นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
แก้วกับมด นั่งคุยกันอย่างออกรสชาติในร้านโกปี้ ร้านกาแฟหลังเก่าๆริมถนนที่รถราจอแจ แต่ในร้านสงบเย็นเพราะไม่เป็นที่นิยมของวัยรุ่นเสียแล้ว ซึ่งเหมาะกับการเดินทางมาพบกันของเพื่อนเก่าที่ห่างหายกันไปกว่า 5 ปี ทั้ง 2 คนบอกเล่าซักถามถึงความคิดที่ลึกที่สุดที่ต่างต้องการกันและกันในการขุดเอาก้นบึ้งแห่งความคิดที่แท้จริงออกมา
แก้ว : ตอนนี้แกทำอะไรอยู่เหรอ เห็นว่าทำไปหมดทุกอย่างที่มีในโลกนี้
มด : ใครว่า ทำเท่าที่ทำได้ก็เท่านั้น แต่ก็ทำมากเหมือนกันแฮะ เดี๋ยวนี้เสาร์อาทิตย์ก็ไม่ค่อยได้หยุด
แก้ว : แกไม่เหนื่อยหรือ ไหนว่าชีวิตชอบเสรีภาพไง แต่เห็นปฏิทินตารางงานแล้ว ยิ่งกว่านักโทษเสียอีก เดี๋ยวคุยกลุ่มกับชาวบ้าน เดี๋ยวต้องประชุมกับสารพัดองค์กร ต้องเขียนหนังสือ ต้องเป็นวิทยากร ต้องทำงานประจำอีก ช่างห่างไกลเสรีภาพเสียเหลือเกิน
มด : เออ .. น่าสนใจนะว่า เสรีภาพคืออะไร เสรีชนกับคนขี้เกียจมันเหมือนกันหรือเปล่า เสรีชนที่ทำอะไรตามใจตัวเอง เช้าทำงานที่ไม่เสรีเพราะมีเจ้านายบังคับ แต่พอตกเย็นชีวิตเป็นของเรา นั่งจิบเบียร์ ฟังเพลง คุยโทรศัพท์ อ่านนิยาย นอนดูละครจนหลับไปตื่นมาเช้าวันใหม่ในบรรยากาศเดิมๆ นี่เป็นเสรีชนหรือเปล่า
แก้ว : อย่างนี้น่าจะเป็นเสรีชนครึ่งใบ คือเป็นเสรีชนตอนเย็นมั้ง แต่คิดอีกที แบบนั้นน่าจะเป็นเสรีชนบนถนนสายหลัก คือเลือกได้ว่าจะทำอะไร เลือกอะไรบนถนนสายหลัก ที่เขาจัดมาให้แล้ว เสรีแบบไม่เสรี แต่อันนี้ก็ไม่เลวนะ
มด : แล้วมันจะดีตรงไหน ในเมื่อถนนเส้นนี้มีซอยต่างๆมากมาย เพียงแต่ต้องลงมือไปยกหินยกอิฐที่ขวางปากซอยออกก่อน เราจึงจะเดินเข้าซอยไปผจญภัยได้ แต่เรากลับไม่ลองที่จะเดินออกนอกเส้นทางดูบ้าง แบบนี้ไม่ใช่เสรีที่แท้จริง เสรีภาพนั้นคือการที่เรากล้าเลือกที่จะเดินออกนอกถนนใหญ่ ไปพบเห็นสิ่งใหม่ๆ ไปคุยกับคนที่เราไม่เคยรู้จัก ไปทำในสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย เรียนรู้และเรียนรู้ ชื่นชมกับทั้งความงามและความทุกข์ในโลกใบนี้ เอามาเป็นพลังในการสร้างโลกให้น่าอยู่กว่านี้ ด้วยมือเรา นี่ถึงน่าจะเรียกว่าเสรีชนขนานแท้ หรือแกว่าไง
แก้ว : จะเสรีชนแบบไหนก็เอาเถอะ เพราะเราไม่ควรเอาตัวเรากรอบคิดแบบเราไปตัดสินคนอื่นว่า เขาเสรีไหม เราเป็นชนผู้มีเสรีจริงไหม การตัดสินคนอื่นด้วยความคิดของเรานั้นวิธีคิดของเราหรือการวัดของเรานั้น น่าจะไม่ถูก
มด : แต่ก็มีอยู่อย่างหนึ่งนะที่เราคิดว่าสำคัญมาก คือไม่ว่าจะเสรีชนครึ่งใบหรือเต็มใบก็เถอะ แต่ทุกคนก็ต้องมีเป้หนึ่งใบแบกอยู่ข้างหลัง เป้นี้บางคนก็ใบใหญ่มาก ใส่ของไปมาก บางคนก็ใบเล็ก ใส่ของตามสมควร แต่ที่แน่ๆคือของใครของมัน เพื่อนฝูงช่วยแบกได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ต้องแบกเอง ระหว่างการเดินทางของชีวิตอันยาวไกล ก็อาจเพิ่มของที่จะใส่เข้าไปอีกให้หนักเข้าไปอีกก็มี แต่บางคนก็ค่อยๆเอาของออกยกให้คนอื่นไป เขาก็แบกเบาลง
แก้ว : แล้วเป้เบาเป้หนักมันเกี่ยวอะไรกับเสรีภาพ ก็เอาเป้เก็บไว้ที่บ้านก็สิ้นเรื่อง จะมาแบกอยู่ทำไม
มด : เป้นี้มันเอาออกจากตัวเราไม่ได้หรอก มันจะอยู่กับเราตลอดไป นอกจากเราจะบรรลุธรรม หลุดพ้นนิพพานคงเอาไว้ที่บ้านได้
แก้ว : โอ้โห ลึกล้ำจริงๆ มันก็คือภาระของชีวิตนะสิ ทั้งครอบครัว พ่อแม่ หน้าที่การงาน สมบัติ ข้าวของที่เรารักเราหวง หนี้สินรวมถึงเงินเดือนรายได้ด้วยใช่ไหม แม้จะท่องเที่ยวไปไกลแสนไกล แต่สัมมาภาระนี้ก็จะไปกับเราตลอด
มด : ไม่ใช่แค่ภาระส่วนตัวที่โยงใยกับชีวิตเราเท่านั้นนะ ความคิด อุดมการณ์ ความฝัน ความหวัง ความโลภ ความหลง ล้วนเป็นส่วนสำคัญของเป้ชีวิตใบนี้ บางทีมันหนักกว่าสัมมาภาระที่เราต้องทำหน้าที่ในฐานะปุถุชนที่มีครอบครัวมีพ่อแม่มีหน้าที่การงานเสียอีก
แก้ว : แปลว่า ถ้าเรารักเสรีภาพเราก็ลดน้ำหนักของเป้ลงไปให้มากที่สุด เราจะได้ตัวเบาเดินท่องโลกไปตามเส้นทางที่เราแสวงหา แต่สัมมาภาระนี้ลดยากมากนะ พ่อแม่เมียลูกที่เราผูกพันและต้องดูแล กับหน้าที่การงานที่เราต้องมีเพื่อให้มีเงินใช้มีรายได้ จะลดลงคงไม่ง่าย แต่อุดมการณ์ อุดมคติ ความคิดที่จะช่วยเหลือผู้อื่นนี่สิ ลดไม่ยากหรอก เพราะมีไม่ค่อยมากอยู่แล้ว แค่อยู่กับตัวเอง เป็นชนชั้นกลางที่ดี ไม่เบียดเบียนใคร ไม่ทิ้งขยะนอกถัง ไม่ขับรถปล่อยควันดำ จูงคนแก่ข้ามถนนบ้าง บริจาคทำบุญตามสมควร ดูแลลูกเต้าอย่างเต็มที่ไม่ให้เสียคน รักเมืองไทยซื้อสินค้าไทยเที่ยวเมืองไทย หากินสุจริตไม่โกงไม่กิน เลือกคนดีเข้าสภา แบบนี้ก็น่าจะ OK แล้วนะกับอุดมการณ์ของชนชั้นกลางแห่งยุคสมัย แบบนี้เป้แห่งเสรีชนที่เราไม่ตัดสินก็จะเบาลงไปมาก
มด : ก็เพราะสังคมไทยมีแต่ชนชั้นกลางที่เป็นคนดีในกรอบไง สังคมถึงไม่อภิวัฒน์ไปไกลกว่านี้
แก้ว : มันก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป โลกาภิวัตน์มันเชี่ยวกรากมาก เอาแค่เวลาเช็คเมลส่งเมลรายวัน ตามข่าวสารทางอินเตอร์เน็ต ทักทายเพื่อนฝูงในโลกไซเบอร์บ้างก็หมดเวลาแล้ว ไหนยังจะต้องนัดกินข้าวกับเพื่อนฝูง ล้างรถเก็บห้อง ช้อบปิ้งของ sale ดูรายการถ่ายทอดสดฟุตบอล แต่งหน้าทำผม ไม่นับที่ต้องเอางานกลับมาทำที่บ้าน หรือทำตัวขี้เกียจบ้างแค่บางวัน แค่นี้ชีวิตก็เดินเร็วจนไม่มีเวลาจะคิดอะไรแล้ว
มด : ฟังแล้วก็เข้าใจและเหนื่อยแทนในความเป็นคนดีในกระแสทุน เราชอบคำว่า “ชีวิตเดินเร็ว” ของแกนะ คำนี้สะท้อนอะไรหลายอย่างได้ดี เดินเร็วทำให้มองซ้ายมองขวาน้อยลง ต้องมองไปข้างหน้าให้มาก ต้องระวังตัวไม่ให้สะดุด ต้องทำเวลาให้ทันกับกำหนดนัดหมาย ว่าไปแล้วชีวิตที่เดินเร็วก็คิดถึงตัวเองเป็นสำคัญ ใส่ใจผู้คนรอบข้างใส่ใจสังคมน้อยลง เราเคยได้ฟังจากปราชญ์ชาวบ้านบอกว่า “ อยากให้ชีวิตเดินช้าลงบ้าง จะได้ทบทวนตนเอง เห็นความงามความทุกข์ของสรรพสิ่งรอบข้าง ได้คิดได้คุยเพื่อการแสวงหาไปสู่ทางที่สร้างสรรค์โลกและตัวเรา ดีกว่าเดินเร็วไปโดยตามๆกันไป สุดท้ายกว่าจะรู้ว่ามีอีกเส้นทางที่น่าเดิน เราก็เดินมาไกลทั้งเหนื่อยและแก่แล้ว”
แก้ว : แต่ชีวิตที่เดินเร็วก็ไม่ได้สร้างปัญหาให้สังคมนะ มนุษย์เงินเดือนและคนค้าขายแทบทุกคนก็น่าจะเป็นชนชั้นกลางไปแล้ว คือทำงานหนัก ได้เงินมาก็ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การใช้การบริโภคก็ทำให้เงินนั้นหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ยิ่งหมุนหลายรอบเศรษฐกิจดีคนก็มีงานทำ บริโภคมากขึ้น เกษตรกร กรรมกรหรือแม้แต่คนขอทานก็จะพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย ขืนทุกคนเดินช้าแสวงหา มัวแต่เศรษฐกิจพอเพียง ท่าทางประเทศไทยจะไปไม่รอดแข่งขันในระดับโลกไม่ได้หรอก
มด : ก็ไม่ได้บอกให้ทุกคนต้องเดินช้า แต่ชีวิตที่เดินช้าลงนั้นในบางช่วงบางโอกาส หวังจะให้ได้ทบทวนตนเองให้มากขึ้น คนทำงานหนักเงินเดือนสี่ห้าหมื่นผ่อนรถผ่อนบ้านแล้วยังไง ชีวิตเป็นเครื่องจักรในเวลาทำงานแล้วพักผ่อนในช่วงเย็นช่วงค่ำ รุ่งเช้าก็วนเวียนกันไปแค่นี้หรือ แล้วคิดหรือว่าแบบนี้สังคมไทยจะไปรอด เรากินข้าวบุฟเฟ่หัวละ 400 บาท กินทิ้งกินขว้างกันจนพุงกาง แต่คนจนที่ขยันทำงานทั้งวันหรือบางคนในสลัมยังมีข้าวกินไม่ครบมื้อ เราเก็บหนังสือเก่าใส่ลังรอขายของเก่าแต่หลายโรงเรียนห้องสมุดมีหนังสือเก่าๆไม่กี่เล่ม เด็กนักเรียนโหยหาตัวหนังสือได้ความรู้จากถุงกล้วยแขก เราร่วมรณรงค์โลกสีเขียวแต่ความเหม็นของโรงแยกก๊าซโรงงานมากมายก็เห็นแต่ชนชั้นกลางปล่อยให้ชาวบ้านสู้ตามลำพัง เราเอาแต่ forward เมลขอบริจาคเลือดบริจาคสิ่งของช่วยคนลำบากโดยที่เราแทบจะไม่เคยคิดจะช่วยด้วยตนเองเลย มีแต่ส่งข้อความนี้ต่อไปให้เพื่อน ซึ่งถือว่าการทำหน้าที่ของเรานั้นสมบูรณ์แล้ว แล้วอีก 5 เดือนเมลนี้ก็กลับมาหาเราอีก แล้วคิดหรือว่าจะมีสักกี่คนที่ใส่ใจช่วยดูแลเพื่อนทุกข์ในโลกไซเบอร์ สังคมไปไม่รอดหรอกเพียงแค่ทุกคนเป็นคนดีไม่เบียดเบียนเพื่อน ไม่ทำผิดกฎหมาย เพราะระบบในปัจจุบันมันเอาเปรียบคนจน มันละเลยคนชนบท มันทอดทิ้งคนด้อยโอกาสคนป่วยคนพิการ ที่เราได้เงินเดือนสองสามสี่ห้าหมื่นก็เพราะเราเป็นคนแข็งแรงเป็นคนมีโอกาส ลองรถคว่ำพิการเดินไม่ได้หรือติดเอดส์ต้องจ่ายค่ายาเป็นหมื่นทุกเดือนหรือถูกเวนคืนที่ดินเพราะทางด่วนผ่านกลางบ้านดูสิแล้วจะรู้ว่า สังคมไม่มีความเป็นธรรม
แก้ว : แล้วเราจะแบกปัญหาสังคมปัญหาประเทศชาติมาไว้ที่บ่าเราแล้วจะไหวเหรอ ยิ่งเอามายัดใส่เป้ของเราก็ยิ่งหนัก ชีวิตก็ยิ่งมีภารกิจทางอุดมการณ์ก็ยิ่งขาดเสรีภาพ โอกาสในแสวงหาก็ลดลง เห็นพวกนักกิจกรรมทางสังคมแต่ละคนก็เดินเร็วเหมือนกัน เดินเร็วกว่าชนชั้นกลางที่เงินเดือนเป็นแสนเสียอีก อย่างจันท์เพื่อนของเราไง วันๆก็เดินสายทำงานแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ประท้วงบ้าง เขียนบทความบ้าง ประชุมสารพัดยุ่งไปหมดจนบางวันข้าวเที่ยงยังไม่ได้กิน ก็ไม่เห็นว่าจะมีเสรีภาพหรือว่าได้แสวงหาเลย
มด : จริงๆแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่มีคำตอบตายตัวหรอกนะ ในท่ามกลางงานหนักที่เดินเร็วนั้นอาจเป็นคำตอบที่ลงตัวของการแสวงหาตัวตนของเขาก็ได้ คนบางคนเกิดมาแล้วก็ตายไปโดยที่ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงจดจำ คนบางคนตายไปโดยที่ฝากชิ้นงานชิ้นเล็กๆไว้ในประวัติศาสตร์ แม้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกเปลี่ยนแปลงสังคมได้ แต่ก็มีคนกล่าวขานไปอีกนาน แต่คนน้อยคนที่จะอยู่ในความทรงจำของผู้คนในแผ่นดิน
แก้ว : สำหรับเราขอแค่ฝากผลงานเล็กๆให้คนบางกลุ่มได้จดจำก็พอแล้ว แต่ก็ไม่ง่ายเลย ตอนนี้ชีวิตก็ล่วงเลยมาพอใช้ได้ ยังไม่รู้จุดหมายของชีวิตในท่ามกลางโลกที่ซับซ้อนเลย เงินก็อยากได้ แต่ก็ไม่ขยันพอที่จะทุ่มเททำธุรกิจเพิ่มเติม สังคมก็อยากให้ดีขึ้น แต่ก็ยังหาบทบาทตัวเองไม่เจอ แต่คงไม่ใช่แบบที่ไปคลุกคลีกับชาวบ้านเหมือนสมัยที่ทำค่ายอาสาแล้ว หลังๆนี้ชักจะหนักไปในทางเป็นผู้ดูละครที่จริงจังที่คอยลุ้นอยู่ข้างเวทีว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาถูกทางไหม นัดคุยเพื่อนฝูงก็นินทาด่าแหลกทั้งการเมืองและข้าราชการ พออิ่มและง่วงก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เข้ามาตรฐานชนชั้นกลางที่เป็นคนดีหวังให้สังคมดีกว่านี้ด้วยมือคนอื่นที่ไม่ใช่มือเรา เราก็รู้นะว่าลำพังการทำงานตามหน้าที่ให้ดีไม่ทำให้สังคมดีขึ้น แต่แรงขับมันไม่พอที่จะทำให้เราลุกออกมาข้ามรั้วอันแข็งแรงที่มีเป้ใบใหญ่แบกอยู่ข้างหลัง ก้าวมาลงมือลงไม้กับการทำจริงได้ เฮ่ย สงสัยจะตายแบบที่มีแต่ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงจดจำเสียแล้ว
มด : ความจริงมันก็เป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะก้าวข้ามพรมแดนแห่งความเคยชิน ที่มีเราเป็นศูนย์กลางของการใช้ชีวิต มาเป็นชีวิตที่มีสาธารณะมาร่วมกำหนด แต่ก็ไม่ยากหรอก ยากที่ตอนจะออกเดินก้าวแรกๆเท่านั้นแหละ
แก้ว : อันนี้ก็พูดง่ายนะ แต่ทำนะยากน่าดู หากคนเราก้าวข้ามกรอบความคิดที่ขังตัวเองอยู่ง่ายๆแล้ว ป่านนี้โลกมนุษย์ของเราคงไม่มีช่องว่างของคนมีและคนจนมากถึงขนาดนี้
มด : ใช่มันยาก สิ่งแรกๆที่ต้องเริ่มคือ การจัดการกับสัมภาระในเป้ใบใหญ่ที่หลังของเรานี้ให้ได้ เพราะในเป้ของเราที่สะสมสมบัติมาทั้งชีวิตนั้น หากไปรื้อดูก็จะพบของที่ใช้ได้แล้วมากมายที่เรายังแบกอยู่ ซึ่งเราต้องเอาทิ้งไปเพื่อให้มีที่ว่างสำหรับการใส่ของใหม่ๆที่จะทำให้เรามีพลังในการก้าวสู่ชุมชน รื้อดีๆอาจพบว่า มีหลายงานที่เราแบกเอาไว้ โดยที่เราไม่ได้อยากทำ ทำไปก็ทำได้ไม่ดี ก็อาจเอาออกเสียบ้าง เรามักมีงานที่ด่วนเสมอแต่มีความสำคัญน้อย จนทำให้ไม่มีเวลาที่จะทำงานที่สำคัญกว่า เอาวิถีบางอย่างทิ้งไปบ้างเพื่อให้มีเวลามากพอสำหรับความฝันและวิถีการงานอย่างใหม่ที่เราแสวงหา รื้อลงไปลึกๆล่างสุดของเป้ เราทุกคนจะพบกับกล่องเหล็กที่เราแบกมาทั้งชีวิต ข้างในเป็นที่จัดเก็บชุดความคิด บุคลิก กรอบการมองโลกมองปรากฏการณ์ ที่มีการเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบ หากเอามารื้อปัดฝุ่นบ้าง ก็จะทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป แต่อันนี้คงรื้อกันยากหน่อย รื้อความคิดนั้นรื้อเองไม่ค่อยได้ ต้องมีคนมาช่วยอาจจะอ่านมากขึ้น แลกเปลี่ยนหรือฟังมากขึ้น คิดกับมันมากขึ้น จึงจะระเบิดจากข้างในได้
