สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

แนวโน้มสุขภาพคนไทยภายใต้ปีก โลกาภิวัฒน์ ปี 2550 กินอยู่อย่างรู้เท่าทัน สร้างภูมิคุ้มกันชีวิต

by wanna @14 ก.พ. 50 15:34 ( IP : 222...68 ) | Tags : ข่าวสุขภาพประจำวัน

มนุษย์เกิดมาเพื่อกิน อยู่ หลับนอน สืบพันธุ์ และใช้ชีวิตตามครรลองของแต่ละคน
        หลายร้อยล้านปีที่มนุษย์อุบัติขึ้นบนโลก จนถึงปัจจุบัน มนุษย์เรียนรู้ที่จะอยู่รอด ด้วยการต่อสู้ ดิ้นรน ค้นหาวิถีทาง แบบใหม่ๆในการดำรงอยู่

ในอดีตเมื่อ "หิว" ก็ "กิน" เพื่อให้อิ่มท้อง

เมื่อป่วยไข้ไม่สบาย ก็รักษา "กินยา หาหมอ"

แต่ปัจจุบัน ภายใต้ปีกแห่งกระแสโลกาภิวัตน์ แบบแผนการดำเนินชีวิตของผู้คนบนโลกเต็มไปด้วยการปรุงแต่ง แข่งขัน แย่งชิง เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการดำเนินชีวิต และกลายสภาพเป็นสังคมหลงทิศ

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์สมัยใหม่ เหมือนเป็นตัวช่วยให้มนุษย์สามารถต่อรองกับพระเจ้าเพื่อยืดชีวิตของตนเองออกไปได้ ด้วยวิธีการต่างๆนานา

จากแค่ "กินเพื่ออิ่มท้อง" กลายเป็นกินเพื่อป้องกัน บำบัดรักษา จนถึงบำรุงกำลังวังชา เพื่อให้ชีวิตมีความแข็งแรง สามารถต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้

ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ก็ยังไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าเราต่อสู้ ได้จริงหรือเปล่า หรือเรากำลังพ่ายแพ้ต่อกระแสบริโภคนิยมที่ล่อหลอกให้หลงติดกับอย่างสิ้นเชิง

จีเอ็มโอ หรืออาหารตัดต่อยีน นาโนเทคโนโลยี สเต็มเซลล์ ยีนบำบัด และอีกสารพัดความทัน สมัยทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ ถูกนำมาใช้กับมนุษย์

"เรารู้เท่าทันกับเทคโนโลยีในโลกอนาคตเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน" คือคำถามที่ยังคงไร้คำตอบ

ในทางตรงกันข้าม ขณะที่เราคิดค้นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความเป็น "มนุษย์พันธุ์ ใหม่" ที่ทนทานต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้

แม้แต่อวัยวะภายในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นตับ ไต ปอด หัวใจ เมื่อชำรุดสึกหรอก็สามารถที่จะซ่อมแซม เปลี่ยนใหม่ได้นั้น เรากลับหลงลืมการกินอยู่แบบธรรมดาๆในชีวิต เรากินอาหารเค็มจัด มันจัด หวานจัด อาหารพิษ สารเคมีตกค้าง เข้าสู่ร่างกายทุกวัน วันละหลายร้อยหลายพันกรัม ตั้งแต่เด็กจนแก่

เรากินอาหารประเภทจังก์ฟู้ด ฟาสต์ฟู้ด และบะหมี่สำเร็จรูป โดยยกเหตุผลของรูปแบบการดำเนินชีวิต ที่ต้องการความรวดเร็วเร่งรีบขึ้นมาเป็นข้ออ้าง

ผลก็คือ ในท้ายที่สุดเราต้องหันกลับมาต่อสู้กับโรคร้าย สารพัดชนิด ทั้งโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ หลอดเลือด ไขมันในเลือดสูง ไต ตับ และอีกร้อยแปดพันโรค รวมทั้งมะเร็ง

ที่จนถึงขณะนี้ แม้แต่แพทย์ที่เก่งที่สุดในโลกก็ยังไม่สามารถการันตีได้ว่า เมื่อเจ้าเซลล์เนื้อร้ายที่ถูกตัดออกไป และเหมือนรักษามะเร็งหายแล้ว โรคร้ายนี้ "จะไม่กลับมาอีก"

นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของทฤษฎี You are what you eat หรือ คุณกินอะไรคุณก็เป็นอย่างนั้น ผัก ผลไม้ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นอาหารที่อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุ รวมไปถึงสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถต้านมะเร็งได้ กำลังกลายเป็นอาหารที่ถูกลืม

นิโคล ไอ ลาร์สัน อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมินเนโซตา สหรัฐอเมริกา ระบุไว้ในข้อเขียนว่า จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างทั้งชายและหญิง อายุระหว่าง 18-23ปี จำนวนกว่า 1,700 คน พบว่า มีผู้ชายเพียง 21% และผู้หญิงเพียง 36% เท่านั้นที่ซื้อผักและผลไม้กินทุกสัปดาห์

หันกลับมาดูในบ้านเราบ้าง ผลการสำรวจของ พญ. แสงโสม สีนะวัฒน์ จากกรมอนามัย ระบุว่า อาหารจานด่วนจากวัฒนธรรมตะวันตกที่เรียกกันว่า อาหารฟาสต์ฟู้ด ทั้งแฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด มันฝรั่งทอด หรือพิซซ่า ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น

โดยพบว่า เด็กวัยเรียนในกรุงเทพฯ จำนวน 109,500 คน กินอาหารจานด่วนทุกวัน
และอีก 205,808 คน กินอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

ส่วนเด็กในต่างจังหวัดประ-มาณ 4-6% กินอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

คุณหมอแสงโสม บอกว่า อาหาร ฟาสต์ฟู้ดเป็นอาหารที่มีปริมาณแป้งและไขมันสูง จึงทำให้มีรสชาติถูกปาก แต่การบริโภคต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว

กล่าวคือ ไขมันจะไปเพิ่มระดับคอเลสเทอรอลในกระแสเลือด สะสมจนกระทั่งทำให้เกิดหลอดเลือดอุดตันและนำไปสู่การเจ็บป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจหลอดเลือด โรคไขมันในเส้นเลือดในที่สุด

แต่ที่เห็นชัดๆก่อนโรคอื่นๆก็คือ "โรคอ้วน" ที่ขณะนี้เด็กวัยเรียนในกรุงเทพฯ เป็นโรคอ้วนมากกว่าเด็กในภาคอื่นๆ ประมาณ 3-5 เท่า

นอกจากนี้ การบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้องยังนำไปสู่ภาวะทันตสุขภาพที่ไม่ดี โดยเฉพาะฟันผุ โดยพบว่าเด็กวัยเรียนจำนวน มากเป็นโรคฟันผุ เนื่องจากกินอาหารที่มีแป้ง น้ำตาล และไขมัน เป็นส่วนประกอบมากเกินไป

นายสง่า ดามาพงศ์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะผู้จัดการแผนงานอาหารโภชนาการเชิงรุก ให้ข้อมูลว่า คนไทยมีพฤติกรรมการกินอยู่ที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่เด็ก มีเด็กในวัยเรียนเพียง 41.1% เท่านั้นที่กินผักทุกวัน แต่ก็กินในปริมาณแค่ 1 ช้อนครึ่ง ทั้งๆที่ตามหลักโภชนาการแล้ว เด็กควรจะได้กินผักอย่างน้อยวันละ 12 ช้อน

ขณะที่ผู้ใหญ่กินผักเพียงวันละ 2 ช้อนครึ่ง โดยที่ตามหลักควรกินอย่างน้อยวันละถึง 24 ช้อน z ในทางตรงกันข้าม อาหารที่ไม่ควรกินมาก คนไทยกลับกินสูงกว่าที่ควรจะกินถึงกว่า 3 เท่า

ตัวเลขที่น่าตกใจก็คือ คนไทยบริโภคน้ำตาลสูงถึงวันละ 20 ช้อนชา มากกว่าเกณฑ์ปกติที่ควรจะกินไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา

ส่งผลให้คนไทยเป็นเบา-หวาน และภาวะไตวายจากเบาหวานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ในส่วนของโรคมะเร็ง ซึ่งคร่าชีวิตคนไทยปีละกว่า 30,000 คน!
ข้อมูลจาก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า พบคนไทยป่วยเป็นโรคมะเร็งตับและมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มมากขึ้นทั้งหญิงและชาย ส่วนหนึ่งมาจากการกินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น อาหารสุกๆดิบๆอาหารปิ้ง ย่าง อาหารหมักดอง เป็นต้น

ในส่วนของอาหารสุกๆดิบๆ หรืออาหารดิบนั้น นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมการแพทย์ บอกว่า จะมีพยาธิใบไม้ในตับ ที่เรียกว่า Opisthorchis viverini ซึ่งเป็นพยาธิที่ระบาดมากในภาคอีสาน มักพบในปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด เช่น ปลาตะเพียน ปลาเกล็ดขาว ปลาแม่สะแด้ง ฯลฯ ซึ่งเมื่อคนกินปลาดิบๆเข้าไป พยาธิจะเข้าไปเจริญในท่อทางเดิน น้ำดีในตับและในถุงน้ำดี ซึ่งการติดเชื้อพยาธิชนิดนี้จะทำให้ เกิดการอักเสบของท่อน้ำดีและบริเวณขั้วตับ เมื่อเป็นมาก จะทำให้มีการอุดตันของท่อน้ำดี มีการอักเสบ เนื้อตับตาย หรือมีการพัฒนาของเซลล์ที่ผิดปกติกลายเป็นมะเร็ง ในท่อน้ำดีของตับและมะเร็งตับในที่สุด

ส่วนอาหารปิ้ง ย่าง รมควัน และทอด ซึ่งกำลังเป็นอาหารยอดฮิตในขณะนี้ โดยเฉพาะร้านหมูกระทะ เนื้อกระทะ ที่เกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 1,200 ร้านทั่วประเทศ ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้

คุณหมอชาตรี บอกว่า การปิ้ง ย่าง รมควัน หรือทอด แม้จะทำให้อาหารสุก แต่ในกระบวนการของการปิ้ง ย่าง หรือรมควันนั้น อาจทำให้เกิดสารก่อมะเร็งที่เรียกว่า Polyclic aromatic hydrocarbons ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ไขมัน จากการวิจัยพบว่า สารนี้มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งในคน โดย คนที่กินอาหารที่มีการปนเปื้อนของสารเหล่านี้มากๆ จะทำให้ เป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหารได้

นอกจากนี้ ยังพบสาร Heterocyclic aromatic amines ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้โปรตีน ทำให้เกิดมะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ มะเร็งผิวหนัง และมะเร็งเต้านมได้

วิธีการหลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็งเหล่านี้ ก็คือ การเปลี่ยนพฤติกรรมการกินจากอาหารปิ้ง ย่าง ทอด รมควัน หรือแม้แต่คั่ว มากินอาหารประเภทต้ม ตุ๋น หรือนึ่งแทน จะมีโอกาสได้รับสารก่อมะเร็งน้อยกว่า รวมทั้งควรกินอาหารประเภทผัก ผลไม้ มากๆ เนื่องจากผักและผลไม้จะมีเส้นใยไฟเบอร์ที่สามารถดูดสารพิษออกมาจากร่างกายได้ และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดการเกิดมะเร็งได้ด้วย

แม้ว่าเรื่องของการกินอยู่กับวัฒนธรรมจะเป็นเรื่องที่แยก จากกันไม่ออก โดยเฉพาะคนในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย จะชอบบริโภคอาหารหมัก อาหารดอง เช่น ปลาหมักเกลือตากแห้ง

ซึ่งต่อมามีการวิจัยพบว่า คนจีนซึ่งนิยมบริโภคผักกาดดองเค็ม มีอัตราการป่วยด้วยโรคมะเร็งโพรงหลังจมูกสูงกว่าคนชาติอื่นๆ และยังพบด้วยว่า การกินอาหาร หมัก ดอง มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งกระเพาะ อาหารและมะเร็ง หลอดอาหาร

งานวิจัยล่าสุดของสถาบันมะเร็งแห่งชาติชี้ชัดว่า การบริโภคผักดองเค็ม ร่วมกับยาสูบและแอลกอฮอล์มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งโพรงหลังจมูก และมะเร็งหลอดอาหาร

ทั้งนี้ เพราะผักดองที่นิยมกินกันนั้น มักมีการเติมสารเอมีนชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดการก่อมะเร็งไนโตรซามีน

อีกอย่างหนึ่งที่เป็นอันตรายสำหรับการกินอาหารก็คือ การแต่งสี แต่งกลิ่นอาหาร ทำให้มีความหอม น่ารับประทาน ซึ่งในการสำรวจพบว่า สีและกลิ่นที่นำมาใช้กับอาหารที่ไม่ใช่สีหรือกลิ่นจากธรรมชาติ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย ทางที่ดีจึงควรใช้สีและกลิ่นจากธรรมชาติจะดีกว่า

จะเห็นได้ว่า ภาวะสุขภาพและความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นผลมาจากการกินตามใจปากมากกว่าที่ร่างกายต้องการแทบทั้งสิ้น

หากเป็นไปได้ ปี 2550 น่าจะเป็น ปีแห่งการเริ่มต้นของการปฏิวัติสุขภาพ

เราพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงกันมามากแล้ว อาจถึงเวลาที่จะต้องเริ่มต้นเรียนรู้วิถีแห่งการมี "สุขภาพที่พอเพียง"

รู้จัก "กินอยู่อย่างรู้เท่าทัน" เพื่อสร้าง "ระบบภูมิคุ้มกันให้ชีวิต" กันเสียที

Relate topics

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว