ะน่า...ครั้งแรกๆ ผมทำเป็นไม่สนใจ ปล่อยให้เธอมองหน้าผม(แค่ให้อยู่ในสายตาก็พอ) คะเนว่าพอจำหน้าได้ ผมทำเป็นรีบจ้ำอ้าวเข้าเรียน ครั้งในวินาทีต่อมาๆ ผมเริ่มทำเป็นแปลกใจ ทำตาโตใส่เธอ พอครั้งที่สามสิบ คราวนี้ผมส่งยิ้มให้

เวลา เดินผมจะพยายามเดินคู่กับเธอ พยายามให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เดินคู่...เชียวนา...แค่มือข้างหนึ่งของเธอเฉียดเข้ากระทบลำตัวหรือแค่ลมพัด ผมได้กลิ่นเส้นผมหรือกลิ่นเสื้อจางๆของเธอพรมใส่จมูกผมก็มีความสุข หัวใจพองโต วันใดหากเธอทักทายส่งยิ้มให้แล้วละก็ ผมยิ่งเรียนไม่รู้เรื่อง

ผมเดินจนนับก้าวได้ว่าร้อยยี่สิบสามก้าว เราจึงจะแยกจากกัน ต่างคนต่างเข้าห้องของตัว แต่ตอนเช้า เด็กๆจะต้องเดินออกมาเคารพธงชาติอีกครั้ง ทันทีที่เสียงสัญญาณดังเตือนให้เข้าแถว ห้องที่ผมยืนจะอยู่ด้านหน้าห้องของเธอ มีห้องอื่นคั่นกลางสองห้อง บ่อยครั้งที่ผมจะทำเป็นลืมหรือสนใจอะไรสักอย่าง หันหลังไปมอง แล้วก็ชำเลืองหาเธอ ให้ได้เห็นหน้าก็พอใจแล้ว...ใบหน้าเธอสว่างจ้าอยู่กลางแดดเลยล่ะ

แล้ววันหนึ่ง เธอก็ย้ายมาอยู่ห้องเดียวกับผม...นัยว่าห้องเธอมีเด็กเต็ม ไม่มีที่นั่ง แล้วห้องผมยังว่าง ให้ตายเถอะ บุพเพมีจริงเสียด้วย ใครไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ผมงี้ใจสั่น หน้าชา เดินแทบไม่ถูก คุณครูจับมือเธอก้าวเข้ามาในห้อง แนะนำเธอว่าจะเป็นเพื่อนร่วมห้องคนใหม่ เธอส่งยิ้มให้เราแล้วก็แนะนำตัว เธอพูดช้าๆ เสียงดังฟังชัดแจ๋ว คุณครูเดินมาที่โต๊ะข้างๆผมที่ยังว่างเปล่า แล้วชี้ให้เธอนั่งเรียนข้างๆผม

ไม่ฝันไปนะเรา ผมเงยหน้าขึ้น ผมนั้นยังงงๆอยู่ ไม่คิดไม่ฝัน แล้วก็ไม่เชื่อว่าเธอจะมานั่งเรียนอยู่ใกล้ๆ วันนั้นมีโต๊ะว่างอยู่ตั้งหลายตัว เออหนอ ทำไมครูจะต้องมาเลือกโต๊ะผม...โอย อย่างนี้ไม่เรียกว่าพรหมลิขิตแล้วจะให้เรียกว่าอะไร? ผมยิ้มจนแทบเหงือกแห้ง ทักทายเธอเสียงตะกุกตะกัก ประหม่าไปหมด

นับแต่นั้นเธอจะอยู่ในสายตาของผมแทบทุกอิริยาบถ ยามนั่ง ยามยืน ยามยิ้ม ยามกิน ยามพูด ยามเดิน ไม่เว้นแม้ยามหายใจ

เอาล่ะ แล้วก็มาถึงโต๊ะที่ผมใช้เรียนซึ่งยังใหม่เอี่ยม เนื้อไม้แลเห็นเสี้ยนดำแทรกสีแชล็คได้ไม่ยาก บางมุมก็ทิ้งรอยขีดเขี่ยจากปากกาดินสอไว้ แม้ไม่มากนัก ผมพยายามอ่านดูว่ารุ่นพี่ได้ทิ้งความในใจอะไรไว้บ้าง...แน่ะ มีชื่อพ่อชื่อแม่ ชื่อห้อง บางประโยคมีรอยขีดฆ่า บางประโยคมีการเขียนต่อบอกให้รู้ว่ามีการโต้ตอบ แล้วนั่น...มีรูปหัวใจ อ้อ มีรอยมีดสลักชื่อเล่นของเด็กหญิงไว้ด้วย

