สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

ภูมิแพ้ ภัยเงียบของคนอยู่ดีกินดี

by wanna @12 ก.ค. 49 12:10 ( IP : 58...48 ) | Tags : สาระน่ารู้
photo  , 200x202 pixel , 5,761 bytes.

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 กรกฎาคม 2549 09:55 น.

              ปัจจุบัน มีคนไทยป่วยเป็นโรคภูมิแพ้และหอบหืดเพิ่มขึ้นมากทุกปี โดยพบว่า ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้และหอบหืดมีมากถึงร้อยละ 40 และร้อยละ 10 ของประชากรไทยทั้งหมดตามลำดับ ในจำนวนนี้ ผู้ป่วยโรคหอบหืดส่วนใหญ่ร้อยละ 80 มักจะมีโรคภูมิแพ้แฝงอยู่และผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้มีโอกาสเป็นโรคหอบหืดได้มากกว่าคนปกติถึง 3 เท่า
              ดังนั้น หากไม่ได้รับการรักษาโรคทั้งสองชนิดนี้ควบคู่กันไป อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตด้อยลง ไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันหรือเล่นกีฬาได้ตามปกติเช่นคนทั่วไป
      สำหรับรายละเอียดและที่มาที่ไปของโรคนั้น ศ.นพ.ปกิต วิชยานนท์ นายกสมาคมโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยาแห่งประเทศไทย อธิบายว่า โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบโต้กับสิ่งต่างๆ ที่อยู่แวดล้อมตัวเราแตกต่างไปจากคนปกติ ทำให้ผู้ป่วยต้องลางานหรือขาดเรียนจากโรคแพ้อากาศและโรคภูมิแพ้อื่นๆ และยังอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
      นอกจากนี้ โรคภูมิแพ้ยังเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย เฉพาะโรคหอบหืดอย่างเดียวทำให้ไทยต้องเสียงบประมาณไปกับการรักษาพยาบาลผู้ป่วยเหล่านี้เป็นจำนวนถึง 3,600 ล้านบาท(ข้อมูลไม่เป็นทางการจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในปี 2544)
      "สิ่งที่สำคัญของผู้ป่วยก็คือ ต้องรู้จักดูแลตนเองอย่างถูกต้องและเหมาะสม หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้เกิดอาการแพ้ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ที่สามารถรักษาโรคภูมิแพ้และหอบหืดได้ควบคู่กันได้ ก็จะทำให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และยังช่วยลดภาระของครอบครัวในการดูแลรักษา และลดการสูญเสียรายได้ทางเศรษฐกิจของประเทศอีกทางหนึ่งด้วย"
      ศ.นพ.ปกิตอธิบายเพิ่มเติมว่า สำหรับสาเหตุของโรคภูมิแพ้นั้น เกิดจากพันธุกรรมเป็นปัจจัยหลัก และมีสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น สารแพ้จากไรฝุ่น แมลงสาบ หญ้า หรือแมลง เป็นต้น เป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้อาการของโรคภูมิแพ้รุนแรงมากขึ้น ในปัจจุบันเชื่อกันว่า ผู้ที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกลับมีโอกาสเกิดโรคสูงขึ้นตามไปด้วย
              ทั้งนี้ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงของโรคนี้ ได้แก่ ผู้ที่มีบิดามารดาป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ โดยสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกระดับชั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจในระดับปานกลางถึงสูง ผู้ที่อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ การสัมผัสกับสารแพ้บางชนิด การสูบบุหรี่ เป็นต้น
      ส่วนยาที่ใช้ในการรักษาโรคภูมิแพ้และหอบหืดมีอยู่สองประเภทหลักๆ คือ ยาชนิดพ่นและยาชนิดรับประทาน สำหรับยาชนิดพ่นนั้นมีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ใช้พ่นเข้าทางจมูกและรักษาได้เฉพาะโรคภูมิแพ้ หากมีอาการของโรคหอบหืดด้วย ผู้ป่วยต้องใช้ยาพ่นสำหรับรักษาโรคนี้เพิ่มอีกหนึ่งตัว
      นอกจากนั้น หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะมีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยเด็ก หากใช้ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์นานเกินไป ฤทธิ์ยาจะไปหยุดการเจริญเติบโตของกระดูก่อนวัยอันควร ส่งผลให้เด็กตัวเตี้ย ส่วนยาชนิดรับประทานนั้น ได้มีการพัฒนาให้ใช้ได้สะดวกขึ้นและปราศจากสเตียรอยด์ โดยรับประทานวันละ 1 เม็ดเท่านั้น แต่สามารถรักษาได้ทั้งโรคภูมิแพ้และหอบหืดควบคู่กันไป โดยมีประสิทธิภาพการรักษาเทียบเท่ายาชนิดพ่น

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว