โดย บ้านเมืองออนไลน์ เมื่อเวลา 9:25:00 วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2549
คอลัมน์ : ชีวิตและสุขภาพ : เรื่องต้องห้ามที่ต้องรู้-เพศศึกษา (ตอน 2)
ในตอนที่ 2 นี้เป็นความรู้ต่อเนื่องจากตอนที่ 1 เรื่องการสอนเพศศึกษาให้กับเด็กปฐมวัยช่วงอายุ 6-8 ปีดังนี้
*กรณีลูกเอาหนังสือโป๊มาดู
ก่อนอื่นพ่อแม่ต้องเข้าใจธรรมชาติ ความอยากรู้อยากเห็นของเด็กไม่ควรตำหนิหรือดุว่า แต่ควรจะสอนหรือแนะนำให้เด็กรู้จักเลือกสื่อเพื่อการศึกษา ไม่ใช่สื่อเพื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ และน่าจะถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการอธิบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจจากวัยเด็กเป็นผู้ใหญ่ หรือการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาในด้านต่างๆ เพราะเด็กให้ความสนใจและมีความอยากรู้ การที่เด็กได้รับความรู้จากพ่อแม่หรือครูไม่เพียงพอ เด็กก็จะแสวงหาเอง ซึ่งอาจจะรับสื่อที่ไม่เหมาะสมส่งผลให้เด็กมีความรู้และทัศนคติตลอดจนพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องได้
*กรณีที่ลูกไม่พอใจกับเพศของตนเอง
กรณีที่ลูกไม่พึงพอใจกับเพศของตนเองนั้น พ่อแม่ควรพิจารณาบทบาททางเพศของตนเองว่า ได้เป็นตัวอย่างที่ดีในบทบาททางเพศแล้วหรือยัง ถ้ายังต้องปรับปรุงที่พ่อแม่ แต่ถ้าพ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีแล้วก็ควรพิจารณาประเด็นบุคลิกภาพของเด็กและการเลี้ยงดู เนื่องจากเด็กที่มีความภูมิใจในตนเองหรือเชื่อมั่นในตนเอง จะมีความพึงพอใจในตนเอง มีความนับถือตนเอง และพึงพอใจต่อเพศของตนเองด้วย ดังนั้น พ่อแม่ควรจะเลี้ยงดูและส่งเสริมให้เด็กมีความภูมิใจในตนเอง โดยให้โอกาสแก่เด็กในการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ในสิ่งที่เด็กสนใจ แสดงการยอมรับและชื่นชมเมื่อเด็กทำสิ่งที่ดี ไม่เยาะเย้ยหรือทำให้เด็กอับอาย ฯลฯ
สัมพันธภาพ สัมพันธภาพที่เหมาะสมกับผู้อื่น เช่น ครู เพื่อน ญาติ (การให้-การรับ)
ทักษะส่วนบุคคล
-ทักษะการปฏิเสธ (คำชวน, การรับของจากคนแปลกหน้า/คนใกล้ชิด)
-ทักษะการขอความช่วยเหลือ โดยสถานการณ์แตกต่างจากระดับอนุบาล
*การสอนลูกเรื่องระวังคนแปลกหน้า
พ่อแม่ไม่ควรพูดให้น่ากลัว ทำให้เด็กตื่นกลัวไปด้วย ควรสอนด้วยท่าทีปกติ เพื่อให้ลูกรู้จักระวังตัวไว้บ้าง โดยสอนลูกว่า ห้ามออกไปไหนกับคนแปลกหน้าโดยที่พ่อแม่ไม่ได้อนุญาต และไม่ควรรับของขวัญหรือขนมจากคนที่ไม่รู้จัก การเตือนลูกเรื่องภัยทางเพศ วิธีที่ดีที่สุดคือให้สอดแทรกขณะพูดคุยเรื่องเพศและร่างกายของคนเรากับลูก อธิบายธรรมดาๆ ว่าอวัยวะเพศเป็นของสงวน ทุกคนจึงต้องสวมเสื้อผ้าปกปิดไว้ บอกให้รู้ว่าลูกปฏิเสธได้ถ้าไม่ชอบให้ใครมาถูกเนื้อตัวแม้จะเป็นผู้ใหญ่หรือญาติกันก็ตาม แม้ว่าคนร้ายส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย แต่ทั้งเด็กชายและเด็กหญิงก็มีโอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อทางเพศได้เท่าๆ กัน
อาการที่บ่งบอกว่าเด็กอาจถูกกระทำทางเพศ เช่น มีบาดแผลหรือเจ็บที่ทวาร มีระดูขาว เซื่องซึม ไม่สุงสิงกับใคร นอนไม่หลับ หรือมีความรู้เรื่องเพศผิดวิสัย หากมีอาการเหล่านี้อาจปรึกษาแพทย์หรือขอคำแนะนำจากศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก
*ข้อควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยของลูก
-ปล่อยลูกให้อยู่กับคนที่เรารู้จักและไว้ใจได้เท่านั้น
-มีบุคคลที่จะติดต่อได้ในกรณีฉุกเฉิน บอกลูกและแจ้งให้ทั้งครูและพี่เลี้ยงทราบว่าบุคคลนั้นเป็นใครและติดต่อได้ที่ไหน
-บอกลูกให้เข้าใจชัดเจนว่า ถ้าจะให้ใครไปรับที่โรงเรียนแทน
-เตือนลูกว่าถ้าลูกพบเห็นใครมีพฤติกรรมแปลกๆ หรือพยายามแตะต้องตัวลูก โดยที่ลูกไม่ชอบ ขอให้เล่าให้พ่อแม่ฟังทุกครั้งด้วย
-ให้ลูกพกเหรียญหยอดโทรศัพท์หรือบัตรโทรศัพท์ติดตัวไว้ ให้ลูกท่องหรือจดเบอร์โทรศัพท์ของท่านไว้ และบอกลูกว่าถ้าเกิดเหตุด่วนแล้วติดต่อใครไม่ได้ให้แจ้งตำรวจที่ 191
-สอนลูกว่าไม่ต้องกลัวที่จะร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ หรือวิ่งหนีคนที่ข่มขู่หรือทำร้ายลูก เพราะอาจมีเด็กบางคนไม่กล้าดื้อกับผู้ใหญ่
น.พ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์
Relate topics
- การแยกขยะ มาตรวัดกึ๋นท้องถิ่นบ้านเรา/คอลัมน์...ได้อย่าง ไม่เสียอย่าง
- 'บุหรี่' เลิกไม่ยาก
- "ใช้เน็ตแบบปลอดภัย" โดย Security-in-a-Box
- เหตุผลที่พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืน
- ขนมบรรจุซอง ภัยร้ายใกล้ตัวเด็ก
- ปากคำ"แพทย์"เหยื่อพริตตี้ กลยุทธ์ขายยาล้ำ"จริยธรรม"
- เปิดโลกการอ่าน ตอนโลกการ์ตูน
- ระวัง ‘พริกน้ำปลา’ ภัยร้ายผู้สูงวัย มีโซเดียมเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด
- กระบวนการสอนสร้างอนาคตร่วมกัน - Future Search Conference (F.S.C.)
- เด็กไทยเห็นแก่ตัว “ให้” ไม่เป็น
แอน (Not Member)