24 มีนาคม 2549 15:50 น. กรุงเทพธุรกิจ
แม้จะไม่ใช่โรคอันตรายร้ายแรง แต่กลับมีผลต่อจิตใจไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กวัยรุ่น ทำให้ความมั่นใจในตัวเองลดลง มีความรู้สึกกดดัน หงุดหงิดง่ายและไม่อยากเข้าสังคม
หลายคนที่คิดว่าสิวเกิดมาจากสุขอนามัยที่ไม่คอยสะอาดของตัวเอง ก็มักจะล้างหน้าบ่อยๆ และถูผิวหน้าแรงๆ นั่นจะยิ่งทำให้ผิวหน้าระคายเคืองและตามมาด้วยสิวอักเสบ วิธีที่ดีที่สุดคือล้างหน้าวันละ 2 ครั้งด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนละมุน ซับให้ผิวแห้ง และรักษาสิวโดยทางการแพทย์
หลายคนก็คิดว่า สิวเกิดจากการรับประทานอาหารที่มันและหวาน เช่น อาหารทอด ช็อคโกแลต เป็นต้น ความจริงอาหารเหล่านี้ไม่ใช่สาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดสิว ความเครียดจากชีวิตประจำวันก็ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการก่อให้เกิดสิวเช่นกัน ในทางตรงกันข้ามผู้ที่ใช้ยาลดความเครียด ตัวยาที่ใช้อาจมีผลข้างเคียงที่ก่อให้เกิดสิวด้วยซ้ำไป ความจริงสิวจัดได้ว่าเป็นโรคทางเครื่องสำอาง (Cosmetic Disease) ที่ไม่อันตราย แต่หากดูแลไม่ถูกต้องอาจก่อให้เกิดแผลเป็นบนใบหน้าตลอดไปได้เช่นกัน
ต้นเหตุของสิวในวัยรุ่นเกิดจากสาเหตุหลัก คือ ฮอร์โมนแอนโดรเจน ในร่างกายกระตุ้นให้ต่อมไขมันใต้ผิวหนังขยายตัวและทำงานมากขึ้นโดยมีการสร้างน้ำมันซีบุ้มหลั่งออกมาที่ผิวหนังมากขึ้น ขณะเดียวกันฮอร์โมนดังกล่าวก็จะกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังบริเวณรูขุมขนผลัดเซลล์ทิ้งเร็วขึ้น ทำให้เซลล์เก่าที่หลุดลอกออกมารวมตัวกับน้ำมันซีบุ้มไปอุดตันรูขุมขน
นอกจากนี้ ยังมีแบคทีเรียที่อยู่ตามผิวหนังคือ พีแอคเน่ (P.Acne) แทรกเข้าไปในรูขุมขน ซึ่งจะเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วในสภาวะดังกล่าว ผู้ที่เป็นสิวจึงมักพบว่าสิวจะเห่อขึ้นทั่วใบหน้าอย่างรวดเร็วในเวลาสั้นๆ โดยหลักการแพทย์ สิวทุกชนิดสามารถรักษาให้หายได้ ในระยะเวลาไม่นาน และไม่ควรเกิดรอยแผลเป็นบนใบหน้า
คำแนะนำเมื่อเป็นสิว
ห้ามบีบแกะหัวสิว เพราะจะทำให้เกิดอักเสบและทิ้งรอยแผลไว้ได้ ควรให้แพทย์ที่มีเครื่องมือพร้อมในการทำ 2. ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง ซับให้แห้ง ห้ามล้างหน้าและถูผิวหน้าแรงๆ จะทำให้สิวรุนแรงจนอักเสบได้ และวิธีนี้ไม่มีทางรักษาสิวให้หายได้
ใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางชนิดที่ปราศจากสารก่อสิว ข้อนี้คงต้องหมั่นศึกษาจากเอกสารที่เผยแพร่ทั่วไป หรือสอบถามข้อมูลจากนักวิชาการฯ หรือ อย.
หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงทั้งหลาย เช่น เสื้อผ้าที่ไม่สะอาด สระผมให้สะอาดอยู่เสมอ สบู่ก้อนที่ใช้ร่วมกันในห้องน้ำอาจเป็นสื่อนำเชื้อแบคทีเรียมาสู่ผิวหน้าได้ง่ายที่สุด ควรแยกใช้เป็นของส่วนตัวจะถูกสุขอนามัยกว่า
เมื่อเริ่มใช้ยารักษาสิว ควรให้โอกาสยาออกฤทธิ์สักระยะหนึ่งไม่ควรเปลี่ยนยาหรือผลิตภัณฑ์เร็วเกินไปก่อนเห็นผล อาจสอบถามจากแพทย์หรือเภสัชกรผู้จ่ายยาว่าระยะเวลาที่เห็นผลนานแค่ไหน
Relate topics
- 28 มกราคม 55 - เปิดตลาดนัดสุขภาพสายใยชุมชน
- ผลวิจัยคุณภาพชีวิตรอบโรงงานเปรียบเทียบในจะนะ
- ชวนลูก จูงหลาน ขี่รถ แลเขาคูหา
- ชวนชาวสงขลาร่วมช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยคาบสมุทรสทิงพระ
- สมัชชาสุขภาพกับการพัฒนาประเทศ
- ห้องเรียนท้องนาจะเปิดเรียนแล้วนะ
- 19 ส.ค. 53 13.30-15.30 น. ถ่ายทอดสดคลินิกทางไกล จากศูนย์เรียนรู้ สจรส. มอ.
- ขอเชิญร่วมโครงการเดินเพื่อสันติปัตตานี
- รางวัลสนับสนุนชุมฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า
- รวมน้ำใจเพื่อช่วยสร้างอาคารใหม่ "มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค” เหยื่อป่วนเผาเมือง