7 กันยายน 2549 16:46 น. กรุงเทพธุรกิจ
ลอนดอน - ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ความโกรธเป็นอารมณ์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดอย่างหนึ่ง และทำร้ายร่างกายได้อย่างสาหัส
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : การบริหารจัดการความโกรธต้องเริ่มที่การยอมรับว่าตนเองคือต้นเหตุของปัญหาและไม่โทษผู้อื่น ดร.อลัน วัตกินส์ อาจารย์เกียรติคุณอาวุโส คณะประสาทและจิตวิทยา อิมพีเรียลคอลเลจ กล่าวว่า คนทำงานเกือบครึ่งหนึ่งยอมรับว่าหัวเสียในที่ทำงานเป็นประจำ ขณะที่คนส่วนใหญ่ตกเป็นฝ่ายรองรับอารมณ์โกรธและได้พบเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ในที่ทำงาน คนที่ระเบิดอารมณ์ใส่ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นคำพูด ทางร่างกายหรือทำลายข้าวของ จะมีระดับฮอร์โมนอะดรีนาลีนสูงมาก เสี่ยงเกิดความดันโลหิตสูง และหลังจากระเบิดอารมณ์ไปแล้วอาจรู้สึกดีขึ้นแต่ความเสียหายที่ตามมาคือสุขภาพของตนเอง หน้าที่การงานและสัมพันธภาพกับผู้อื่น
ดร.วัตกินส์ยกตัวอย่างว่า ถนนคือที่ที่ผู้คนโมโหฉุนเฉียวมากที่สุด คนขับรถไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 พบเจอเหตุการณ์ที่สืบเนื่องมาจากความโกรธ และ 1 ใน 4 ยอมรับว่าบันดาลโทสะขณะขับรถ กลุ่มคนขี้โมโหส่วนใหญ่อายุ 25-30 ปี ขณะที่วัยรุ่นอายุ 16-24 ปีราวครึ่งหนึ่งจะแสดงพฤติกรรมแย่ ๆ หากแฟนแสดงพฤติกรรมเช่นนั้นก่อน ส่วนคนอายุ 55 ปีขึ้นไปจะแก้แค้นเช่นนี้มีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น
นอกจากนี้ยังพบว่าทั้งผู้ชายและผู้หญิงขี้โมโหไม่แพ้กัน แต่จะแสดงความโมโหต่างกัน ดร.วัตกินส์แบ่งความโกรธเป็น 6 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ ประเภทระเบิดอารมณ์ ประเภทเถียงคอเป็นเอ็น ประเภทชอบตัดสินวิจารณ์ผู้อื่น ประเภทนิ่งเฉยไม่ช่วยเหลือ ประเภทใจร้อนแบบวัยรุ่นและประเภทโกรธแล้วกิน ดร.วัตกินส์ แนะว่า การบริหารจัดการความโกรธแต่ละประเภทต้องเริ่มที่บุคคลผู้นั้นต้องยอมรับว่าตนเองคือต้นเหตุของปัญหาและไม่โทษผู้อื่น
Relate topics
- 28 มกราคม 55 - เปิดตลาดนัดสุขภาพสายใยชุมชน
- ผลวิจัยคุณภาพชีวิตรอบโรงงานเปรียบเทียบในจะนะ
- ชวนลูก จูงหลาน ขี่รถ แลเขาคูหา
- ชวนชาวสงขลาร่วมช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยคาบสมุทรสทิงพระ
- สมัชชาสุขภาพกับการพัฒนาประเทศ
- ห้องเรียนท้องนาจะเปิดเรียนแล้วนะ
- 19 ส.ค. 53 13.30-15.30 น. ถ่ายทอดสดคลินิกทางไกล จากศูนย์เรียนรู้ สจรส. มอ.
- ขอเชิญร่วมโครงการเดินเพื่อสันติปัตตานี
- รางวัลสนับสนุนชุมฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า
- รวมน้ำใจเพื่อช่วยสร้างอาคารใหม่ "มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค” เหยื่อป่วนเผาเมือง