โลกปัจจุบันกำลังเคลื่อนเข้าสู่ "สังคมผู้สูงอายุ" (Aging Society) สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานสถานการณ์ประชากรโลก และแนวโน้มสถานการณ์ของประชากรไทย ว่า ประชากรโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 6,070.6 ล้านคนในปี 2543 เป็น 7,851.4 ล้านคนในอีก 25 ปีข้างหน้า หรือในปี 2568 ขณะที่ประชากรไทยก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันจาก 62.2 ล้านคนในปี 2543 เป็น 72.3 ล้านคนในปี 2568
เห็นข้อมูลอย่างนี้แล้วก็น่าเป็นห่วง เป็นห่วงแทนรัฐต่างๆ ทั่วโลกรวมถึงรัฐไทยเราด้วย ที่จะต้องแบกรับภาระในการดูแลรักษา ประชากรในวัยชราเพิ่มมากขึ้น ขณะที่การจัดเก็บภาษีก็ลดน้อยลง เพราะจำนวนคนวัยหนุ่มสาวลดลง ผลสำเร็จในการวางแผนประชากรของไทยส่งผลให้ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อัตราการเจริญพันธุ์ลดลงจาก 6.3 คน ในปี 2507-2508 เหลือแค่ 1.82 คน ในปี 2543-2548 ทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นในอัตราลดลง และคนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น โดยอายุคาดหมายเฉลี่ยสูงขึ้นสำหรับผู้หญิงเป็น 74.9 ปี และผู้ชาย 69.9 ปี
แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่าภาระที่จะเพิ่มพูนมากขึ้นของรัฐก็คือ ความเป็นห่วงตัวผู้สูงอายุเอง เพราะในอนาคตอันหลีกหนีไม่พ้นนี้ ประชากรสูงวัยของโลกจะต้องพึ่งพิงตนเองให้ได้ พร้อมๆกับการเผชิญหน้ากับโรคภัยไข้เจ็บนานาชนิดที่มาพร้อมกับความเสื่อมของสังขาร
ถ้าทั้ง2 ฝ่ายคือรัฐและตัวบุคคลนี้ไม่มีการเตรียมการณ์รับมือสถานการณ์ไว้แต่เนิ่นๆ คุณภาพชีวิตของสังคมคนสูงอายุคงย่ำแย่น่าดู ! เพราะคนสูงวัยนั้นมีความเสี่ยงสูงต่อเรื่องโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อยู่แล้ว ชนิดที่ว่า "นานานุโรค" ถามหาอยู่แทบตลอดเวลาก็ว่าได้
เมื่อ 2-3 วันก่อนได้มีโอกาศพบปะพูดคุยกับ ดร.พอล มิทเชล จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตา จากภาควิชา จักษุวิทยา โรงพยาบาลเวสท์มีด มหาวิทยาลัยซิดนีย์ จากออสเตรเลีย และแพทย์หญิง อรนุช อรุณทัต ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ ของบริษัทไฟเซอร์ ประเทศไทยและอินโดไชน่า เลยได้รับทราบว่ามีโรคเกี่ยวกับตาที่เกิดขึ้นกับคนสูงอายุ ซึ่งเริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ซึ่งอาจเป็นเพราะสัดส่วนของประชากรสูงวัยของโลกนั้นมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง โรคดังกล่าวก็คือโรคจอประสาทตาเสื่อม
คุณหมอเล่าว่าโรคจอประสาทตาเสื่อม นี้ เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นในบริเวณจุดศูนย์กลางรับภาพของจอประสาทตา มักพบมากในผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป จึงเรียกว่า Age-related macular degeneration (AMD) ผู้ป่วยบางราย การเสื่อมของจอประสาทตาเกิดขึ้นอย่างช้าๆจนผู้ป่วยอาจไม่ทันสังเกตเห็น ในขณะที่บางรายอาจเกิดการเสื่อมของจอประสาทตาอย่างรวดเร็ว โรคนี้แม้จะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ก็จะทำให้การดำรงชีพต่อไปของผู้ป่วยยากลำบาก เพราะการสูญเสียการมองเห็นบางส่วน โดยเฉพาะภาพตรงกลาง หรืออาจรุนแรงจนถึงขั้นตาบอดสนิทได้
ยังดีที่การแพทย์ปัจจุบันมีความก้าวหน้ามาก จึงมีการคิดค้น ผลิตนวัตกรรมทางเภสัชภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมา ทำให้การรักษาโรคต่างๆ ได้ผลดีกว่า ชะงักกว่า อย่างโรค AMD นี้ก็มีวิธีการรักษาตั้งหลายอย่าง เช่น การรักษาด้วยการฉายแสงเลเซอร์ การผ่าตัด และการรักษาด้วยยา
สำหรับการรักษาด้วยยากลุ่ม Anti-VEGF (Anti-vascular endothelial growth factor) ด้วยการฉีดตัวยาเข้าไปที่น้ำวุ้นลูกตานั้น ล่าสุดมีการศึกษาพบว่าสามารถทำให้คนไข้ลดอัตราการตาบอดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยยาจะทำหน้าที่ในการไปจับกับสารโปรตีน VEGF165 ที่เฉพาะเจาะจงซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคได้ ทำให้ลดการงอกของเส้นเลือดใหม่และการอักเสบและไม่ทำลายเซลดีที่อยู่ใกล้เคียง ส่งผลการรักษามีประสิทธิภาพสูงขึ้น
แต่นั้นแหละ ไม่ว่าการรักษา/ยารักษา จะดีเลิศแค่ไหนก็ตาม ทั้งคุณหมอมิทเชล และคุณหมออรนุช ย้ำว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ป่วยจะต้องมาพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการ นั่นคือ มองเห็นภาพเบลอ เห็นเส้นตรงเป็นเส้นโค้ง ภาพมีสีซีดจางไป อ่านหนังสือได้ลำบาก แยกแยะหน้าคนได้ยาก เห็นเป็นจุดดำที่บริเวณศูนย์กลางของภาพ หรือควรตรวจตาอย่างละเอียดปีละครั้งเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป
ถ้าทำได้โอกาสจะใช้ชีวิตในสังคมผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพก็เป็นไปได้มากยิ่งขึ้น!!
ที่มา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
Relate topics
- การแยกขยะ มาตรวัดกึ๋นท้องถิ่นบ้านเรา/คอลัมน์...ได้อย่าง ไม่เสียอย่าง
- 'บุหรี่' เลิกไม่ยาก
- "ใช้เน็ตแบบปลอดภัย" โดย Security-in-a-Box
- เหตุผลที่พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืน
- ขนมบรรจุซอง ภัยร้ายใกล้ตัวเด็ก
- ปากคำ"แพทย์"เหยื่อพริตตี้ กลยุทธ์ขายยาล้ำ"จริยธรรม"
- เปิดโลกการอ่าน ตอนโลกการ์ตูน
- ระวัง ‘พริกน้ำปลา’ ภัยร้ายผู้สูงวัย มีโซเดียมเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด
- กระบวนการสอนสร้างอนาคตร่วมกัน - Future Search Conference (F.S.C.)
- เด็กไทยเห็นแก่ตัว “ให้” ไม่เป็น