โต๊ะมันคงมีหัวใจเหมือนกัน มันคงอยากเห็นคนที่ใช้มันมีความสุข มันจึงทิ้งร่องรอยของหัวใจใครต่อใครเอาไว้ กระทั่งมาถึงตัวผม  

เที่ยงแล้ว เราเก็บสมุด หนังสือ ดินสอเข้ากระเป๋า เธอจะเสือกเก้าอี้เก็บไว้กับที่ เดินออกไปกับเพื่อนสนิท ส่วนผมจะหยิบกุบข้าวห่อที่แม่ให้ไว้ออกมาจากใต้โต๊ะวางบนโต๊ะ ผมรู้สึกอายๆ ยังไงไม่รู้ที่จะอวดไข่เจียวแห้งๆหรือไม่ก็ปลาทูทอดให้เธอเห็นครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าความในใจผมเริ่มที่จะเผยออกมาทีละน้อย ความที่เราเดินมาเรียน เข้าห้องพร้อมกัน นั่งเรียนใกล้กัน ไม่ช้าไม่นาน เพื่อนๆในห้องก็เริ่มผิดสังเกต

เช้าวันนั้น ผมกับเธอเดินเข้าห้องพร้อมๆกัน ทันทีที่เห็นเราโผล่หน้ามา ผมได้ยินเสียงเฮลั่น ผมกับเธอมองหน้ากันงงๆ นั่งลงที่โต๊ะประจำ แล้วได้ยินใครก็ไม่รู้ร้องเพลงขึ้น  

“...เจ็ดนาฬิกา รีบมาเล่าเรียน
ใจยังหมุนเวียน ถึงเรียนสับสน
ชอบคิดกังวล ไม่พ้นเรื่องเธอ...”

ผมทำเป็นโมโห ไม่พูดด้วย เพื่อนยิ่งโห่ฮา ล้อกันสนุกตามประสาเด็กปากร้าย ตัวเธอสิหน้าแดงแล้วก็ทำหน้าเขินๆ ผมทำเป็นไม่พูดกับเธอไปพักใหญ่ ทั้งที่ในใจนั้นกลัวไปหมด กลัวว่าเธอจะโกรธแล้วไม่พูดด้วย

วันต่อมาเราโดนเขียนกระดาษแปะติดหลัง

เราโดนเขียนชื่อคู่กันไว้บนกระดานดำ

มีใครไม่รู้มาสลักชื่อเราทั้งคู่ไว้บนโต๊ะ ลบไม่ออกเสียด้วยเพราะสลักด้วยมีดคม

วันหนึ่ง ผมตั้งใจมาสาย เดินเข้าโรงเรียนด้วยความเงื่องหงอย โลกอับเฉาไปหมด ท้องฟ้าดูเหมือนซึมเซาไม่เป็นสีชมพู เดินเข้าห้องไม่กล้าดูหน้าเธอ วันนั้นผมอึดอัดไปหมด เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง จะพูดกับเธอก็ไม่กล้า

ระหว่างนั้น ผมนึกอะไรขึ้นมาไม่รู้อยากหัดเล่นกีตาร์ ผมเฝ้าวอนร้องขอให้รุ่นพี่ข้างบ้านหัดให้ ยอมทนแม้ว่าปลายนิ้วที่กดลงบนเส้นกีตาร์จะเจ็บชาปวดลึก ยอมอดทนเล่นวันแล้ววันเล่ากระทั่งมันด้านชากดสายกีตาร์ไม่เจ็บ

เพลงวงชาตรีกำลังดัง พี่ชายผมเปิดฟังทุกวัน ใครร้องไม่ได้เชยแหลก ผมหาหนังสือเพลงมาแกะเนื้อร้องกับฝึกตีคอร์ท ยามเย็นเป็นเวลาที่ทำให้ผมเหม่อลอยแล้วก็คิดถึงเธอมากขึ้นอีก

ก่อนปิดเทอม วันนั้นเธอเดินออกจากห้องไปพร้อมกับผม เธอบอกผมว่าปีหน้าพ่อเธอจะย้ายไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมยืนอึ้งไปชั่วครู่ สับสน ใจว่างโหวงทำอะไรไม่ถูก

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมรีบมาแต่เช้า รอเดินเข้าโรงเรียนพร้อมกับเธอ วันนั้นผมขอรูปถ่ายของเธอ บอกว่าจะเก็บไว้ เธอก้มหน้า

ปีรุ่งขึ้น ผมเล่นกีตาร์ได้ถึงขั้นเซียน ถึงวันสอบวิชาขับร้อง ผมเลือกร้องเพลงแฟนฉัน ไม่รู้เป็นอย่างไร วันนั้นผมตั้งใจร้องเป็นพิเศษ

น่าเสียดาย เธอไม่อยู่ เธอไม่มีโอกาสได้ยิน.

Relate topics

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว