อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพาราที่สร้างรายได้ให้ประเทศปีละหลายพันล้านบาท อีกทั้งก่อนหน้านี้มีอนาคตที่สดใส แต่ปัจจุบันกลับต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบป้อนโรงงาน ปัจจัยสำคัญหนึ่งเป็นผลมาจากราคายางที่ยังอยู่ในระดับที่ชาวสวนยังพอใจและไม่เร่งรีบที่จะโค่นไม้ยางเพื่อป้อนโรงงานในขณะนี้นั่นเอง
นายมนัส ศุภชีวะกุล เลขานุการชมรมอุตสาหกรรมไม้ยางพารา จ.ยะลา เปิดเผยว่า ปัจจุบันนี้ผู้ประกอบกิจการเกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรมไม้ยางพาราเกิดการชะลอตัวลงพอสมควร ทั้งนี้เนื่องจากไม่มีวัตถุดิบป้อนโรงงาน โดยเหตุผลหลักน่าจะมาจากราคายางพาราดีขึ้นกว่าที่ผ่านมาอย่างมาก จนเกษตรกรไม่กล้าตัดสินใจที่จะตัดต้นยางขายเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันยอมรับว่า เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ก็ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมไม้ยางเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพราะเกษตรกรไม่สามารถเข้าไปโค่นไม้ยางมาจำหน่ายได้ และจากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้โรงงานที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ปิดตัวลงบ้างแล้ว เพราะไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบมาป้อนให้โรงงานได้
แม้ว่าราคายางพาราจะลดลงมาระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถเพิ่มพื้นที่โค่นยางให้กับภาคเอกชน หรือกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางได้เลย โดยเฉพาะกลุ่มที่ประกอบธุรกิจในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากสมาชิกของสมาคมธุรกิจไม้ยางพาราไทยเกือบทั้งหมดดำเนินธุรกิจอยู่ในเขตจังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา กระบี่ ตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และชุมพร ส่งผลให้ขณะนี้ต้องลดกำลังผลิตซึ่งมีผลกระทบทั้งวงจรต่ออุตสาหกรรมประเภทนี้
"โรงงานแปรรูปไม้ยางขนาดเล็กหลายรายในพื้นที่ภาคใต้หลายแห่งทยอยปิดตัว เนื่องจากไม่มีวัตถุดิบป้องโรงงาน แม้ว่าราคายางพาราจะลดลงในขณะชาวสวนยังปฏิเสธที่จะโค่นไม้ยางโดยได้ราคาสูงถึงไร่ละ 5 หมื่นบาทก็ตาม" นายมนัส ระบุ
นายมนัส ระบุว่า แม้วันนี้ราคายางพาราจะตกลงจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่เกษตรกรยังไม่มีทีท่าว่าจะตัดหรือโค่นไม้ยางที่มีอายุมากเลยแม้แต่น้อย เพราะต่างยังเชื่อว่าการกรีดเพื่อจำหน่ายน้ำยางในช่วงนี้ รวมไปถึงทำยางแผ่นดิบนั้นยังมีโอกาสดีกว่า
เลขานุการชมรมอุตสาหกรรมไม้ยางพารา จ.ยะลา ระบุว่า การผลิตไม้ยางพาราแปรรูปภายในประเทศปัจจุบันนี้มีกำลังการผลิตทั้งสิ้นประมาณ 3 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือคิดเป็นพื้นที่ปลูกไม้ยางพาราประมาณ 3 แสนกว่าไร่ ในขณะที่ความต้องการใช้ไม้ยางพาราแปรรูป 1.2 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งสร้างมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท ฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการในขณะนี้รัฐควรหันมาให้การช่วยเหลือ โดยมีนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมไม้ยางพาราเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมหลักของประเทศ
นอกจากนี้ต้องผลักดันสนับสนุนให้ไม้ยางพาราเป็นไม้ที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับทั่วโลก เช่นเดียวกับไม้โอ๊ค ไม้สน ไม้สัก และเป็นไม้ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม รวมถึงจัดให้มีกรีนบุ๊คไม้ยางพาราแปรรูปเพื่อให้เป็นมาตรฐานส่งเสริมให้มีการซื้อขายในตลาดสากลเช่นเดียวกับยางพารา และผลักดันให้มีการใช้ไม้ยางทุกระดับภายในประเทศให้หลากหลาย โดยเฉพาะในวัสดุก่อสร้างให้มากขึ้น
