สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

เรียนรู้ท่าทางสื่อสารจากลูกน้อย

by wanna @13 ธ.ค. 49 13:05 ( IP : 124...84 ) | Tags : สาระน่ารู้
photo  , 200x238 pixel , 31,750 bytes.

"ใครหนอรักเราเท่าชีวัน ใครหนอใครกันให้เราขี่คอ" หลายคนคงคุ้นเคยกับเพลงนี้ และก็คงทายได้ว่า คนที่เอ่ยถึงในเพลงนี้เป็นใครกัน คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ที่เฝ้าทะนุถนอมเลี้ยงดูเราตั้งแต่เล็กจนโต คอยให้กำลังใจในยามที่ท้อแท้ สรรหาและมอบแต่สิ่งดีๆ ให้เราเสมอมา โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ

สถาบันพัฒนาการและการเรียนรู้จิมโบรี เพลย์ แอนด์ มิวสิค ร่วมกับนิตยสาร เรียล พาเรนต์ติ้ง และโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท จัดการเสวนา "การสื่อสารด้วยท่าทาง เบบี้ ไซน์" กิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ที่เกิดประโยชน์ต่อคุณพ่อคุณแม่สูงสุด ในการช่วยเสริมสร้างการใช้ภาษาท่าทางให้ลูกน้อยก่อนวัยพูดได้

ศ.ดร.ซูซาน กู๊ดวิน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยาและพัฒนาการเด็ก จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ผู้ริเริ่มแนวความคิดในการใช้ภาษาท่าทางกับเด็กเล็กที่อยู่ในช่วงวัยก่อนพูดได้ กล่าวว่า เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ที่เธอสนใจทำงานวิจัยในด้านพัฒนาการเด็กเล็ก และร่วมกับ ดร.ลินดา เขียนหนังสือ บทความทางวิชาการที่เกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก เช่น เบบี้ ไซน์ เบบี้ มายด์ และ เบบี้ ฮาร์ท

"การฝึกใช้ภาษาท่าทางกับเด็ก สามารถทำได้ทุกวันทุกเวลาในชีวิตประจำวัน การใช้ภาษาท่าทางนี้ ยังทำให้เด็กพูดได้เร็วกว่าเดิม รู้จักคำศัพท์ และสร้างประโยคได้ยาวกว่าเมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีให้เด็กได้ในหลายๆ ด้าน ตั้งแต่ลดความตึงเครียดของผู้ปกครอง อันเกิดจากการสื่อสารกับลูกน้อยไม่รู้เรื่อง ช่วยให้เด็กสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ดูแล และส่งเสริมความผูกพันภายในครอบครัวได้อีกด้วย" ศ.ดร.ซูซาน กล่าวถึงประโยชน์ของการสื่อสารด้วยท่าทาง

ศ.ดร.ซูซาน ยังกล่าวด้วยว่า การที่ผู้ปกครองเริ่มใช้ภาษาท่าทางกับเด็กก่อน ทำให้เด็กอยากเริ่มที่จะมีพัฒนาการทางด้านอื่นๆ ต่อไป เช่น การคลานสืบเนื่องไปถึงการเดิน เพราะเด็กที่เริ่มคลานได้จะทำให้เขาอยากเดินได้ในขั้นต่อไป

ด้าน อัญชลี สุขภัทราภิรมย์ คุณแม่น้องใบเตยวัย 1 ขวบ 4 เดือน เล่าว่า เธอใช้ท่าทางในการสื่อสารกับลูกสาวก่อน โดยเริ่มจากการชี้สิ่งต่างๆ เพื่อให้เขารู้จักในสิ่งนั้น แล้วพอกลับมาถามใหม่ ลูกตัวน้อยก็จะสามารถบอกได้ว่า สิ่งที่เธอชี้เมื่อกี๊อยู่ตำแหน่งไหน โดยการใช้สายตามองไปที่สิ่งนั้น

"สมมติถ้าคุณแม่ชี้ไปที่ปลาแล้วบอกเขาว่านี่คือปลา พอกลับมาถามใหม่ว่าปลาอยู่ไหน เขาก็จะมองไปที่ปลา เพื่อจะบอกเราว่าปลาอยู่ที่นี่ สิ่งนี้ที่ทำให้คุณแม่คิดว่า ถ้าน้องได้เริ่มเรียนรู้อะไรเพิ่มในวัยนี้ เขาก็สามารถที่จะเรียนรู้ได้เร็วกว่าพัฒนาการของเด็กที่ควรจะเป็นได้ เลยสนใจที่จะหาแหล่งเรียนรู้ใหม่ๆ ให้เขา" คุณแม่น้องใบเตย เล่าถึงพฤติกรรมลูกสาว

หลังจากที่น้องใบเตยได้เข้าเรียนที่จิมโบรี อัญชลี บอกว่า ท่าทางที่ลูกสาวได้เรียนรู้เป็นท่าแรก คือ การทำท่ากิน โดยการเอามือขึ้นมาที่ปากคุณแม่ ก็จะสื่อสารกับเขาเข้าใจว่านี่คือการกิน จากนั้นเมื่อพาลูกสาวกลับมาบ้าน จะสามารถสอนทบทวนให้เขาได้ เพราะเธอมีโอกาสเข้าไปอยู่ในระหว่างที่ลูกสาวเรียนรู้ด้วย ทำให้เธอทราบถึงเทคนิคในการสอนว่า จะต้องเริ่มจากตรงไหนก่อน ซึ่งทุกวันนี้ลูกสาวของเธอก็ทำท่าทางได้ดีและชัดเจนยิ่งขึ้น

ด้าน เสาวณีย์ เอลลิสัน คุณแม่ลูกชายน้องเบนจี้วัย 1 ขวบ 1 เดือน เล่าว่า ก่อนที่ลูกชายจะเริ่มเข้าเรียนที่จิมโบรี เธอจะใช้การสื่อสารท่าทางแรกกับลูกชาย คือ การอ่านหนังสือ โดยการแบมือทั้งสองข้าง แล้วบอกว่านี่คือการอ่านหนังสือ ซึ่งลูกชายของเธอก็จะเข้าใจและสามารถทำได้เมื่อเธอถามเขาในครั้งต่อไป

"ที่คุณแม่เลือกการอ่านหนังสือมาเป็นท่าแรก เพราะที่บ้านจะชอบอ่านหนังสือกันมาก อ่านเป็นประจำทุกวัน และจะอ่านให้น้องฟังก่อนนอนทุกคืน เลยเป็นสิ่งที่เขาเห็นเป็นประจำและคุ้นตา จริงๆ แล้วน้องเบนจี้เริ่มเข้าใจในการแสดงท่าทางเหล่านี้ตั้งแต่อายุประมาณ 8 เดือน แต่เริ่มทำท่าทางเอกได้ตอนประมาณ 10 เดือน" คุณแม่น้องเบนจี้ เล่าอย่างภาคภูมิใจ

เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่คุณแม่ทั้งสองต้องทำเป็นประจำ คือ หลังจากฝึกให้ลูกทำท่าทางต่างๆ คือ การชมเชย ว่า "เก่งมาก" เสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้ลูกรู้สึกภาคภูมิใจ และผู้เป็นแม่ก็รับรู้ได้ถึงความพยายามของลูกน้อยด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น การสื่อสารด้วยท่าทางยังมีอีกมากมาย ที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวัน เช่น การสระผม คือการเอามือขึ้นมาทำท่าสระผม การถูสบู่ คือ การเอามือมาถูที่ตัว การแปรงฟัน คือ ยกนิ้วขึ้นมาทำท่าแปรงฟัน การใส่หมวก คือ การเอามือขึ้นมาทำท่าใส่หมวก ฯลฯ

ทั้งนี้ เบบี้ ไซน์ จึงเปรียบเสมือนหน้าต่าง ที่พ่อแม่สามารถมองเข้าไปในจิตใจของลูก ว่าต้องการอะไร และตัวลูกก็สามารถบอกถึงความต้องการของเขาได้เช่นเดียวกัน เพราะการสื่อสารสำคัญแบบนี้ เห็นทีคนในครอบครัวคงต้องหันมาสื่อสารกันบ่อยมากขึ้นซะแล้ว เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวนะคะ

ที่มา คมชัดลึก

Comment #1
กอน (Not Member)
Posted @13 ก.ย. 50 15:16 ip : 61...247

Comment #2
กอน (Not Member)
Posted @13 ก.ย. 50 15:17 ip : 61...247

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว