เรื่องสารเคมีเกษตรเป็นเรื่องใหญ่และมีข้อถกเถียงกันมาก เรียกได้ว่าพูดได้อีกยาวโดยยังไม่มีใครหาข้อสรุปได้ เพราะว่าตอนนี้กระแสเรื่องของเกษตรอินทรีย์มาแรง
แล้วก็มีผลกระทบไปถึงเรื่องของการใช้สารเคมีทางการเกษตรในวงกว้างโดยไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าจะต้องเป็นสารที่มีอันตรายเท่านั้น แต่ตอนนี้ครอบคลุมไปถึงเรื่องของปุ๋ยเคมีอีก ซึ่งหากไม่ทำความเข้าใจกันให้ดี ผลเสียหายก็คงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ผมได้เคยให้ความเห็นไว้แล้วว่าเกษตรอินทรีย์เป็นของดี แต่ว่าการที่เราจะก้าวเข้าไปสู่ตรงนั้นได้ ต้องอาศัยเวลาและความเข้าใจ
ที่สำคัญคือ ไม่ได้หมายความว่าทั้งประเทศต้องมีการผลิตตามระบบเกษตรอินทรีย์ เพียงแต่ว่าใครก็ตามที่สามารถทำได้ก็ควรส่งเสริมให้ทำ แต่ไม่ควรผลักดันให้ทั้งประเทศเดินไปในทางเดียวกันหมด โดยมาตรการกีดกันหรือห้ามนำเข้าสารเคมีเกษตรซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตของการเกษตรทั่วไป และอย่างยิ่งคือความเข้าใจเกี่ยวกับปุ๋ยเคมี หากผลักดันให้เลิกใช้เลย น่าจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
เนื้อหาในข่าวสารของสมาคมพืชสวนที่เขียนโดย รศ.วิจิตร วังใน เมื่อปีที่แล้วบอกว่าสารเคมีเกษตรก็เหมือนกับยาแผนปัจจุบัน ซึ่งในหลายกรณีสามารถแก้ไขโรคภัยได้ทันเวลาและตรงตามความต้องการ
ส่วนอีกกรณีหนึ่งคือเรื่องของภูมิปัญญาเดิมที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้สมุนไพรในการกำจัดศัตรูพืช ซึ่งตอนนี้กลับมาได้รับความสนใจอีก และต่อยอดไปถึงเรื่องการทำน้ำหมักหรือสารชีวภาพต่างๆ ออกมาขายกันโดยมีแรงโฆษณา ประกอบกับกระแสสังคมที่ผลักดันให้มีการใช้สารเหล่านี้มาแทนสารเคมีที่เราใช้กันอยู่
ความจริงแล้วหากหยิบมาใช้ถูกต้องก็อาจทดแทนกันได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าแทนได้ทั้งหมดหรือทุกอย่าง ก็เหมือนยาแผนปัจจุบันที่เราใช้กันอยู่ที่หลายกรณีอาจดีกว่ายาแผนโบราณที่เราเคยทราบกันมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้ยาแผนปัจจุบันเหล่านั้นในทุกกรณี เรียกได้ว่าไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ แต่ใช้ให้ถูกเวลาและโอกาสเหมาะสม
ตอนนี้กระแสการต่อต้านสารเคมีเป็นไปอย่างกว้างขวางโดยผ่านสื่อต่างๆ และวงสัมมนาทางวิชาการหลายวง ซึ่งสร้างความสับสนและเข้าใจผิดมากกว่าการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยหยิบยกแต่ข้อเสียของการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งความจริงแล้วเป็นปัญหาจากการที่นำไปใช้อย่างผิดๆ หรือใช้มากเกินควรโดยปราศจากความควบคุม
