เด็กหญิงมะลิ (10 ก.ค. 52)
"เย็น....ฝนพรำพร่างพรูสู่พฤกษา พรมไม้ป่า สดใสในวสันต์
หัวใจเรา ฉ่ำชื่นเช่นดังคืนวัน ฝันและใฝ่โลกใหม่ต้องเป็นของเรา
ยามฝนหลั่ง เมฆบังบดทิวเขา ยามเห็นเจ้า เปียกปอนตอนใกล้สาง
พบคนจริง ยิ่งยงคู่คงเส้นทาง เห็นผู้สร้าง ความทรงจำ มิเลือนจากใจ
ยืนหยัดทะนง คู่คงเส้นทางยืดเยื้อ ยิ้ม...เพื่อความฝันใกล้บรรลุชัย
ยามเห็นหน้า ต้องตาสื่อความหมาย จับมือทักทาย ส่งยิ้มกลางสายฝน
พบความจริง ยิ่งหมายมั่นในกมล หนทางสู้....สู่ชัยมิไกลจากเรา"
ทุกครั้งที่ฝนตก สถานีวิทยุหลายสถานีชอบเปิดเพลงที่เข้าบรรยากาศ บางครั้งข้าพเจ้าได้ยินเสียงเพลง “ยิ้มกลางสายฝน” ซึ่งเป็นบทเพลงที่มีความไพเราะและซ่อนเร้นความหมายที่ขมขื่นไว้ภายใน ทำให้ข้าพเจ้านึกถึง “เพื่อน” คนหนึ่ง ซึ่งได้เคยมีโอกาสร่วมดำเนินชีวิตทางภาระงานร่วมกัน ความละเมียด ไพเราะ ที่แฝงไว้ด้วยความเศร้าสร้อยของบทเพลงดังว่า ส่งผ่านจินตนาการอันประกอบด้วยความเป็นสัจจะแห่งชีวิต ความครุ่นคิดถึงรอยยิ้มและกำลังใจที่มิอาจอธิบายความหมายได้ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง แต่กลับทำให้ความฟุ้งฝันถึงคืนวันเก่า ณ ช่วงเวลาหนึ่งปรากฏให้เห็นเป็นดั่งจินตนาได้
หญิงสาวร่างเล็กบอบบางซึ่งมิมีทางที่จะอ้วนท้วนหรือตัวโตขึ้นมาได้ เข้ามาพูดคุยถึงความสวยงามของดอกไม้ พืชพรรณและความรื่นรมย์ของชีวิต มีความสับสนที่สามารถบังคับผ่านกลไกต่าง ๆ ของชีวิตได้
เป็นหญิงสาวที่มองความเป็นไปของสังคมอย่างละเมียด เข้าใจและเข้าใจได้
ในขณะที่เรามองสังคม ชุมชน ครอบครัว เป็นจุดเริ่มต้นการทำความเข้าใจพื้นที่จากขนาดเล็ก แต่เธอพร่ำมองดูองค์ประกอบของครอบครัว คู่สามีภรรยา มองความกลมเกลียวกัน มองรายได้ที่ต้องเอามาใช้จ่าย กระทั่งพูดคุยทำความเข้าใจกับเด็ก ๆ ทั้งที่ไปโรงเรียนและมิได้ไปเรียน เธอค้นหาองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อเป็นสาเหตุที่จะนำมาตอบโจทย์ว่า สังคมชุมชนเข้มแข็งย่อมมาจากปัจจัยหนุนเสริมทางครอบครัวที่เข้มแข็งด้วย
ในใจจริงของข้าพเจ้าหาใช่อยากจะเขียนถึงหญิงสาว(ผู้นี้) มากนัก เพราะรู้สึกว่ายิ่งเขียนถึงทำให้จำกัดกรอบแห่งความทรงจำเล็กย่อยลงไปทีละนิด ทีละนิด ทั้งที่ในใจจริง ทุกอิริยาบถที่แสดงผ่านคือความทรงจำที่อยากเก็บไว้ตลอดไป
แต่กระนั้น สุดปลายทางแห่งความคิดก็อยากจะให้มีติ่งเกิดขึ้น ในการกักเก็บเศษเสี้ยวของความทรงจำไว้ แม้จะเล็กน้อยก็ตามที
การได้ใช้วิถีดำเนินงานร่วมกัน ถ้าหากนับเป็นระยะเวลา อาจไม่นานมากนัก แต่สำหรับความรู้สึกร่วมกัน ตลอดชีวิตนี้ก็คงมิอาจสิ้นสุดแห่งความระลึกถึงลงได้ มันเป็นช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าจะยังคงความทรงจำไว้ตลอดไป เพราะมีเหตุผลบางประการที่ทำให้ช่วงเวลานั้นบรรจุอยู่ในความทรงจำเสมอมา
กล่าวย้อนอีกที สำหรับหญิงสาวที่นอนขดยังกะลูกแมวขี้เซา มองทุกอย่างเป็นความสวยงามไร้อคติ บางวันเศร้าหมอง บางวันรื่นเริง ชอบสนทนาธรรมและสนทนาทำ มีความสามารถในการอรรถาธิบายกลิ่นหอมของดอกไม้และสีสันของธรรมชาติได้ดี มีความเป็นมิตรที่ดีกับทุกคน สู้ และจริงใจต่อกัน มีความเสมอต้นเสมอปลาย ถึงแม้จะเว้นว่างห่างไกลกันด้วยเหตุผลทางวิถี แต่เมื่อเจอกัน พูดคุยในมุมมองที่เคยพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ซึ่งผู้สนทนาด้วยรับรู้ถึงความจริงใจและความสุขนั้น ๆ
การเก็บเล็กผสมน้อยของถ้อยคำมาขีดเขียนอธิบายความของหญิงสาว ผ่านการประกอบเป็นกลอนเปล่ากวีเปลือยที่งดงาม ซึ่งสามารถรับรู้ได้ถึงบทประพันธ์และงานเขียนที่ผ่านจากภาพสะท้อนและจินตภาพแห่งห้วงเวลา ความสง่างามของถ้อยคำเป็นมูลเหตุจากผลลัพธ์แห่งความกระตือรือร้นที่จะแสวงหา แลกเปลี่ยน เรียนรู้และถ่ายทอด
หญิงสาวผู้มีดอกไม้ที่ปลายนาม ซ่อนเร้นความหวานและละเอียดอ่อนที่มิอาจจางหายในความรู้สึกของผู้สนทนาและผู้ร่วมงาน
เธอสามารถมอบความอ่อนโยนสวยงามให้กับทุกคน เป็นนักพัฒนารุ่นใหม่ที่มีหลายมิติ มีชีวิตที่ไม่ซับซ้อนและซ่อนเร้น สุขก็คือสุข ทุกข์ก็คือทุกข์ บางคราเธออาสาเป็นผู้เยียวยาผู้อื่นให้พ้นความทุกข์ทั้งที่ตัวเธอเองก็มีทุกข์ มีชีวิตที่เป็นปัจเจกมากในบางอารมณ์ สร้างความสุนทรียะได้ในทุกรายละเอียดของชีวิต รวมถึงการเดินทางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิตเธอก็ยังเดินทางด้วยรอยยิ้มที่อิ่มเอิบ
เป็นภาพทรงจำที่มิอาจลบเลือนได้จากใจจริง
Relate topics
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 82: เภสัชวิทยาแห่งดอกดิจิทัลลิส
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 81: ประปาดื่มได้
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 80 : วัวนมกับเกษตรวิถีแห่งโลกตะวันตก
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 79: ทุ่ง rapeseed กับคุณลุงชไมเซอร์
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 78: บรัสเซลส์ เมืองหลวงแห่งยุโรป
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 77 : ประท้วง สิทธิในการแสดงออกที่ต้องขออนุญาต
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 76 : แต่ระบบสวัสดิการสังคมในยุโรปกำลังสั่นคลอน
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 75 : ย่านโคมแดง แข่งแสงจันทร์
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 74 : เวลา นาฬิกา และชีวิตที่ต้องเดินเร็ว
- เรื่องเล่าจากเบลเยียม 73: หลังคาพลังแสงอาทิตย์
เด็กหญิงมะลิ