วิทยาลัยวันศุกร์ ปีที่ 5 ครั้งที่ 240
วันที่ 1 ตุลาคม 2547
เรื่อง โอทอป (ภาคสอง) ในมุมมองที่หลากหลาย
โดยอาจารย์สุภาค อินทร์ทองคง และ อาจารย์ดนัย บุญณะโร มหาวิทยาลัยทักษิณ
หลังจากที่ติดตามเรื่อง โอทอป โดยได้พูดในหลายๆเวที เช่น เวทีชาวบ้านที่เกาะยอ เวทีสหพันธ์กลุ่มอาชีพสงขลา เวทีนโยบายสาธารณะ จ.ตรัง เวทีคณะทำงานแผนพัฒนา ทุกฝ่ายทั้งส่วนของชาวบ้าน คนทำสินค้าโอทอป พัฒนาการอำเภอและคณะทำงานด้านแผนการพัฒนา เห็นด้วยที่จะผลักดันเรื่องนี้ให้ ก้าวหน้า พร้อมทั้งเสนอแนะวิธีการทำงาน และจากการติดตามเรื่องนี้ทำให้เห็นมุมมองที่หลากหลายสามารถโยงใยในเรื่องต่างๆได้มากมายโดยเฉพาะในท้องถิ่นชนบท
พบว่ากลุ่มโอทอปสามารถขยายความคิดและพัฒนาศักยภาพของตนเองจนเป็นชุมชนเข้มแข็งได้และรัฐต้องให้การสนับสนุนตามรัฐธรรมณูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งได้กล่าวถึงในหลายมาตรา แต่ต้องไม่ไปลิดรอนสิทธิต่าง ๆ ของกลุ่ม
ในแง่ของสุขภาพ ภายใต้ยุทธศาสตร์ของกระทรวงสาธารณสุขที่ว่า "สุขภาพ สร้างก่อนซ่อม " สุขภาพในวันนี้ต้องดีทั้ง 4 มิติ จากเดิมที่มองแค่ 3 มิติ คือ สุขภาพกาย สุขภาพใจ และจิตวิญญาณ หรือศีล สมาธิ และปัญญา ตามหลักธรรมของท่านพุทธทาส โดยเพิ่มอีกมิติคือ"สุขภาพทางสังคม" เข้าไปด้วย ในกระบวนการสร้างสุขภาวะทั้ง 4 คือการสร้างชีวิต กระบวนการโอทอปจะมี 4 มิตินี้เข้าไปร่วมอยู่ด้วย เพราะพบว่าคนที่ทำโอทอป มีความสบาย มีสุขภาวะทางสังคม ตัวอย่าง เช่น คนที่ทอผ้า ในขณะที่ทอผ้าเขาจะมีการสนทนา มีการร้องเพลงไปด้วย คนที่สานเสื่อ(ทอเสื่อ)ขณะที่นำเสื่อไปขายในงานแสดงมโนราห์ ก็สานเสื่อไปด้วยดูมโนราห์ไปด้วยเป็นความสบายใจ เพราะฉะนั้นกิจกรรมของโอทอป ถ้าเอาสุขภาวะไปจับก็จะเห็นภาพของสังคมไทย เห็นวัฒนธรรมการผลิต สามารถฟื้นฟูวัฒนธรรมการผลิตของสังคมไทยได้แทนที่จะเป็นวัฒนธรรมการบริโภคนิยม
ขณะนี้กระบวนการผลิตโอทอปไม่น่าห่วงในเรื่องการจัดการการผลิตแต่มีปัญหาในเรื่องกระบวนการจัดการทางการตลาดทั้งที่รัฐบาลสนับสนุนในเรื่องงบประมาณแต่ยังมีปัญหาการจัดการซึ่งไม่สามารถบูรณาการได้
โอทอปในมิติของ " พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ " ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกิดจากการที่ประเทศไทยเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งมีข้อบัญญัติว่าประเทศต่างๆที่เข้าร่วมต้องมีการทำสัญญาเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของกรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงต้องมีพระราชบัญญัตินี้บัญญัติขึ้นมา
l การคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เกิดขึ้นเริ่มแรกในประเทศตะวันตก เช่นประเทศ สวิสเซอร์แลนด์ ขึ้นชื่อในเรื่องการทำมีดพกและเนย โดยเฉพาะเนยที่ผลิตจากเทือกเขาแอลป์ จะต้องผสมนมโคที่เลี้ยงเองจากที่นั่นทำการหุงต้มโดยใช้ไม้ฟืนที่นั่น เมื่อเข้าสู่ท้องตลาดได้รับความนิยมมีคนกลุ่มอื่นนำเคล็ดลับไปทำด้วยทำใหเกิดปัญหาเนยราคาถูกลง ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ได้พบหนทางคือการนำกฎหมายมาบังคับใช้เพื่อคุ้มครอง โดยหลักการคือที่ใดมีลักษณะเฉพาะตัวอย่างไรให้จดทะเบียนขึ้นชื่อเอาไว้
l ประเทศไทยประกาศใช้พระราชบัญญัติสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เมื่อ 20 ตุลาคม 2546 มีผลบังคับใช้เมื่อ27 เมษายน 2547 เป็นกฎหมายกำหนดว่าอะไรคือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ อะไรเป็นสิ่งบ่งบอกว่าสิ่งหนึ่งได้มีจุดเริ่มมาจากที่นี่เพื่อไม่ให้ที่อื่นสามารถนำไปเลียนแบบหรือละเมิดได้ ผู้ละเมิดจะต้องมีความผิดทางแพ่ง แต่กฎหมายดังกล่าวมีข้อบกพร่องที่ไม่คุ้มครองพืชและสัตว์ ทำให้ประเทศไทยมีปัญหาเรื่อง การคุ้มครองพันธุ์ข้าวหอมมะลิ และสุนัขพันธุ์หลังอานของไทย
การขึ้นทะเบียนจะต้องขึ้นโดยคนหรือชุมชนในพื้นที่นั้น มีข้อแม้ว่า
1. จะต้องใช้ชื่อว่าสถานที่นี้ผลิตของสิ่งนี้
2. จะต้องไม่ใช้ชื่อเฉพาะตัวหรือสามัญ
3. ห้ามใช้ชื่อหรือสัญลักษณ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
4. ห้ามใช้ชื่อที่ขัดต่อศิลปวัฒนธรรมอันดีของประชาชน
l ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของกรมทรัพย์สินทางปัญญาคือไม่สามารถพิสูจน์ที่มาของสิ่งต่างๆได้ เช่น ไข่เค็มไชยา จะต้องพิสูจน์ว่า ไข่ที่นำมาทำไข่เค็มไชยาจะต้องเป็นไข่ที่ได้จากเป็ดที่เลี้ยงที่ไชยา กินอาหารพวกกุ้งหอยปูปลาหรือพืชที่ไชยา ดินที่หมักไข่ต้องเป็นดินที่ไชยา เป็นต้น เพราะฉะนั้นกฎหมายนี้จึงใช้ไม่ได้ในประเทศไทย เพราะเราไปลอกเลียนแบบกฎหมายของฝรั่งมา โดยไม่ได้ประเมินศักยภาพการนำมาใช้ของประเทศไทย กลับเอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติเสียอีก
l สินค้าโอทอปของเราก็เช่นเดียวกันที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่สามารถคุ้มครองได้ตามกฏหมายฉบับนี้เนื่องจากมีสินค้าประเภทเดียวกันผลิตขึ้นในหลายๆที่ไม่สามารถพิสูจน์ที่มาของวัตถุดิบได้ เพราะฉะนั้นกฏหมายฉบับนี้จึงไม่มีประโยชน์เลยในการทำโอทอปเพราะคุ้มครองใครไม่ได้ หลายภาคส่วนจึงมีมติให้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้
l เมื่อการทำโอทอปไม่ได้รับการคุ้มครองจึงมีข้อที่น่าเป็นห่วงถึงทิศทางต่อไปของโอทอป เพราะปัญหาที่ประชาชนได้รับในขณะนี้คือ ชาวบ้านมีหนี้สินเพิ่มขึ้นจากการสนับสนุนการทำโอทอป และพบว่านอกจากกฎหมายนี้ไม่สามารถคุ้มครองคนไทยได้แล้วยังเอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติอีกด้วย เช่นการที่ต่างชาตินำสินค้า โอทอปของเราไปผลิตแล้วนำกลับมาขายคนไทย หรือการเข้ามาฝึกท่ารำมโนราห์ มวยไทย แล้วกลับไปทำ ธุรกิจในประเทศของต่างชาติ โดยไม่สามารถทำอะไรกับเขาเหล่านั้นได้จึงเท่ากับเป็นการทำร้ายคนไทย ทำให้ประชาชนไม่มีที่ยืน เนื่องจากเกือบทุกก้าวเดินของผู้ประกอบการโอทอป ขึ้นอยู่กับรัฐทั้งหมดและต้องทำตามระเบียบของสายงานของพัฒนาการ
l เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นจากเงื่อนไขของ WTO จึงมีข้อจำกัด อีกทั้งหลายๆเรื่องไม่สามารถปฏิบัติได้จริง เนื่องจากกรอบวิธีคิดและวิธีการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่
l ถ้ามองในมิติของตะวันออก คนตะวันออกคิดว่า ภูมิปัญญาไม่ใช่สินค้าเป็นของสากลไม่มีใครเป็นเจ้าของ ทุกคนสามารถนำเอาไปใช้ในการดำรงชีวิตได้ ไม่ควรมีการจดทะเบียนเป็นเจ้าของเพราะไม่ใช่สินค้า
JJJJJJJJJ
วิทยาลัยวันศุกร์ปีที่ 5 ครั้งที่ 241 วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2547
เรื่อง " สู่สุขภาวะในกระแสแห่งยุคสมัย "
ในวาระครบรอบ หนึ่งปีแห่งการจากไปของคุณสุภาพร พงศ์พฤกษ์
นำเสวนาโดย
พระดุษฎี เมธังกุโร เจ้าอาวาสวัด ทุ่งไผ่ จ.ชุมพร อดีตนักกิจกรรมแห่งชมรมพุทธ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดร.จอห์น แม็คคอนแนล นักสันติวิธี นักฝึกอบรมใช้ศาสตร์และศิลป์แห่งธรรมะในการคลี่คลายความขัดแย้ง
แห่งการเยียวยาชีวิต
คุณสุรภี ชูตระกูล นักฝึกอบรม แนวสร้างเสริมศักยภาพ จากมูลนิธิเพื่อนหญิง
ดำเนินรายการโดย อ.ภานุ พิทักษ์เผ่า นักกิจกรรมเพื่อสังคม
การเสวนาในครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากเพื่อนๆ ของคุณสุภาพร พงพฤกษ์ อยากให้มีการพูดคุยกันในโอกาส ครบรอบ1 ปี การจากไป ของคุณสุภาพร ซึ่งเป็นที่รักของทุกๆคน คุณสุภาพร เคยกล่าวไว้ว่า " ชีวิตพรเหมือนนิทรรศการ " เพราะทำให้คนได้เรียนรู้ อยู่เป็น เจ็บเป็น ตายเป็น เราจะอยู่อย่างไรให้เป็นในสังคมแห่งยุคสมัย จึงนำสู่หัวข้อการเสวนาครั้งนี้คือ " สู่สุขภาวะในสังคมแห่งยุคสมัย "
คุณสุภาพร เป็นคนโชคดี เนื่องจากมีเพื่อนดี เพราะเธอเป็นคนดีเป็นคน " เป็นทั้งตาย " เพราะยังอยู่ในหัวใจของทุกคนแม้จะตายไปแล้ว แต่บางคนเหมือน " ตายทั้งเป็น " เพราะแม้ร่างกายยังหายใจอยู่แต่ไม่มีความสุข คุณสุภาพรรู้สึกว่ามะเร็งเป็นเพื่อน และมะเร็งก็ทำให้หลายคนเรียนรู้และเปลี่ยนแปลง มีคนหลายคนที่เขียนหนังสือเมื่อเป็นมะเร็งเช่น มะเร็งที่รัก ขอบคุณมะเร็ง มะเร็งอาจช่วยสร้างสุขภาวะได้ในบางคน จะเห็นได้ว่าการมีมิตรดี เป็นกัลยาณมิตรจะช่วยประคับประคองให้เราฝ่ากระแสแห่งยุคสมัย ที่สับสน สู่สุขภาวะได้ ดังพุทธพจน์ที่ว่า มิตรดี สหายดี สังคมดี สิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของ พรหมจรรย์ ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้
คำว่า " สู่สุขภาวะในสังคมแห่งยุคสมัย " เป็นนามธรรมมาก ซึ่งน่าจะแปลว่า " จะหาความสุขอย่างไรในปัจจุบัน " คงจะเข้าใจง่ายกว่า โลกในปัจจุบันนี้เราเรียกว่าโลกาภิวัฒน์ แต่สำหรับภาษาพระมีอยู่ 2 คำ คือคำว่า " โลกานุวัฒน์ " หมายถึงการดำเนินไปตามโลก และ "ธรรมมานุวัฒน์" หมายถึงการเดินไปตามธรรม เดี่ยวนี้เราเองก็เดินไปตามโลก ตามกระแสสังคมเช่นกัน เนื่องจากสังคมเป็นสังคมแห่งการบริโภค มีการบริโภคมากเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นการทำลายทรัพยากร สิ่งแวดล้อมและสังคมโดยรวม
เราอยู่ในกระแสโลกาภิวัฒน์และเป็นส่วนหนึ่งของโลก มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นรอบๆตัวเรา กดดันเราและมีอิทธิพลต่อเราแล้วแต่ว่าเราอยู่ส่วนไหนของโลก อาจจะมีความขัดแย้งบางอย่างเกิดขึ้นใกล้ๆตัวเรา และบางอย่างเกิดขึ้นไกลตัวเรา ความรู้สึกต่อเรื่องต่างๆจึงต่างกันไป
การจะสู่สุขภาวะในสังคมปัจจุบันจึงต้องทวนกระแส หรือตามกระแสให้น้อยที่สุด แม้ว่าการทวนกระแสจะเปรียบเหมือนปลาว่ายทวนน้ำ ซึ่งเหนื่อยและยากแต่จะทำให้เราเข้มแข็ง และพบน้ำที่บริสุทธิ์ ได้ผลลัพธ์ที่น่าภูมิใจ ในขณะที่การว่ายตามน้ำ อาจจะง่าย สบายไม่เหนื่อย แต่ก็จะพบน้ำเน่าสกปรกที่ปลายทาง เพราะเราอยู่ในสังคมแห่งยุคสมัย ซึ่งเป็นยุคสมัยแห่งการบริโภคกระแสการบริโภคบีบรัดตัวเราอย่างมาก ดังนั้นเรา ต้องใช้หัวใจของเราต่อสู้กับมัน ต้องพึ่งตนเองให้มากที่สุด ด้วยการทวนกระแส สู่สุขภาวะในสังคมแห่งยุคสมัย
คนเราต้องยอมรับในสิ่งที่ต้องยอมรับ ต้องเปลี่ยนแปลงในสิ่งควรเปลี่ยนแปลง แต่เรามักทำสลับกันเสมอ เรามีปัญหาที่คิดจะยอมรับหรือเปลี่ยนแปลง เราต้องยอมรับหลายเรื่องว่าไม่สามารถเปลี่ยนปลงได้และต้องพยายามเปลี่ยนแปลงหลายเรื่องที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่เรากลับพยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แทนที่จะยอมรับมัน อย่างโฆษณาในโทรทัศน์อาจทำให้เราสับสนขาดความมั่นใจและพยายามจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นอย่างในโฆษาอย่างเช่นการโฆษณาครีมหน้าขาว ครีมรักแร้ขาว เป็นต้น ทั้งที่เราควรจะยอมรับมากกว่าที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงมัน ทำให้หลายคนคิดการว่าใช้ชีวิตต้องใช้เงินเป็นหลักและอยู่โดยขาดเงินไม่ได้ ซึ่งก็เป็นความโง่อย่างหนึ่งของมนุษย์
ปัจจุบันนี้พบว่าในบางประเทศมีรายการโทรทัศน์ 24 ชั่วโมง แต่คนในประเทศเหล่านั้นก็ไม่ได้มีความสุข ไม่เกิดสุขภาวะ โทรทัศน์กลับกระตุ้นให้เกิดการบริโภคมากขึ้นอยู่กับตัวเองน้อยลง จึงไม่ควรเอาโทรทัศน์ไว้ในห้องนอน ไม่มีในบ้านเลยยิ่งดี เด็กๆจะได้อยู่กับพ่อแม่มากขึ้น มีกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น ฟังพ่อแม่มากขึ้น ตอนนี้มีการรวมกลุ่มกัน กำหนดวันงดดูโทรทัศน์ขึ้นแล้วด้วย
รัฐบาลพยายามทำให้คนรวยขึ้น แต่ก็พบว่าคนรวยมีความทุกข์มากกว่าคนจนเสียอีก อย่างพระสงฆ์ไม่มีเงินของตัวเองเลยแต่มีความสุข โดยการใช้น้อยกินน้อย ซึ่งเป็นการทำลายธรรมชาติน้อย การที่ขณะนี้สินค้ามีราคาแพง ถุงพลาสติกมีราคาแพง ก็เป็นโอกาสที่ดี ที่คนจะได้หันมาใช้ถุงผ้าในการใส่ของแทนถุงพลาสติกกัน ซึ่งไม่ทำลายธรรมชาติ เราต้องสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี สิ่งที่เอื้อให้เราทุกข์-สุข เราต้องสร้าง แบ่งปัน รู้จักให้ การดูแลกัน การเอื้ออาทรต่อกัน ถ้าเราสั่งสมจากข้างในก็ส่งผลถึงคนอื่นๆด้วย ซึ่งจะเป็นเกราะคุ้มครองเรา
สังคมทุกวันนี้ทำให้ต้องเราไม่พูดความจริงกัน เราพูดตำหนิว่ารัฐบาลตรงๆไม่ได้เพราะหลายคนไม่อยากให้พูด แต่เราก็ต้องพูดเพราะรัฐบาลทำเรื่องที่น่าตำหนิหลายเรื่องซึ่งส่งผลกระทบต่อลูกหลานของเรา เราบอกว่าอะไรผิดอะไรถูก ไม่ได้บอกว่าใครผิดใครถูก และต้องดูว่าอะไรต้องแก้ก่อนแก้หลัง อะไรแก้เฉพาะหน้าอะไรแก้ระยะยาว แต่อย่าแก้แต่ปัญหาเฉพาะหน้าจนไม่ได้แก้ปัญหาระยะยาวซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
พระพุทธเจ้ากล่าวว่า ธรรมะคือความทุกข์และการหลุดพ้นจากทุกข์ ธรรมมะของพระพุทธองค์นั้นมีหลายข้อ ในที่นี้ขอกล่าวถึงอริยสัจ 4 คือ 1.)ทุกข์ คือการรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา เพราะความทุกข์เป็นกระบวนการ ถ้าเรานิ่งมีสติจะมองเห็นทุกข์ที่ที่เกิดขึ้น เห็น โลภะ โทสะ โมหะ 2.)สมุทัย คือ เมื่อเรารู้กระบวนการเกิดทุกข์ เราก็ปล่อยวาง ละวาง สิ่งที่คุณสุภาพร ทำคือการนั่งสมาธิ เพื่อเฝ้าดูภายในตัวเอง และพบว่าภายในมันคือความกลัว เมื่อรู้ก็ละวางมันและสามารถอยู่กับมะเร็งมาได้ 11 ปี ซึ่งเจ้าความกลัวก็กลับมาตลอดเวลาแต่คุณสุภาพรก็รู้ตัวและละวางมัน 3.)นิโรธ คือการเปลี่ยนแปลง เมื่อเข้าใจและรู้ละวางแล้วก็เปลี่ยนมัน ตัดตอนมัน ซึ่งเป็นเรื่องจริงและปฏิบัติได้จริง ไม่ได้เป็นนามธรรม ถ้าเราเข้าใจว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเกิดจาก โลภะ โทสะ โมหะ ก็เปลี่ยนให้เป็น อโลภะ อโทสะ อโมหะ
4.)มรรค เป็นวิธีการดับทุกข์ ซึ่งมรรคมีองค์ 8 ในที่นี้ขอกล่าวถึงเพียงบางข้อ คือการคิดชอบ เป็นความคิดที่ออกมาจากความเข้าใจที่ถูกต้อง วาจาชอบ การพูดสิ่งที่ดี ที่เป็นประโยชน์ไม่ใช่แค่ต่อตัวเองแต่ต้องกล้าหาญที่จะพูดเป็นสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย สมาธิชอบ เป็นการสร้างสมาธิ ทำให้เรามีสติรู้และเข้าใจอย่างถูกต้อง
การมีมรณะสติ 10 ข้อ เป็นเครื่องช่วยเตือนสติในการใช้ชีวิตเช่น ความตายมาเมื่อไหร่ไม่รู้ ความตายเป็นสิ่งแน่นอน ต้องมีพรหมวิหาร 4 มีมรรค 8 ซึ่งสองปีหลังของชีวิตคุณสุภาพร เป็นช่วงที่เธอบอกว่าเธอมีความสุขมากแม้จะเป็นช่วงเวลาที่โรคมะเร็งกลับมารุนแรงที่สุด เพราะเป็นช่วงเวลาที่เธอปล่อยวาง อ่อนโยน และแบ่งปันให้คนอื่นมากที่สุด
ต้องดูว่าเราแบ่งปันพอหรือยัง เราให้คนอื่นพอหรือยัง ถ้ามองว่าการทำดีนั้นยาก แล้วเราพยายามทำมัน เราจะเป็นคนดีที่ทุกข์เป็นคนดีที่เหนื่อย แต่ถ้าเรามองว่าทำดีแล้วเรามีความสุข น่าจะง่ายกว่าและใกล้ตัวเรามากกว่า เราอาจจะคิดว่า โลภะ โทสะ โมหะ ช่างเข้มแข็งเสียเหลือเกิน แต่จริงแล้ว อโลภะ อโทสะ อโมหะ ก็เข้มแข็งไม่แพ้กัน มันมีพลังมากหากเราได้ใช้มันจริงๆ
ความสุขนั้นมีขีดจำกัดเราไม่สามารถที่จะสุขมากกว่าได้ เหมือนกับการกินข้าวถ้ากินจนอิ่มก็ไม่สามารถกินเข้าไปได้อีก มันมีขีดจำกัด การสร้างสุขต้อง มีทัศนะที่ถูกต้องต่อการดำเนินชีวิต เพราะชีวิตไม่เที่ยง และความทุกข์ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือการจัดการกับความทุกข์อย่างไร กระบวนการสร้างสุขก็คือการสร้างศักยภาพในการจัดการกับความทุกข์
JJJJJJJJJ
วิทยาลัยวันศุกร์ ปีที่ ๕ ครั้งที่ ๒๔๓ วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๗
เรื่อง สื่อทางเลือกในยุคควบคุมสื่อ
โดย คุณสมเกียรติ จันทร์สีมา บรรณาธิการสำนักข่าวประชาไทยออนไลน์
คุณสุพจ จริงจิตร นักข่าว- นักเขียนอิสระ
ประมาณปี 2539 สื่อทุกแขนง อาทิเช่น หนังสือพิมพ์ สื่อวิทยุต่าง ๆ พากันวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ รัฐบาลเป็นระลอก โดยนำเสนอประเด็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ซึ่งตอนนั้นหากสื่อแขนงใดเสนอรูปแบบข่าวที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อการทำงานของรัฐบาล บรรณาธิการสื่อ ก็มักจะถูกลดบทบาท หรือถูกบีบให้ออกจากตำแหน่ง
ในช่วงปี 2540 นักข่าวหรือบรรณาธิการข่าวถูกบีบให้ออกจากตำแหน่ง หรือถูกลดบทบาทลงมากที่สุดเช่นสำนักข่าวบางกอกโพสต์ เนื่องจากนำเสนอข่าวที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อรัฐบาลในประเด็นการเมือง
หลังปี2540 บรรณาธิการข่าวหลายสำนัก มีแนวคิดในการปรับยุทธศาสตร์การทำงานใหม่ โดยใช้วิธีการประนีประนอมและต่อรองกับรัฐบาลมากขึ้น เพื่อลดกระแสความกดดันในการลดบทบาทของตัวเองลง
แม้ประเทศไทยจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีสื่อที่เสรีมากที่สุด หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างประเทศ มาเลเซีย หรือสิงคโปรค์ แต่ก็ยังประสบกับปัญหาการคุกคาม / การควบคุมสื่อ ซึ่งสถานการณ์ยังคงทวีความ รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
วิธีการควบคุมสื่อของภาครัฐในปัจจุบัน รัฐจะไม่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาแต่จะใช้วิธีการสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับบรรณาธิการสื่อแขนงต่าง ๆ ซึ่งวิธีการควบคุมสื่อจะมีอยู่ในลักษณะดังนี้
1. การควบคุมความคิดความเชื่อ โดยสร้างความชอบธรรม โน้มน้าวให้สื่อเชื่อว่านโยบายต่าง ๆ ที่รัฐประกาศใช้ ถือว่าเป็นนโยบายที่ดี เป็นนโยบายที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้จริง เช่น นโยบาย การค้าเสรี นโยบายการแปรรูป หรือการออกนอกระบบ ฯลฯ
2. การควบคุมโดยการเข้ามาสนับสนุน หรือการใช้อำนาจแทรกแซงอื่น ๆ เช่น การให้เงินสนับสนุนสื่อ เป็นสปอนเซอร์ให้ในการโฆษณาของสื่อ
3. การควบคุมสื่อโดยอาศัยเครื่องมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นการสร้างผลประโยชน์ที่ทับซ้อนของรัฐไทย โดยอ้างความอยู่รอดของเศรษฐกิจไทย แต่อิงอาศัยผลประโยชน์อยู่กับเครื่องมือเศรษฐกิจเหล่านั้น ซึ่งมีกลุ่มทุน 10 ตระกูลที่มีผลประโยชน์ร่วมกับรัฐบาล โดยรัฐบาลได้รับส่วนแบ่งจากการโฆษณา 70 - 80 % ของโฆษณาทั้งหมดในประเทศ และเครือเนชั่นเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่น่าจับตามองมาก ที่สุดในขณะนี้ เนื่องจากระยะหลังมีกลุ่มตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ เข้าไปถือหุ้นอยู่ด้วย จึงเป็นสิ่งที่น่า ติดตามว่าตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจจะเข้าไปแทรกแซงผลประโยชน์ได้มากน้อยแค่ไหน หรือมีบทบาทอย่างไรกับเครือเนชั่นดังกล่าว
สื่อทางเลือกจึงมีบทบาทสำคัญ ที่จะนำเสนอข่าวได้อย่างเสรี ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐไทย
เนื่องจากหากสื่อนำเสนอเฉพาะข่าวที่สนับสนุนการทำงานของรัฐบาล ก็คงไม่มีสื่อ ไม่มีข้อมูล ที่จะ
สามารถนำมาเป็นคานงัดกับรัฐบาลได้ การทำงานของรัฐก็จะไม่มีการตรวจสอบ และจะนำไปสู่ปัญหา
คอรับชั่นในที่สุด
ความท้าทายของสื่อทางเลือก จึงอยู่ที่การนำเสนอข้อมูลที่เป็นการตรวจสอบความโปร่งใส ในการทำงานของ
ภาครัฐ กล้าที่จะนำเสนอข้อมูลที่ต่างจากภาครัฐ และนำเสนอข้อมูลที่เป็นจริง มีการตรวจสอบที่มาที่ไปของ ข้อมูลได้อย่างชัดเจน
สื่อทางเลือกต้องต่างจากสื่อกระแสหลัก ไม่ทำให้ผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารเหนื่อยกับการคัดกรองข้อมูลหรือการ
วิเคราะห์ข้อมูล เนื่องจากสื่อกระแสหลักมีการโฆษณาชวนเชื่อเกินความเป็นจริงและมักจะมีกลุ่มทุนอยู่เบื้องหลัง
สำนักข่าวประชาไทย ถือว่าเป็นสื่อทางเลือกหนึ่ง มีลักษณะเป็นหนังสือพิมพ์ที่ผ่านทางอินเตอร์เน็ต เป็นความ
พยายามในการสร้างชุมชนข้อมูลขึ้นมาเพื่อให้มองเห็นกระบวนการเชื่อมโยงกลุ่มต่าง ๆ ของชุมชนในการจัดการ ทรัพยากรและการพึ่งตนเอง
การทำงานของสำนักข่าวประชาไทยคือการลงไปค้นหาความจริงในพื้นที่ เพื่อนำเสนอข้อมูลที่เป็นจริงและเป็น
ธรรม เช่น กรณีบ่อนอกหินกรูด กรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ยังมีคอลัมนิสต์เรื่องการคอรับชั่น ของรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นการนำเสนอข้อมูลการคอรับชั่นของรัฐที่ส่งผลกระทบต่อสังคมไทย เป็นการนำเสนอประสบการณ์ตรงจากผู้มีประสบการณ์ เพื่อฟ้องต่อสังคมให้เห็นถึงกระบวนการคอรับชั่นของรัฐบาล เพื่อสร้างกระแสต่อต้าน เพื่อหาสาเหตุและแนวทางแก้ไข
บทบาทของสำนักข่าวประชาไทยคือ การนำเสนอข่าวที่เป็นธรรมและให้ข้อเท็จจริง ทำให้ผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารเกิดความสบายใจ และผู้ได้รับผลประโยชน์จากสื่อเป็นกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบไม่ใช่นายทุน นอกจากนี้ยังมีความพยายามในการนำเสนอข่าวในรูปแบบที่ทำให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้มากยิ่งขึ้น
สื่อเป็นขบวนการขั้นต้นของการศึกษา อยากเห็นสื่อที่นำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา อะไรจริงอะไรเท็จ ถ้าสื่อไม่มีการปรับตัว ไม่เฉพาะผู้บริโภคสื่อเท่านั้นที่จะเดินสู่ทางตัน ตัวสื่อเองก็จะเดินสู่ทางตันเช่นเดียวกัน และจะถูกปฏิเสธจากผู้บริโภคในที่สุด
ความเป็นอิสระของสื่อ เป็นตัวชี้วัดความเป็นประชาธิปไตยของสื่อ หากสื่อไม่เป็นอิสระก็เท่ากับว่าประชาธิปไตยถูกคุกคามอิสรภาพ
สื่อทางเลือกหนึ่งที่ชุมชนสามารถทำกันได้เอง คือการบอกกล่าวข้อมูลที่เป็นจริงถึงกันหากคนหนึ่งคนส่งข้อมูลถึงคนอื่นๆ อีก 20-30 คน หากแต่ละคนส่งข้อมูลให้คนอื่น ๆ 32 ครั้งโดยไม่ซ้ำกัน คน 60 ล้านคนทั่วประเทศก็จะรับรู้ข้อมูลถึงกันหมด
อยากเห็นสถาบันสื่อที่นำเสนอข่าวแล้ว ผู้บริโภคเกิดความสบายใจและเชื่อใจได้ ว่าไม่มีกลุ่มทุนที่มีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง และคนที่ได้รับผลประโยชน์จากสื่อเป็นกลุ่มคนผู้ได้รับผลกระทบไม่ใช่กลุ่มทุน
การนำเสนอสื่อของสำนักข่าวประชาไทย ต้องนำเสนออย่างเที่ยงธรรมและเป็นจริง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นกลางเสมอไป เนื่องจากการเป็นกลางไม่เลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมักไม่เป็นจริง
วิธีการเขียนข่าวที่น่าสนใจ ต้องไม่เขียนจนยาวมากเกินไป รูปแบบการนำเสนอต้องมีเนื้อหากินใจ อ่านแล้ว เกิดความประทับใจ
ในการสัมภาษณ์บุคคลหรือชุมชน ในบางเรื่องนักข่าวต้องมีข้อมูลพื้นฐานก่อนที่จะทำการสัมภาษณ์ หรือก่อนที่จะลงทำข่าวในพื้นที่ รวมทั้งการทำข่าวต้องสัมผัสจากแหล่งข้อมูลจริง และต้องมีการเคารพสิทธิของประชาชนด้วย การทำข่าวจึงจะได้รับความร่วมมือด้วยดีจากแหล่งข่าว
JJJJJJJJJ
วิทยาลัยวันศุกร์ ปีที่ 6 ครั้งที่ 246 วันที่ 12 พฤศจิกายน 2547
เรื่อง กระเพื่อมพลังสีขาว เพื่อศานติสุขในแผ่นดิน ผ่านมิติทางศิลปวัฒนธรรม
ฟังเพลง ร้องเพลง อ่านบทกวี ร้อยแก้ว ร้อยกลอง กลอนเปล่า วาดภาพ ฯ
โดย
.สมาชิกในชั้นเรียน
หลังเหตุการณ์สลายการชุมชุมที่อำเภอตากใบ จ.นราธิวาส ทำให้หลายฝ่ายออกมาร่วมกันรณรงค์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่นเขียนข้อความลงในสัญลักษณ์รูปมือสีขาว การติดหรือผูกโบว์สีขาว เพื่อเรียกร้องให้ใช้สันติวิธี ในการแก้ไขปัญหา สำหรับในวิทยาลัย วันศุกร์ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเล็ก ๆ ในชั้นเรียนโดยตั้งหัวข้อเรื่อง "กระเพื่อมพลังสีขาว เพื่อศานติสุขในแผ่นดิน ผ่านมิติทางศิลปวัฒนธรรม ฟังเพลง ร้องเพลง อ่านบทกวี ร้อยกลอง กลอนเปล่า วาดภาพฯ มีศิลปิน นักร้อง นักดนตรี นักกวี มากมายเข้าร่วมแลกเปลี่ยนถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในรูปแบบดังกล่าวข้างต้น
บนโลกที่สวยงาม การใช้ความอ่อนนุ่ม ใช้คุณธรรมเข้าหากัน นึกถึงผู้คนบริสุทธิ์อีกมากมายที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายตามวิถีชุมชน ต้องมาประสบชะตากรรมที่ไม่ได้ก่อ ในขณะที่ยังมีกลุ่มคนเล็กน้อยที่ห้ำหันกันอย่าง โหดร้ายไร้ความปราณี พร้อมกันนั้นคนส่วนใหญ่ออกมารณรงค์ให้เกิดสันติภาพ หลายฝ่ายอยากเห็นสันติภาพ ส่งกำลังใจให้พี่น้อง ช่วยกันสร้างศานติธรรม ค้ำชูสันติภาพเพื่อความสันติสุขกลับสู่ภาคใต้เหมือนในอดีตที่ผ่านมาอีกครั้ง
สถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้ของเรา ยังเป็นสถานการณ์ ที่ความเป็นอยู่ ยังมีความหวาดระแวงกัน มีข่าวฆ่ากันตายทุกวัน มีการต่อสู้กันอย่างที่ไม่รู้ว่าเส้นชัยของการต่อสู้ รบราฆ่าฟันกันจะสิ้นสุดที่ใด เพราะต่างฝ่ายต่างยังใช้กำลังเข้าหากันอยู่
จากเหตุการณ์ดังกล่าว เราไม่สามารถยับยั้งได้ แต่เราสามารถเตรียมพร้อมที่จะรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลชุดนี้ (พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร) ได้ประกาศทำสงครามกับทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าเรื่องอะไร ก็ประกาศทำสงครามเช่น ทำสงครามยาเสพติด สงครามอิทธิพล สงครามคอรัปชั่น ฯลฯ สุดท้ายก็กลายเป็นสงครามกับทุกเรื่อง อย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน หลายฝ่ายประเมินว่าสภาวะเช่นนี้จะเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ และจะเพิ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะฉะนั้นในสภาวะการณ์เช่นนี้ เราต้องการนักสู้ ที่ไม่ใช้ผู้ก่อสงคราม แต่เราต้องนักสู้ที่ยุติสงคราม
JJJJJJJJJ
วิทยาลัยวันศุกร์ ปีที่ 6 ครั้งที่ 248 วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม 2547
เรื่อง " เราจะปฏิรูปการศึกษาให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้
และนำไปสู่การพัฒนาระบบราชการได้อย่างไร "
โดย นายสมพร ศิริโปราณานนท์ ประธานศิษย์เก่านิด้า
อาจารย์พิชัย ศรีใส โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย
นายสิทธิศักดิ์ ตันมงคล สถาปนิก
เครือข่ายติดตามศึกษาการพัฒนาราชการ จังหวัดสงขลา
การศึกษาระบบตะวันตก เน้นในเรื่องของวัตถุมากกว่าจิตใจ แต่การศึกษาตะวันออก เน้นในเรื่องของจิตวิญญาณ มากกว่าวัตถุ สังคมแห่งการเรียนรู้ ยังขาดการสร้างจิตสำนึก การพัฒนาด้านความคิด และเกิดความรับผิดชองต่อสังคม
กระบวนการศึกษา คือ การถ่ายเทความคิดจากรุ่นสู่รุ่น การศึกษาต้องตอบสนองความสมดุลของชีวิตและสังคมได้ การศึกษาที่ดีจะช่วยแก้ปัญหาสังคมได้มาก การศึกษาต้องช่วยแก้ปัญหาสังคม ไม่ใช่ทำลายสังคม
การศึกษาต้องทำให้ครอบครัวพึ่งตนเองได้มากขึ้น การศึกษาไม่จำเป็นต้องยึดกรอบเฉพาะในโรงเรียน การศึกษาของชุมชนในรูปแบบองค์กรต่าง ๆ ของชุมชน ก็ตอบสนองสังคมได้ โดยมีผู้รู้ หรือปราชญ์ชุมชน เป็นครูในการถ่ายทอด สามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็ก สร้างงาน สร้างอาชีพ และรู้เท่าทันสังคม
ครูในอดีตมีการสั่งสอนศิษย์ ในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม มากกว่าอย่างอื่น คุณค่าของความเป็นครู คือ คุณค่าของชีวิต แต่การศึกษาในปัจจุบันกลับทำให้เด็กเห็นแก่ตัว เห็นแก่เงินมากขึ้น
ในปัจจุบันพ่อแม่ ผู้ปกครอง มีส่วนทำให้เด็กเกิดความเครียดจากการศึกษา เนื่องจากเป็นผู้กำหนดให้เด็กเรียน ในสิ่งที่เด็กไม่ถนัด เพื่อที่จะประกอบอาชีพที่ผู้ปกครองต้องการ โดยเป็นการศึกษาอยู่บนพื้นฐานความต้องการของผู้ปกครอง มากกว่าพื้นฐานความต้องการของเด็ก
ค่านิยมในการเข้าโรงเรียนดีดี ตั้งแต่ระดับประถมจนถึงระดับมหาวิทยาลัย ยังคงไม่เปลี่ยน โดยระบบการศึกษาสุดท้าย คือ มหาวิทยาลัย ไม่ได้คำนึงถึงความต้องการของระบบตลาด ไม่ได้คำนึงในการผลิตคนเพื่อให้เป็นคนดี
มหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นที่พึ่งให้กับชุมชนได้ เช่น กรณีท่อก๊าซ หรือกรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมหาวิทยาลัย ไม่ได้มีบทบาทอะไรมากมาย การช่วยเหลือเป็นเพียงความสนใจในระดับปัจเจก เช่น อาจารย์ในมหาวิทยาลัยบางท่าน
ค่านิยมของสังคมที่เป็นอุปสรรคในการศึกษา คือ 1. ค่านิยมทางการเมือง ซึ่งมีส่วนสำคัญมาก 2. ค่านิยมของสังคม ที่สร้างกันมาผิด ๆ ถ้าการศึกษาสอนให้คนมุ่งหาเงินเพียงอย่างเดียว ทำให้คนไม่รู้จักชีวิต ไม่รู้จักคุณธรรม ทำให้คุณค่าของความเป็นคนตกต่ำลงไปเรื่อย ๆ จนแทบไม่เหลือคุณค่าของความเป็นคน
การศึกษาของไทย ส่งเสริมให้คนเรียนอย่างเดียว ไม่มีการเติบโตทางจิตใจ บางคนเรียนจบมาเร็ว แต่ไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน ต่างกับการศึกษาตะวันตก ที่เด็กเรียนไป ทำงานไป ซึ่งเด็กสามารถพึ่งตนเองได้
ปัจจุบันเด็กไทยมี IQ จาก 80 ลดลงเป็น 50 สาเหตุหลักมาจากพันธุกรรม ที่เหลือมาจากอาหารที่เด็กได้รับ ปัจจุบัน 50 % ของเด็กไทยมี IQ ต่ำกว่า 50 เนื่องจากรายการทางโทรทัศน์ที่ไม่สร้างสรรค์ และเนื่องจากความมุ่งมั่นของคนไทยมีต่ำ
การปฏิรูปการศึกษามีหลายวิธี เช่น การเคลื่อนไหวในประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภค การจัดเวทีเล็ก ๆ และเวทีใหญ่ ๆ เพื่อพูดคุย และทำความเข้าใจในเรื่องสถานการณ์ต่าง ๆ และการศึกษา การที่จะปฏิรูปการศึกษาได้ ต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย ไม่เพียงแต่หน่วยงานราชการเท่านั้น น่าจะมีการจัดการศึกษาให้กับอาชีพทุกอาชีพ เพื่อตอบสนองอาชีพในระดับท้องถิ่นได้ น่าจะมีการแก้กฎหมาย โดยให้นักเรียนได้เรียนฟรี มีระบบที่ครู / อาจารย์ ดูแลกันได้ สามารถตัดสินใจได้ โดยไม่เปลี่ยนไปตามนโยบายของโรงเรียน เมื่อมีการเปลี่ยนผู้บริหาร
การปฏิรูปการศึกษา ต้องปฏิรูปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งต้องนำไปสู่การพัฒนาในการปฏิรูปราชการด้วย โดยทุกฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนร่วม และนำปัญหาของชุมชนมาเป็นตัวตั้ง ต้องมองการปฏิรูปเป็นองค์รวม มองทั้งสังคม เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ สังคมแห่งการศึกษา
พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ควรชี้แนะ โดยชี้แนะว่าอะไรควรเรียน อะไรน่าเรียน และปล่อยให้เด็กเรียนตามความสนใจ ไม่ใช่ควบคุมเด็กทุกเรื่อง
การสอบและการแข่งขันแต่ละแห่งน่าจะแตกต่างกัน โดยมีการส่งเสริมให้เด็กเรียนอยู่ที่บ้าน ส่งเสริมให้เด็กเรียนเพื่อนำมาใช้ประกอบอาชีพที่บ้าน เช่น อาชีพกรีดยาง อาชีพการทำนา
โรงเรียนทางเลือกมีอยู่หลายโรงเรียน เช่น โรงเรียนใต้ร่มไม้ ที่เป็นการศึกษาทางเลือกอย่างหนึ่ง โดยไม่ ติดกรอบในห้องเ
การเปลี่ยนแปลงการใช้ (Not Member)
กอล์ฟ (Not Member)