ผลก็คือ กลายเป็นว่าสารเคมีเหล่านั้นคือผู้ร้าย โดยไม่ได้มองเลยว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวสารเคมี แต่อยู่ที่ตัวคนนำไปใช้มากกว่าซึ่งยังขาดความรู้และความสามารถในการจัดการ การแก้ที่ปลายเหตุคือตัวสารเคมีจึงไม่น่าจะช่วยให้การผลิตทางการเกษตรของเราดีขึ้นได้
ปัญหาขณะนี้คือมีการใช้สารเคมีในทางที่ผิด และใช้มากเกินความจำเป็น สิ่งเหล่านี้คือจุดที่ควรได้รับการแก้ไข โดยผลักดันให้เข้าสู่จุดสมดุลมากกว่าที่จะผลักดันให้เลิกการใช้สารเคมีไปเลย ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว เป็นไปได้ยาก และไม่น่าก่อให้เกิดผลดีในระยะยาว
ดังนั้นหากมีการจัดการที่ดีก็น่าจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ซึ่งคงต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ความจริงถ้าจะฝันให้ไกลไปเลยก็คือ ต่อไปนี้สารเคมีการเกษตรน่าจะต้องได้รับการควบคุมเหมือนกับยาอันตรายที่ใช้กับคน
ข้อเสนอของผมก็คือการจัดระเบียบสารเคมีการเกษตรเสียใหม่ เช่น จัดกลุ่มสารเคมีเกษตรออกเป็น 2-3 ประเภท คือกลุ่มยาสามัญ ที่ไม่ค่อยมีอันตรายต่อคนและสภาพแวดล้อม จึงหาซื้อและใช้ได้โดยไม่ต้องมีการควบคุม นั่นก็คือเกษตรกรสามารถหาซื้อมาใช้ได้เองทั่วไป
ส่วนประเภทที่มีอันตรายมาก ก็ให้อยู่ในประเภทสารที่ต้องควบคุม เกษตรกรจะเข้าถึงยาเหล่านี้ได้ยากขึ้น และการใช้ก็จะต้องได้รับการอบรมเป็นอย่างดี หรือแม้กระทั่งเกษตรกรทั่วไปไม่มีสิทธิใช้ นอกจากผู้ที่ได้รับการรับรองหรือขึ้นทะเบียนแล้วว่าเหมาะสมที่จะใช้สารเหล่านี้ได้ เหมือนอย่างที่ต่างประเทศบางประเทศทำกันอยู่ และก็แน่นอนว่าเกษตรกรทั่วไปที่ผลิตกันเล็กๆ น้อยๆ คงไม่มีสิทธิหาซื้อยาเหล่านี้มาใช้เองได้
หากทำได้อย่างนี้ก็รับรองได้ว่าปัญหาการใช้สารเคมีในทางที่ผิดก็น่าจะหมดไป แต่ว่าเมื่อไรจะถึงวันนั้นก็ไม่มีใครทราบได้ครับ
โดย - พีรเดช ทองอำไพ
ที่มา คมชัดลึก
Relate topics
- อีกหนึ่งอุดมการณ์ สานความตั้งใจฟื้นฟูวิถีชาวนาไทยแห่งลุ่มน้ำคลองภูมี
- เปิดตัวสำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม 4 ก.พ.นี้
- ออกปากดำนาภูมิปัญญา - ห้องเรียนท้องนา
- สัญจรสภาความร่วมมืออาหารปลอดภัยโซนคาบสมุทรสทิงพระ อ.กระแสสินธุ์
- รายงานการประชุมคณะทำงานประเด็นเกษตรและอาหารที่เอื้อต่อสุขภาพ ประจำเดือนมิถุนายน
- "สะตอ" ผักพื้นบ้านภาคใต้มากประโยชน์
- เร่งดันผลิต 'เกษตรอินทรีย์' รองรับตลาดโลก 1.3 ล้านล้านบาท
- พบ16กลยุทธ์เคมีเกษตรทำชาวนา-ผู้บริโภคตายผ่อนส่ง
- กรมวิชาการเกษตรชี้ปลูกพืชGMOเพื่อศึกษาวิจัย-ยันมีมาตรการคุมเข้ม
- กรมวิชาการฯแนะ5กรรมวิธี คุมวัชพืชสวนยางไม่พึ่งสารเคมี
อยากรู้ (Not Member)