แก้ว : โอ้โหลึกล้ำ ข้าขอคารวะหนึ่งจอก แต่ปัญหาคือเป้มันอยู่ข้างหลัง และมือทั้ง 2 นั้นมันล้วงไปไม่ถึงนะสิ
กาแฟหมดจากแก้วไปนานแล้ว ราตรีนี้แม้ยังยาวไกล แต่เจ้าของร้านกาแฟก็เริ่มส่งสัญญาณของการปิดร้านให้ได้ยินแบบสุภาพ เราทั้งสองควักกระเป๋าสตางค์จ่ายค่ากาแฟแบบอเมริกันแชร์ อาแป๊ะเจ้าของร้านเดินยิ้มมาเก็บเงินแล้วบอกว่า “ เดือนหน้าแป๊ะจะปิดกิจการแล้ว ร้านเก่าๆแบบนี้สู้ร้านกาแฟสมัยใหม่ไม่ได้ ปิดร้านแล้วก็คงเหงา แต่เปิดไปก็ทั้งเหนื่อยทั้งขาดทุน แป๊ะนั่งฟังน้อง 2 คนคุยมาตลอด เปิดร้านกาแฟมานานยังไม่เคยเห็นใครมาคุยเรื่องนามธรรมยากๆแบบนี้ อยากบอกน้องๆว่า อุดมคติกินไม่ได้หรอก สังคมเปลี่ยนไปแล้ว เป็นแบบตัวใครตัวมัน ไม่สนใจชุมชน ไม่สนใจคนอื่น มันกู่ไม่กลับแล้ว ”
อาแปะเดินกลับมาเอาเงินทอนมาให้แล้วเปรยขึ้นมาว่า “ ปิดร้านแล้ว แป๊ะเองก็คิดจะทำอะไรบางอย่าง เพื่อฝากไว้ในประวัติศาสตร์เป็นครั้งสุดท้ายของชีวิตเหมือนกัน ” เราทั้งสองต่างคิดในใจว่า “ ผมหงอกขนาดนี้แล้วยังมีความคิดฝันแบบนี้ด้วยหรือเนี่ย ท่าทางไม่ธรรมดา ” จึงถามพร้อมกันว่า “ ทำอะไรเหรอ ” อาแปะยิ้มแล้วก็เดินไปปิดร้านพร้อมทิ้งท้ายไว้ว่า “ จะไปรื้อเป้ของตัวเองดูหน่อย ”
Relate topics
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 82: เภสัชวิทยาแห่งดอกดิจิทัลลิส
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 81: ประปาดื่มได้
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 80 : วัวนมกับเกษตรวิถีแห่งโลกตะวันตก
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 79: ทุ่ง rapeseed กับคุณลุงชไมเซอร์
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 78: บรัสเซลส์ เมืองหลวงแห่งยุโรป
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 77 : ประท้วง สิทธิในการแสดงออกที่ต้องขออนุญาต
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 76 : แต่ระบบสวัสดิการสังคมในยุโรปกำลังสั่นคลอน
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 75 : ย่านโคมแดง แข่งแสงจันทร์
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 74 : เวลา นาฬิกา และชีวิตที่ต้องเดินเร็ว
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 73: หลังคาพลังแสงอาทิตย์