ที่สำคัญ คือ รัฐควรสนับสนุนให้มีการสงเคราะห์สวนยางตามระยะเวลาเพาะปลูก คือ รอบ 25-30 ปี โดยเสนอแนวทางเลือก ประกอบด้วย รัฐสนับสนุนงบประมาณให้เพียงพอ, รัฐจัดเก็บเงินสงเคราะห์จากส่วนที่เกี่ยวข้องต่างๆ จากยางพาราส่งออก 1.2 บาทต่อกิโลกรัม, จัดเก็บจากการตัดโค่นไม้ยางพาราไร่ละ 1,000-3,000 บาท, รัฐจัดเก็บเงินสงเคราะห์ ยางพาราส่งออก 1 บาทต่อกิโลกรัม, อุตสาหกรรมไม้ยางพาราส่งออกตามอัตราที่เหมาะสม อาทิ เฟอร์นิเจอร์ ไม้แปรรูป ปาร์ติเกิลบอร์ด เอ็มดีเอฟ และจัดทำแผนการปลูกไม้ยางเป็นไม้เศรษฐกิจ
นายวิเชียร หนูอุไร เจ้าของสวนยางพารารายหนึ่งใน จ.ปัตตานี เปิดเผยว่า มีสวนยาง 30 ไร่ โดยมีพ่อค้ารับซื้อไม้ยางหลายรายมาขอซื้อโดยเสนอราคาไร่ละ 6 หมื่นบาท เฉพาะยางที่อายุมากกว่า 20 ปี แต่ตอบปฏิเสธไปหลายครั้ง เพราะเชื่อว่าการกรีดเพื่อขายน้ำยางสดยังมีรายได้เฉลี่ยวันละ 2,000 บาท ดีกว่ารีบโค่นเพื่อรับเงินก้อนจากโรงงาน ที่สำคัญช่วงนี้ราคายางตกลงถือเป็นมูลเหตุปกติเพราะช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน จะเป็นเวลาที่ผลผลิตยางพาราออกสู่ตลาดมาก จึงเป็นธรรมดาที่อำนาจการต่อรองในการซื้อจากพ่อค้าคนกลางจะลดลง ซึ่งเมื่อผ่านช่วงนี้ไปวัฏจักรของราคาก็จะกลับสู่ภาวะเดิมอีกครั้ง
นายเจริญ เพชรเพ็ง ผู้ประกอบการรับชื้อไม้ยางพารา กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้รับซื้อไม้ยางจากชาวบ้านในลักษณะเหมาสวนและทำสัญญา บางพื้นที่อยู่ห่างไกลจากถนนเข้าไปต้องใช้น้ำมันในการขนส่งไปส่งโรงงานเพิ่มขึ้น แต่ปรากฏว่าเมื่อไปถึงหน้าโรงงานถูกเอาเปรียบอีก เพราะเจ้าของโรงงานอ้างราคาไม้ยางลดลงกว่าเดิม จึงจำเป็นต้องหยุดกิจการไว้ก่อน และเชื่อว่ารายอื่นก็ไม่แตกต่างกันเพราะจากที่น้ำมันขึ้นราคา ส่งผลให้ผู้ประกอบการรับชื้อไม้ยางพารารายย่อยเลิกกิจการหันมาประกอบอาชีพอื่นแทน หลังแบกรับค่าใช่จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ไหว
เขา กล่าวอีกว่า สำหรับอุตสาหกรรมเกี่ยวกับไม้ยางพาราส่วนหนึ่งที่อยู่ได้เพราะยังมีวัตถุดิบค้างในสต็อกค่อนข้างมาก โดยเฉพาะรายใหญ่ ซึ่งมีตลาดส่งออกสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ทั้งนี้จะขาดแคลนวัตถุดิบไม่ได้ หากขาดแคลนก็จะทุ่มทุนซื้อในราคาแพงกว่าบริษัทเล็กๆ เช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายย่อยที่ปิดตัวลงส่วนมากมีปัญหาเรื่องไม้ยางที่ไม่เพียงพอต่อการป้อนเข้าโรงงาน บวกกับต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจึงต้องปิดตัวในที่สุด ซึ่งไม่ต่ำกว่า 10-15 แห่ง หรือประมาณ 10%
ที่มา คมชัดลึก
Relate topics
- อีกหนึ่งอุดมการณ์ สานความตั้งใจฟื้นฟูวิถีชาวนาไทยแห่งลุ่มน้ำคลองภูมี
- เปิดตัวสำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม 4 ก.พ.นี้
- ออกปากดำนาภูมิปัญญา - ห้องเรียนท้องนา
- สัญจรสภาความร่วมมืออาหารปลอดภัยโซนคาบสมุทรสทิงพระ อ.กระแสสินธุ์
- รายงานการประชุมคณะทำงานประเด็นเกษตรและอาหารที่เอื้อต่อสุขภาพ ประจำเดือนมิถุนายน
- "สะตอ" ผักพื้นบ้านภาคใต้มากประโยชน์
- เร่งดันผลิต 'เกษตรอินทรีย์' รองรับตลาดโลก 1.3 ล้านล้านบาท
- พบ16กลยุทธ์เคมีเกษตรทำชาวนา-ผู้บริโภคตายผ่อนส่ง
- กรมวิชาการเกษตรชี้ปลูกพืชGMOเพื่อศึกษาวิจัย-ยันมีมาตรการคุมเข้ม
- กรมวิชาการฯแนะ5กรรมวิธี คุมวัชพืชสวนยางไม่พึ่งสารเคมี
ไก่ (Not Member)
คุณไก่ (Not Member)