สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

ดัน พรบ. ลดสารเคมี.. สู่อาหารปลอดภัย

by wanna @24 พ.ย. 49 15:36 ( IP : 222...214 ) | Tags : ข่าวสุขภาพประจำวัน
photo  , 200x200 pixel , 11,777 bytes.

เพื่อสุขภาพและลดการเจ็บป่วยของคนไทยในอนาคต

            มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ(มสช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสนร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดเวทีเพื่อพัฒนานโยบายควบคุมการใช้สารเคมีทางการเกษตรสู่อาหารปลอดภัย โดยน.พ.สมศักดิ์ ชุณหรัศม์ เลขาธิการมสช. กล่าวว่า 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยและทั่วโลกเคยมีปัญหาเรื่องเด็กขาดสารอาหาร แต่ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวเปลี่ยนไปเป็น เด็กกินอาหารเกินไปจนกระทั่งมีปัญหาเรื่องอ้วน

สรุปคือสภาพปัญหาการบริโภคในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปเป็น การบริโภคอาหารแบบเกินพอดี ไม่นับรวมเรื่องการบริโภคอาหารแบบไม่ได้สัดส่วนคือ บริโภค หวาน มัน เค็ม มากเกินไป สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งอีกประการคือ การปนเปื้อนของสารเคมีในอาหาร เป็นเหตุให้เกิดการเจ็บป่วยจำนวนมาก


          ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ ผู้อำนวยการโครงการนโยบายสาธารณเพื่อความปลอดภัยด้านอาหารและเศรษฐกิจการค้าที่ยั่งยืน คณะเศรษฐศาสร์ จุฬาฯ กล่าวว่า หลายคนอาจจะดีใจ โดยคิดว่าประเทศไทยมีรายได้จากการส่งสินค้าด้านการเกษตร โดยเฉพาะข้าวและผักผลไม้ต่างๆได้เงินเข้าประเทศปีละมหาศาล พ่อค้าหลายคนมีกำไรร่ำรวย

แต่ไม่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ การขาดทุนทางการจัดการสิ่งแวดล้อม และสุขภาพประชาชนในอนาคต เพราะ 70 % ของสินค้าเกษตรส่งออกนั้นต้องพึ่งพาน้ำและสารเคมี โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลงจำนวนมาก มีการสำรวจพบว่า สารเคมีเหล่านั้นตกค้างอยู่ในธรรมชาติทั้งในดินและน้ำ ในอนาคตประเทศไทยจะต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก เพื่อแก้ปัญหาที่จะเกิดมากับสารพิษตกค้างเหล่านี้

            "เราเคยประเมินกันว่า แต่ละปีภาครัฐสูญเสียงบประมาณในการดูแลผู้ป่วย ที่เจ็บป่วยจากสารเคมี ยาฆ่าแมลงปีละ 5,000 ล้านบาท มีเกษตรกรเจ็บป่วยจากอาการสารพิษตกค้างในร่างกายเพิ่มขึ้นจาก 10 ปีที่ผ่านมา ถึง 10 % หากเราไม่ยอมปรับพฤติกรรมการใช้สารเคมี และรัฐไม่จริงจังกับนโยบายการละ ลดเลิกสารเคมีทางด้านการเกษตร ในอนาคตประเทศไทยและคนไทยเองจะเจ็บป่วย และสิ่งแวดล้อมจะย่ำแย่มากกว่าที่เป็นอยู่มาก" ดร.ตีรณกล่าว


            ดร.ตีรณกล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกหันมาสนใจสินค้าออร์แกนิก หรือเกษตรธรรมชาติที่ไม่ใช้สารเคมีมากขึ้น เหตุผลหนึ่งคือ คนมีรายได้มากขึ้น ยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้สินค้าที่ปลอดภัยจากสารเคมีทำให้ตลาดสินค้าเหล่านี้โตขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ 15-30 % ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี จากเดิมที่ของเหล่านี้จะมีขายอยู่แค่ในสหกรณ์ เวลานี้กลับแพร่หลายเข้าไปในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ทุกแห่ง ในแง่การส่งสินค้าเกษตรออกนอกประเทศ ถ้าประเทศไทยไม่คำนึงเรื่องเหล่านี้ในอนาคต สินค้าเกษตรอาจจะมีปัญหา เพราะหลายประเทศจะเข้มงวดเรื่องการปนเปื้อนสารเคมีมากขึ้น

            "ประเทศคู่แข่งสินค้าเกษตรที่น่ากลัวอย่างยิ่งของเราคือกัมพูชา เพราะบ้านเขามากกว่าครึ่งของสินค้าเกษตรที่ส่งอออกทั้งหมดปลอดสารเคมี 100 % สินค้าเหล่านี้กำลังได้รับความนิยมจากทั่วโลก" ดร.ตีรณกล่าว

            ด้านผศ.สถิตพงศ์ ธนวิริยกุล ผู้ประสานงานโครงการเดียวกัน กล่าวว่า จะรอให้รัฐบาลชุดใหม่ออกมาตรการและร่างกฎหมายฉบับใหม่เพื่อลดละเลิกการใช้สารเคมีในภาคเกษตร คงไม่ทันการ ทีมงานในโครงการฯจึงได้ช่วยกันร่างและกำหนดกรอบกฎหมาย เพื่อควบคุมการใช้สารเคมีขึ้นมา ภายใต้ร่างพ.ร.บ.การควบคุมการใช้สารเคมีทางการเกษตรขึ้นมา

            "มาตรการอย่างหนึ่งที่เราช่วยกันเสนอภายใต้ร่างกฎหมายฉบับนี้คือ มาตรการด้านภาษี สำหรับผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้นำเข้า และผู้จำหน่าย คือ จากพื้นฐานเดิม ที่รัฐต้องเสียเงินในการดูแลสุขภาพประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสารเคมีปีละ 5,000 ล้านบาท

ดังนั้นการเก็บภาษี และค่าทำเนียม การทำธุรกิจสารเคมีเพื่อการเกษตรอาจจะต้องอิงกับตัวเลขดังกล่าว เช่น กรมสรรพสามิต จะต้องเก็บภาษีและค่าทำเนียมต่างๆตามระดับความรุนแรงของสารเคมีนั้นๆ เช่น สารเคมีที่ร้ายแรงมาก 20 % ร้ายแรง 15 % ปานกลาง 10 % และ ร้ายแรงน้อย 5 % ของมูลค่าการซื้อขาย นอกจากนี้ต้องกำหนดให้เจ้าของร้านขายสารเคมีเพื่อการเกษตรเหล่านี้ ไปฝึกอบรมความรู้เรื่องนี้ เพื่อให้คำแนะนำแก่ประชาชนให้ถูกต้อง รวมทั้งมีใบอนุญาตการจำหน่าย และต้องต่ออายุทุกปี" ผศ.สถิตพงศ์กล่าว

            ผศ.สถิตพงศ์กล่าวว่า สำหรับการบริหารรายได้จากเงินภาษีเหล่านี้ จะต้องนำไปตั้งเป็นกองทุนส่งเสริมเกษตรกรธรรมชาติ หรือเกษตรกรยั่งยืน เพราะเกษตรกรรมธรรมชาติให้ประโยชน์กับสังคมอย่างกว้างขวาง ทั้งเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการลงทุนทางสังคม ทั้งนี้ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเร่งร่างให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาประกาศใช้ต่อไป

ที่มา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

Relate topics

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว